ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคมพ.ศ.2542]

แฉ 7 กลโกง
ซื้อ-ขายอุปกรณ์ไอที


รวมเล่ห์ 7 วิธี "โกง-คอรัปชั่น" ยอดนิยม ในวงการซื้อ-ขายอุปกรณ์ไอทีไทยปัจจุบัน ซึ่งจนทุกวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถจัดการแก้ไข และกำจัดกลวิธีเหล่านี้ ออกไปจากหน่วยงานธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐได้

" กรุงเทพ-ไอที " ฉบับนี้ ก็ขอนำท่านผู้อ่าน ไปพบกับกลวิธีการโกงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ในวงการค้าอุปกรณ์ไอทีในปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ การโกงภาษีปลายน้ำ หรือ โจรกรรมจากคลังสินค้าต้นน้ำเท่านั้น

ยืดอายุเทคโนโลยีหลังบ้าน

ปัจจัยที่เป็นข้ออ้างในการโกง เริ่มต้นจากการที่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถวิ่งไล่ตาม สภาพการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ทัน ประกอบกับระบบราชการอันซับซ้อน ยุ่งยาก และ " สิ้นเปลือง " ได้ทำให้กระบวนการปฏิบัติตามกฎหมาย กลายเป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงในตลาด

โดยจากเดิมอายุของสินค้ารุ่นใหม่กว่าจะออกตลาด ต้องใช้เวลาราว 18 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ปัจจุบัน โดยเฉลี่ยจะไม่เกิน 3 เดือน เช่น ชิพประมวลผลที่อินเทล คอร์ป. และเอเอ็มดี กำลังแข่งขันออกรุ่นใหม่ในขณะนี้ ก็เร่งให้อายุเทคโนโลยีของสินค้าไอทีโดยรวมสั้นลง และเปลี่ยนแปลงเร็วมากนั้น

ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทย เป็นเพียงผู้ซื้อปลายน้ำ ที่ไม่สามารถกำหนดอะไรได้ ช่องทางที่ยังเหลืออยู่ สำหรับผู้ประกอบการที่ " ไม่ซื่อ " ก็คือ เอาของเก่านี่แหละ มา " อาบน้ำ " ล้างตัวใหม่หลังร้าน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ดูเหมือนใหม่ หรือทันสมัย

วิธีการก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงเปลี่ยนเบอร์ตัวประมวลผลใหม่ แต่ส่วนประกอบอื่นๆ ยังคร่ำคร่ามาจากรุ่นที่แล้ว หรือมิฉะนั้นก็เปลี่ยนเฉพาะจอภาพ ซึ่งเป็นหน้าเป็นตา ของคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ซื้อมือใหม่ เพื่อให้ดูใหม่ หลังจากนั้น จะตั้งราคาขายถูกเหลือเชื่อ เพื่อล่อใจลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อตามคำพรรณนา แต่โดยสภาพแล้ว ราคาขายก็ไม่ได้ถือว่าถูก เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพจริงที่ผู้ซื้อจะได้รับจากสินค้า " อาบน้ำ " ประเภทนี้

เพิ่มช่องทางเถื่อน

สำหรับการนำเข้าสินค้าโดยไม่ต้องเสียภาษีนั้น ปัจจุบันสำหรับสินค้าในกลุ่มนี้ถือเป็นเรื่อง "ปกติ" ไปเรียบร้อยแล้ว อันเป็นผลต่อเนื่องจากภาวะการแข่งขันสูงขึ้น ราคาขายต่อหน่วยลดลง ผู้ค้ารายย่อย-กลาง กลุ่มหนึ่งก็ต้องหันไปนำเข้าสินค้าทางชายแดนเพื่อเสี่ยงภาษี แทนที่จะนำเข้าโดยถูกต้อง

ทั้งนี้บรรดาผู้ค้าถือว่า การไม่ต้องเสียภาษีการค้า 5% และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% เบาะๆ ก็ 12% แล้ว อย่างน้อย ก็มีช่องให้หมุนเงินได้ง่ายขึ้น เพราะโอกาสเดียวที่จะแข่งกับบริษัทใหญ่เจ้าของเทคโนโลยี หรือผู้ที่นำเข้าโดยถูกต้องได้ก็มีอยู่อย่างเดียว คือ " ถูกกว่า " ส่วนเรื่อง " ดีกว่า " นั้น ... ลืมเสียเถิด ซึ่งผู้ซื้อก็ยอมรับได้ ถ้าราคาถูกกว่าเห็นๆ

แหล่งข่าวในวงการค้าไอที ยอมรับว่า ตอนนี้ประเภทของสินค้าที่นำเข้าจากใต้ดินมีมากขึ้น ตั้งแต่ จอภาพ, ฮาร์ดดิกส์, แรม และตัวประมวลผล จะนำเข้าโดยไม่ถูกต้องทางชายแดนภาคใต้จำนวนมากขึ้น

โดยจอภาพ และฮาร์ดดิสก์ จะมีเส้นทางชีวิตจากใต้ เพราะแหล่งผลิตใหญ่ จะอยู่ที่มาเลเซีย ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศไทยทางใต้นั่นเอง ส่วนชิพความจำ (แรม) หรือแผงวงจรหลัก (เมนบอร์ด) ซึ่งมีแหล่งผลิตจากไต้หวัน ก็จะนำเข้ามาจากฮ่องกงเป็นหลัก เพราะฮ่องกงมีการผลิตสินค้าประเภทนี้กันจำนวนมาก

สำหรับวิธีขนสินค้าประเภท "ใต้ดิน" เข้ามา ก็มีทั้งหลบเจ้าหน้าที่ และแจ้งเท็จว่าเป็นสินค้าเสีย หรือเป็นสินค้ามือสอง ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว โดยในทางปฏิบัติแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จับกุมได้ยากมาก เพราะเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ หรือความเชี่ยวชาญด้านไอที ยังมีจำนวนน้อย และการตรวจสอบก็จะต้องใช้เครื่องมือ เข้ามาช่วยอีกด้วย

สินค้าใต้ดินเหล่านี้ โดยคุณภาพเองก็เป็นประเภท " เกรดบี-ซี " โดยผู้นำเข้า หรือกลุ่มนายหน้าที่นำเข้า ก็จะบอกกับผู้ค้าตรงๆ ว่าเป็นสินค้าที่เขารับประกันเพียง 70%-80% เท่านั้น คือ ขายไป 10 อัน มีโอกาสเสีย 2-3 ชิ้น และแน่นอนผู้ค้าปลีกก็ผลักภาระให้ผู้ซื้อ คือ บวกราคาเผื่อเสียไว้เรียบร้อยแล้ว และถ้าผู้ซื้อไม่กล้าไปเปลี่ยน หรือไม่มีโอกาสไปเปลี่ยน เพราะผู้ขายก็จะ " โยกโย้ " ต่างๆ จนผู้ซื้อ " ท้อ " ไปเอง

ช่วยปรส.อีกแรง

ช่องทางใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ในการปรับตัวด้านมืดของผู้ค้าไทย ก็คือ การจำลองวิธีการขายสินค้าเลหลังมาจาก ปรส. หรือ (องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน)

ทั้งนี้ รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งปิดสถาบันการเงิน 48 แห่ง ระหว่างปี 2540-2541 และก็ตั้ง ปรส. ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ตรวจนับ และขายทอดตลาดทรัพย์สินต่างๆ ของหน่วยงานที่ถูกปิดกิจการ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้กับกองทุนฟื้นฟู ผลจากการประมูลขายทรัพย์สินด้านไอทีของ ปรส. ก็ได้กลายเป็นแบบอย่าง ส่งเสริมให้การค้าสินค้าไอทีมือสอง ให้กลายเป็นที่ยอมรับกันทั่วเมือง พร้อมๆ กับทำให้เกิดช่องทางใหม่

สำหรับผู้ค้าที่ต้องการหลบเสี่ยงภาษี ก็จะใช้ข้ออ้างสินค้าแนวทางนี้หลบภาษีด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดช่องทางระบายทรัพย์สินเก่า ของหน่วยงานราชการ โดยผู้ค้าจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ นำทรัพย์สินของรัฐที่ยังใช้งานได้ ออกมาโละขายเป็นสินค้าเก่า แล้วนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง จากนั้นก็ของบประมาณซื้อของใหม่ ขณะเดียวกัน ผู้ค้าเองก็ชอบ เพราะการค้าสินค้ามือสองนั้น ไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น บรรดาผู้ค้าไอทีส่วนหนึ่ง จึงหันมาหากำไรจากวิธีการดังกล่าว

พลิกแพลงหลายรูปแบบ

ในรายละเอียดการซื้อ-ขายสินค้ามือ 2 นั้น มีรายละเอียดพลิกแพลงได้อีกหลายแบบ

อย่างแรก คือ ขายสินค้าใช้แล้วตัวจริง โดยในส่วนนี้บรรดาผู้ใช้ในหน่วยงานรัฐหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็เอาเครื่องใช้สำนักงานของหน่วยงานออกมาเลหลัง ทั้งที่ยังใช้ได้ออกขาย พร้อมกับของบซื้อของใหม่ ซึ่งก็เป็นการหากิน 2 ต่อ ของคนในหน่วยงาน เพราะนอกจากจะได้เงินจากการขายอุปกรณ์เก่าแล้ว ยังได้ส่วนแบ่งหัวคิวจากสินค้าใหม่ที่เสนอซื้อไปด้วย ส่วนผู้ค้าก็ชอบเพราะได้อุปกรณ์จากสำนักงานต่างๆ ที่เลิกกิจการ หรือยุบหน่วยงานภายในลงในราคาถูก แล้วนำไปอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ แล้วก็ขายให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็จะมีกลุ่มนักลงทุนใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่มที่ทำตัวเป็นนายหน้า เข้าไปติดต่อบริษัทต่างๆ เพื่อซื้อสินค้ามือสองมาขายต่อ

ขณะเดียวกัน ผู้ค้าเหล่านี้ก็เข้าไปตามหน่วยงานรัฐ ที่เพิ่งได้งบประมาณเงินกู้ต่างประเทศมา และกำลังหาทางใช้งบประมาณอยู่ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า แหล่งใช้เงินที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ การซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งที่ภาครัฐให้การสนับสนุน ซึ่งก็จะนำไปสู่วัฏจักรคอรัปชั่นรอบใหม่ เพราะการตรวจรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยาก

แบบที่สอง ก็เป็นการขายสินค้ามือสองแบบไม่จริง โดยเอาสินค้าชำรุด หรือมีตำหนิ มาแก้ไข เปลี่ยนอุปกรณ์บางตัว และแต่งหน้าใหม่นิดหน่อย หรือที่เรียกว่า " จับอาบน้ำแต่งตัว " ใหม่ เพื่อให้ดูสะอาดสะอ้าน เหมือนของใหม่ แล้วค่อยนำมาวางจำหน่าย โดยจะยอมลดราคา แต่ก็ได้กำไรอักโข สร้างรายได้ ให้แก่บรรดาผู้ค้ากลุ่มนี้มาก เนื่องจากต้นทุนสินค้าต้นแบบ ที่เขาซื้อมาถูกเหมือนได้เปล่า

แบบสุดท้าย ก็จะเป็นการเอาสินค้าหนีภาษีเข้ามา ซึ่งในส่วนนี้จะมีทั้งสินค้าใหม่ และสินค้ามือสองจริงๆ ดังนั้นเมื่อนำมาผ่านกระบวนการ " อาบน้ำแต่งตัว " ใหม่ ก็นำออกมาขายได้

ขอใช้เงิน "มิยาซาวา" มั่งซิ

สำหรับกองเงินทุน "มิยาซาวา" จากญี่ปุ่น ที่หมายจะเข้ามาอัดฉีดระบบเศรษฐกิจไทยให้เฟื่องฟูนั้น ก็ดูจะประสบความสำเร็จ เพราะเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่ง ได้กลายเป็นแหล่งอัดฉีดทุนเข้าไปในตลาดสินค้ามือสอง ของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากหน่วยงานหลายแห่ง ขอเงินส่วนนี้มาใช้ และเหตุผลที่จะได้จ่ายเงินสะดวกที่สุด ก็เห็นจะไม่มีอะไร เกินข้ออ้างว่า นำมาลงทุนในอุปกรณ์ไอที เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการนำไอทีมาพัฒนาประเทศ จนบัดนี้หน่วยงานของรัฐ ยังไม่มีมาตรการตรวจสอบใดๆ ว่า เงินที่จ่ายไปนั้น "คุ้มค่า" กับสิ่งที่ได้รับตอบแทนมาหรือไม่ ซึ่งก็เป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ขอใช้เงินอย่างยิ่ง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว องค์กรเหล่านี้ไม่มีแผนงาน รองรับใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรม ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการนำเครื่องไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฐานข้อมูล และหน่วยงานเหล่านี้ ไม่สามารถบอกจุดตรวจสอบได้เลย เช่น ใน 1 ปี จะมีฐานข้อมูลเรื่องนี้ๆ ออกมาในปริมาณเท่านั้นเท่านี้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน งบประมาณส่วนนี้ หลายๆ หน่วยงาน ก็ขอเงินส่วนนี้ มาจัดอบรมบุคลากรคอมพิวเตอร์ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ผู้เรียน คือ ผู้ที่ไม่ใช้ และผู้ใช้ก็จะไม่ได้เรียน ในส่วนนี้ รัฐก็ไม่เคยมีมาตรการตรวจสอบประสิทธิผล แห่งการจัดสรรเงินทุน เพื่อนำมาผลิตบุคลากรด้านนี้แต่อย่างใด ไม่มีกฎ ไม่มีระเบียบ และไม่มีการติดตามผล หรือตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้นว่า ผลได้คืออะไร วิธีการของหน่วยงานใดดีกว่ากัน และควรจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ตลอดจนนำไปสู่การวางมาตรฐานการฝึกอบรมบุคลากร ของหน่วยงานรัฐอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดต่อไป

คิดว่าฉลาด-แต่แท้จริงไม่ใช่

ปัจจุบัน ระเบียบการจัดซื้อของหน่วยงานรัฐ และความรู้ความเข้าใจของฝ่ายพัสดุ ของหน่วยงานรัฐ ห่างไกลจากสภาพความเป็นจริงในท้องตลาดมาก และทำให้เกิดช่องว่าง เป็นเหตุให้หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน ผู้จัดซื้อถูกผู้ค้าเอาเปรียบได้

ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ของสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัด มักจะไม่ตรวจสอบ หรือมีระเบียบการตรวจสอบมาตรฐานของหน่วยงานหลักใดๆ ออกมาว่า จะตรวจสอบได้อย่างไร ทำให้เครื่องที่ซื้อไปนั้น กลายเป็นเครื่องที่ใช้ได้เวลามีไฟฟ้า แต่ใช้ไม่ได้เวลาไฟฟ้าดับ

เหตุที่ผู้ซื้อรับของผิดวัตถุประสงค์เครื่องจ่ายไฟสำรองเช่นนี้ เพราะตอนรับของนั้น ผู้ซื้อไม่เข้าใจว่าจะต้องทดสอบโดย ให้ยูพีเอสจ่ายไฟเข้าคอมพิวเตอร์ในขณะที่ตัวมันเอง ไม่ต้องเสียบปลั๊ก แล้วจับเวลาว่า มันสามารถจ่ายได้นานแค่ไหน แต่รับของและทดสอบในขณะที่เสียบปลั๊กไฟเต็มรูป ผลก็คือ ได้ยูพีเอส ที่ใช้ได้เมื่อมีไฟฟ้า และเสียเมื่อไฟดับ เนื่องจากเครื่องดังกล่าว ทำหน้าที่ได้เพียงเป็นตัวกลางนำไฟฟ้า เหมือนสายไฟเส้นหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเท่ากับซื้อสินค้าเสียแล้ว โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

อยากได้วายทูเคทุกปี

ปัญหาคอมพิวเตอร์ปี 2000 หรือวายทูเค ก็ดูจะเป็นข้ออ้างอย่างดีอีกประการหนึ่ง ในบ่อเกิดการคอรัปชั่นในหน่วยงานรัฐหลายๆ แห่งเวลานี้ เนื่องจากในทางปฏิบัติแล้ว " ไม่มีทางตรวจสอบได้ " ว่า ตรงไหนมีปัญหาหรือไม่มีปัญหา ใครแก้หรือใครไม่แก้ ทำได้แต่เพียงดูอยู่ไกลๆ เท่านั้น เพราะตั้งแต่เริ่ม ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ซึ่งไม่มีคนมากพอ ก็จะต้องให้น่วยงานเหล่านี้ตรวจเอง แจ้งเองเข้าไปยังส่วนกลางว่า มีส่วนไหนบ้างที่มีปัญหา หน่วยงานเหล่านี้ซึ่งเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็แจ้งซื้อเครื่องใหม่เป็นหลักเข้าไป

นอกจากนี้ ยังมีงบฝึกอบรมแก้ปัญหาดังกล่าวในหน่วยงานรัฐ จำนวนมหาศาลราว 6,000 ล้านบาท ตามที่รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ และขณะนี้ก็เบิกไปใช้แล้วกว่า 4,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้แก้ไขมากนัก แหล่งข่าวในวงการค้าไอที กล่าวว่า ตอนนี้เทปสำรองข้อมูล และแผ่นซีดี ขายดีมาก ทำยอดขายรวมได้นับล้านแผ่น สาเหตุก็เนื่องจากบรรดาลูกค้าจำนวนมากไม่รู้ว่า ปัญหาวายทูเคจะทำให้เกิดอะไรขึ้น จึงซื้อไปเก็บข้อมูลสำรองไว้ ก่อนที่จะถึงปี 2000 เพื่อความปลอดภัย

ส่วนบริษัทเอกชนเอง ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา พนักงานที่รู้ว่า เถ้าแก่ไม่รู้เรื่อง ก็บอกว่าต้องแก้ปัญหาวายทูเค โดยไปซื้อการ์ดแก้วายทูเคมา การ์ดละ 500 บาท แต่เขียนเบิก 2,000-2,500 บาท ซึ่งนำไปสู่กระบวนการ แก้ใบเสร็จต่อมาอีก

เช่าซื้ออีกช่องทางหลบภาษี

ระบบการขายผ่อน หรือเช่าซื้อ ที่เกิดซื้อในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นอีกหนึ่งช่องทางแห่งการหลบภาษี ในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นช่องทางให้นักการเมือง หรือเจ้าของเงินร้อน ได้อาศัยเป็นแหล่งฟอกเงินไปในตัวด้วย

โดยผู้ค้า หรือนายทุนรายใหญ่ๆ ไม่กี่แห่ง ที่เคยไปฟอกเงินในตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่ทุกวันนี้ ตลาดเหลือไม่ถึง 400 จุด จึงเกรงว่ายิ่งฟอกจะยิ่งซีด จึงหันไปใช้วิธีตั้งกองทุนขายสินค้าเงินผ่อนแทน ส่วนผู้เช่าซื้อก็พอใจ เพราะนอกจากผู้ซื้อจะไม่ต้องจ่ายเงินสดเป็นก้อนแล้ว ยังสามารถนำค่าเช่าซื้อ มาหักเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนได้ด้วย ในขณะที่หากซื้อจริง ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เป็นอย่างน้อย และเมื่อสินค้าเก่าตกรุ่น หรือใช้ไปสัก 1-2 ปี ผู้ให้เช่าก็บังคับลูกค้าซื้อ ซึ่งลูกค้าก็พอใจเช่นกัน เพราะขายในราคา 10%-20% ของราคาเต็มเท่านั้น เรียกว่า " วิน วิน " ด้วยกันทั้งผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อ

อีกทั้งในสภาพดอกเบี้ยฝากประจำ 12 เดือน เหลือแค่ 4.5% แล้ว กินดอกเบี้ยเดือนละ 1% ก็ปีละ 12% แล้ว ดีกว่าฝากธนาคารกินดอกเบี้ยเสียอีกด้วย

สอนธุรกิจในชีวิตจริงต่อ

สำหรับเทคนิคการโกงที่น่าประทับใจมากอีกอย่างหนึ่ง ก็เห็นจะเป็น กรณีที่อาจารย์ของสถาบันการศึกษารัฐบางแห่ง ควักเงินให้ลูกศิษย์ไปเปิดบริษัท แล้วแนะนำเสร็จสรรพ ให้เสนอเรื่องเข้ามาประมูล ขายคอมพิวเตอร์ให้หน่วยงาน ของอาจารย์นั้นเอง ซึ่งบริษัทลูกศิษย์ก็ชนะประมูลไปตามระเบียบ ลูกศิษย์ก็มีงานทำ อาจารย์ก็มีรายได้เพิ่ม สถาบันการศึกษา ก็มีคอมพิวเตอร์ใช้ ทุกคนยิ้มถ้วนหน้า

นอกจากนั้น บริษัทเอกชนหลายๆ แห่ง ก็ใช้เทคนิคเดียวกันมานานแล้ว เช่น ไปซื้อของจากบริษัท ญาติพี่น้องตัวเอง หรือถ้าประมูลก็ให้บริษัทวงศาคณาญาติเข้าประมูลด้วย ซึ่งเมื่อบริษัทนี้เข้าร่วมประมูลเป็นต้องได้ทุกครั้ง และที่จริงแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในข่ายนี้ โดยบริษัทที่เข้าประมูลเหล่านี้ จะรู้คุณสมบัติของเครื่อง ที่หน่วยงานต้องการก่อน รู้วงเงินงบประมาณก่อน ทั้งยังมีคะแนนเสียงอยู่ในคณะกรรมการคัดเลือกอีก เป็นอาทิ

ระยะหลัง หน่วยงานรัฐยังใช้วิธีการจัดซื้อ-จัดจ้าง กรณีพิเศษ ที่ไม่ต้องประมูล โดยไปตามพรรคพวกตัวเองเข้ามาขาย และก็ได้ค่านายหน้า หรือมาแบ่งกำไรหลังจากนั้นอีก 6 เดือน เมื่อได้เงินจากรัฐแล้ว

ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600