มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2542]

มะเร็งเต้านม ผู้ร้ายในศตวรรษที่ 21

เอื้อพันธุ์ ศรีสุนทร


12 ตุลาคม 1999 หนูน้อยชาวโคโซโวอุแว้จากครรภ์มารดา พร้อมแจ้งเกิดว่า เป็นประชากรคนที่ 6,000 ล้านคนของโลก

เมื่อปี ค.ศ.1804 โลกมีมนุษย์อยู่เพียง 1,000 ล้านคน อยู่กันอย่างหลวมๆ แสนสบาย...
ปี 1960 ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านคน จากนี้ไปอีก 39 ปี มนุษย์พร้อมใจกันเกิดมากขึ้นเป็นเท่าตัว

พลเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี่เอง ทำให้ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม พันธุ์พืชและสัตว์สูญสลายไปอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ยิ่งคนเกิดมากก็ยิ่งใช้ทรัพยากรมาก คำนวณได้ว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก มีประมาณ 78 ล้านคนต่อปี หรือทุก 20 นาที มีคนเกิด 3,500 คน หรือ ทุก ๆ 1 นาที มีเด็กอุแว้จากครรภ์มารดาถึง 175 คน

ผู้คนทั่วโลกกำลังหวั่นวิตกเรื่องคนล้นโลก พอๆ กับ "ความตาย" ที่มาคร่าชีวิตคนที่เกิดล้นโลก ทุกประเทศล้วนต้องการให้ประชากร (ที่เกิดล้นๆ) อยู่ดี กินดี มีสุข และจัดระบบสาธารณสุขที่ดีที่พึงมีแก่ประชาชน แต่...คนเกิดมาแล้วต้องตาย เกิด 1 ครั้ง ตาย 1 หน ไปถามคน ส่วนใหญ่มักตอบว่า เมื่อเกิดแล้วก็ขอให้แก่ตาย หรือไม่ก็ตายโดยไม่ต้องทุกข์ทรมานจากโรคภัยใดๆ แต่...คนเราก็เลือกเกิดเลือกตายไม่ได้...

สถิติการ "ตาย" ของมนุษย์ โรคหัวใจ และหลอดเลือดมาเต็งหนึ่ง สาเหตุจากร่างกายสะสมไขมันและคอเลสเตอรอลไว้ที่ผนังหลอดเลือด เกินต้องการ สาเหตุ "ตาย" อันดับสอง คือ อุบัติเหตุ เกิดจากความบังเอิญ ความประมาท ฯลฯ ซึ่งมีที่มาที่ไปยอมรับกันได้ ส่วนสาเหตุที่สาม "มะเร็ง" กำลังเล่นบทผู้ร้าย ไล่ฆ่าชีวิตคน กวดตามอันดับสองมาติดๆ

สาเหตุของ "มะเร็ง" ในอวัยวะบางส่วน แพทย์สามารถพิสูจน์ทราบได้ (เช่น มะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่ มะเร็งตับจากแอลกอฮอล์) แต่มะเร็งบางชนิด ยากจะเข้าใจ ยากหยั่งถึง และยากแก่การ "ทำใจ" ถ้าไปเกิดกับใครสักคน

"มะเร็งเต้านม" คือ ผู้ร้ายที่ว่า...

ช่วง 100 ปีที่ผ่านมา การแพทย์สมัยใหม่ วิทยาการที่ก้าวหน้า หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยปานใด ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม ฉะนั้นมันคือ ภัยร้าย โดยเฉพาะกับ "ผู้หญิง"

เดือนตุลาคมของทุกปี ผู้หญิงทั่วโลกพร้อมใจกันรณรงค์ ในชื่อ Pink October ใช้สัญลักษณ์ "โบว์สีชมพู" (Pink Ribbon) เตือนภัยให้ผู้หญิงทั่วโลกรู้จักป้องกันภัยร้ายจากโรคมะเร็งเต้านม ผู้ร้ายในศตวรรษที่ 21 เพราะถ้ามันเกิดกับใครแล้ว ต้อง "ทำใจ" ไปทั้งชาติ....

ถ้าคุณเกิดเป็นพลโลกหญิง เพิ่งเฉลิมฉลองประชากรมนุษย์ คนที่ 6,000 ล้านคนไปเมื่อเดือนก่อน คุณได้ร่วมรณรงค์โครงการ "โบว์สีชมพู" เพื่อเตือนภัยตัวเองเรื่องมะเร็งเต้านม...หรือยัง ?

....โบว์สีชมพู - เพื่อผู้หญิงทั่วโลก....

เกิดเป็นหญิง มีสิทธิเป็น "มะเร็งเต้านม" ไม่เลือกสัญชาติ ศาสนา อายุ หรือขนาดของรูปพรรณสัณฐาน (ของเต้า) สถิติการเกิดมะเร็งเต้านมของผู้หญิงไทยที่อายุน้อยที่สุด คือ 18 ปี และผู้หญิงไทย 100 คนที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นมะเร็งที่เกิดกับ "เต้านม" มากถึง 40% และคร่าชีวิต ผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งปากมดลูก

ในอเมริกา ถ้าไม่นับมะเร็งผิวหนังแล้ว "มะเร็งเต้านม" คือ ภัยร้ายอันดับหนึ่ง เพราะมะเร็งเต้านมเป็นโรคร้าย ที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดแน่ชัด การเตือนให้ผู้หญิงรู้จักระวังตนเอง ป้องกันตัวเองจากภัยมะเร็งเต้านมเป็นภารกิจใหญ่ ที่จะสงวนทรัพยากรผู้หญิงบนโลกให้มีชีวิตยืนยาวและปกติสุขได้ ภายใต้คำขวัญว่า The Best Protection is Early Detection หมายถึง วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การค้นพบมะเร็งเต้านมให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาแต่แรกเริ่มก่อนมะเร็งร้ายลุกลาม การค้นพบก่อน และรักษาในระยะเริ่มแรก จะช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสรอดตาย จากมะเร็งเต้านม 90-95%

เมื่อปี ค.ศ.1994 บริษัท เอสเต้ ลอเดอร์ ที่นิวยอร์ก ได้ริเริ่มโครงการต่อต้านมะเร็งเต้านม โดยมิสซิส เอเวอลิน เอช.ลอเดอร์ วัตถุประสงค์ เพื่อรณรงค์ให้สตรีทั่วโลกระวังภัยมะเร็งเต้านม โดยจัดโครงการนี้ขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี ใช้สัญลักษณ์โบว์สีชมพู และแจกเอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคร้าย สอนให้ผู้หญิงรู้จักตรวจเต้านมด้วยตนเอง จากนั้นทุกปี ผู้หญิงที่มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง จนถึงภริยาประธานาธิบดี เข้าร่วมโครงการรณรงค์เผยแพร่เรื่องโรคมะเร็งเต้านม เพราะเชื่อว่า ไม่มีการรักษาที่ได้ผลเท่าการป้องกัน รู้จักโรคร้ายก่อนภัยมาถึงตัว

ในเมืองไทย บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทใน เครือเอสเต้ ลอเดอร์ ได้ร่วมรณรงค์โครงการ "โบว์สีชมพู" ทุกปี และปีนี้บริษัทร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมี และสถานรับผู้ปวยโรคมะเร็ง ธัญญบุรี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "มะเร็งเต้านม..ภัยร้ายของผู้หญิง" ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ถ้าคุณ (ไม่ว่าหญิงหรือชาย) เห็นริบบิ้นสีชมพูนี้เมื่อใด แสดงว่าถึงเวลาตระหนักถึงมะเร็งร้าย และบอกตัวเอง หรือคนใกล้ตัวให้สำรวจ "เต้านม" ตัวเอง ตั้งแต่ยังไม่เกิดอาการ เพราะเมื่อเกิดแล้วกว่าจะแก้ก็อาจแย่เสียก่อน

....ยิ่งกว่าฝันร้าย....

น.พ.กิติ จินดาวิจักษณ์ ศัลยแพทย์และประธานมูลนิธิกาญจนบารมีอดีตผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ข้อมูลเรื่องภัยมะเร็งเต้านม ไว้ในงานสัมมนาดังกล่าวว่า

"ผู้หญิงถ้าเกิดมาไม่มีเต้านมหรือเป็นมะเร็ง ทำให้ขาดความมั่นใจ ใส่เสื้อผ้าก็ไม่สวย หน้าอกของผู้หญิงที่เรียกว่าเป็นสิ่งสวยงามที่สุด ก็มีภัยร้ายที่สุดอยู่ในตัวเหมือนกัน มะเร็งเต้านมน่ากลัว เพราะระยะเริ่มแรกแทบไม่เจอเป็นก้อน และไม่มีอาการเจ็บป่วยเลย แล้วถ้าเล็กกว่า 1 เซนติเมตร เราไม่สามารถคลำได้เลย อาจต้องมีขนาด 2 เซนติเมตรขึ้นไป เพราะฉะนั้นถ้ารู้สึกว่าผิดปกติหรือไปตรวจเจอโดยบังเอิญ ต้องรีบพบแพทย์ให้ตรวจดูว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่

โดยแพทย์จะตรวจร่างกายและตรวจเซลล์ชิ้นเนื้อนั้น โดยใช้เข็มดูดว่า มีเซลล์มะเร็งหรือตัดก้อนนั้นมาตรวจให้รู้แน่ และอยากให้เข้าใจว่าการรักษาในปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน หมอไม่ได้จะตัดอย่างเดียว แต่การรักษามะเร็งเต้านมจะยุ่งยาก กินเวลา ส่งผลกระทบถึงจิตใจและการงาน การรักษากว่าจะผ่านกระบวนการกินเวลา ยากลำบาก โดยเฉพาะคนไข้ที่ถูกตัดเต้านมก็จะมีผลกระทบมาก เหมือนฝันร้ายของชีวิต จะซึมเศร้า วังเวง"

ผลกระทบที่เหมือนฝันร้าย ได้แก่ จิตใจ ซึ่งใหญ่หลวงนัก คนไข้มะเร็งเต้านมกว่าจะ "ทำใจ" ได้ใจอาจสลายไปก่อน... ผลกระทบอีกอย่าง คือ ด้านร่างกายส่งผลถึงการแต่งตัว การเข้าสังคม และด้านสุขภาพทางเพศ ความสัมพันธ์กับสามีมีปัญหาหรือเปล่า สุดท้าย คือ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ "มะเร็งเต้านมอายุต่ำสุดที่หมอเจอ คือ 18 ปี ซึ่งแพทย์หนักใจมากที่จะพูดให้คนไข้ ครอบครัว พี่น้องรู้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็น ที่หนักใจมาก คือ จะให้เขายอมรับและรักษา มันเป็นสิ่งที่ยอมรับกันไม่ได้จริงๆ ในชีวิตเราจะบอกใครว่า ต้องตัดเต้านมทิ้ง มันเหมือนอะไรที่...หลายอย่าง พอรู้นี่เขาร้องไห้ตลอด 3 วัน 3 คืน"

ส่วนคนไข้มะเร็งเต้านม ถ้าอยู่ในระยะสุดท้าย คุณหมอบอกว่า
"การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เราจะไม่ให้ความสำคัญ กับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ การปั๊มหัวใจ ไม่อยากให้คนไข้ทรมาน เราพยายามให้คนไข้ อยู่บ้านอย่างมีความสุข ถ้าจำเป็นต้องรักษาก็มาหาแพทย์ หมอมีหน้าที่อีกอย่าง คือ ดูแลคนไข้ทั้งตัว

คนไข้ ครอบครัวและลูกหลาน เราช่วยประคับประคองจิตใจ ซึ่งบางครั้งก็ยาก เช่น คนไข้อายุยังไม่ถึง 40 ปี มีลูกเล็ก ก็เป็นหน้าที่ของเราและพยาบาลคอยดูแล เราต้องแจ้งให้ญาติผู้ป่วยทราบว่าถึงระยะสุดท้ายแล้ว อาจต้องคอยดูแลเด็กว่ามีความกดดันหรือเปล่า ใกล้สอบมีปัญหามั้ย เราพยายามหารูปแบบ การดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายให้เขามีความสุข"

....ตรวจเต้าเตือนภัย....

ขณะนี้ทั่วโลกร่วมรณรงค์เตือนภัยมะเร็งเต้านม ให้ผู้หญิงสำรวจตรวจ "เต้า" ตัวเอง ในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ฯลฯ และประเทศไทย มีสถาบันมะเร็ง (แห่งชาติ) ตลอดจนถึงองค์กร หรือสมาคมป้องกันมะเร็งเต้านมอื่นๆ ช่วยกัน สอนผู้หญิงสำรวจสิ่งผิดปกติที่หน้าอกของตัวเอง น.พ.อาคม เชียรศิลป์ หัวหน้ากลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกว่า

"เพราะมะเร็งระยะแรก ถ้าค้นพบมีโอกาสหาย 90-95% ระยะสองเป็นระยะที่โรคกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว โอกาสหายจะลดลงร้อยละ 50 ระยะสามโอกาสหายลดลงเหลือ ร้อยละ 20 ระยะที่สี่ ถ้าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้รับการรักษาตามหลักวิชาการ และได้รับความร่วมมือด้วยดีจากผู้ป่วยและญาติ ก็มีสิทธิทำให้ผู้ป่วยระยะนี้มีชีวิตอยู่รอดได้ถึง 5 ปี มีตัวเลขประมาณ 5-10%

ตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ระยะที่ 1 กับระยะที่ 2 ทำไมตัวเลขต่างกัน เพราะไม่ว่าผู้ป่วยระยะไหนก็ตาม มีสถิติการอยู่รอดหมด การรักษาในบ้านเราเหมือนกับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในต่างประเทศ ดังนั้น ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ก็มีโอกาสอยู่รอด หลายฝ่ายออกมารณรงค์หาแนวทางป้องกันก่อนเกิด หรือแยกมะเร็งเต้านมระยะแรกๆ เพราะแม้คุณจะเป็นมะเร็งระยะแรก คุณมีโอกาสหายสูงมาก

เมื่อมะเร็งสามารถเกิดกับผู้หญิงอายุน้อยอย่าง 18 ปีได้ ดังนั้นทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม แล้วถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง ถึงระยะสุดท้าย ที่จะกลายเป็นความทุกข์ของตัวเองต่อคนรอบข้าง ต้องกลับไปสำรวจตัวเอง เนื่องจากมะเร็งเต้านมยังหาสาเหตุการเกิดไม่ได้ จึงมี "ปัจจัยเสี่ยง" ที่สามารถบอกได้ว่า คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่

คนที่มีโอกาสเสี่ยงมีดังนี้
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
  • มีประจำเดือนตั้งแต่อายุ 12 ปี และจนอายุ 45 ปีขึ้นไปยังไม่หมด
  • มีลูกคนแรกอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • กินฮอร์โมนเป็นประจำ ยกเว้นกรณีแพทย์สั่ง
คนเหล่านี้ถือว่ามีความ "เสี่ยง" ต้องดูแลเอาใจใส่มะเร็งเต้านม มากกว่าคนอื่น หมอบอกได้ว่า ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ไม่มีปัจจัย "เสี่ยง" เพราะฉะนั้นทุกคนมีโอกาสเป็นได้ จึงต้องเอาใจใส่ตรวจเต้านมตัวเองอย่างง่ายๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ (และเอกสารที่เผยแพร่ทั่วไป) ควรตรวจทุกเดือนตั้งแต่เริ่มวัยสาว เวลาที่เหมาะสม คือ 7-10 วันหลังจากประจำเดือนหมด ตรวจได้ตั้งแต่เวลาอาบน้ำ เพราะเราอยู่คนเดียว มีน้ำ มีสบู่ ทำให้ลื่น ตรวจโดยการลูบแล้วกดซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝน หรือตรวจในท่านอน จนถึงตรวจโดยใช้เครื่องมือแพทย์"

....กันไว้ดีกว่าแก้....

แจเน็ท เบลเลอร์ (Janet Beller) เขียนเรื่อง Never Too Young? เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ในนิตยสาร Harper's Bazaar (ตุลาคม 1999) ไว้ว่า..

โดยทั่วไป มะเร็งเต้านม มักพบในผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป นั่นเป็นตัวเลขสมัยก่อน แต่ปัจจุบันแพทย์พบว่า ผู้หญิงทุกคนมี "โอกาส" และ "เสี่ยง" ต่อมะเร็งเต้านมทั้งนั้น แต่ทำไมผู้หญิงไม่ระแวดระวัง ก็เพราะเธอไม่คิดว่าเธอจะเป็น... จวบจนคนใกล้ชิด เพื่อนหรือญาติพี่น้องเป็นมะเร็งขึ้นมา

ในอเมริกามีสถิติว่า คนไข้มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นปีละ 40,000 ราย และตัวเลขใหม่ที่น่าสังเกต คือ 1 ใน 4 ของ ผู้ป่วยจำนวนนี้ เป็นผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปี จากตัวเลข ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute) พบว่า เมื่อผู้หญิงอายุ 25 ปี เธอก็มีโอกาส เสี่ยง ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม จะมี 1 รายใน 19,600 ราย เมื่อเธออายุ 30 ปี ความเสี่ยงของเธอก็สูงขึ้นเป็น 1 ใน 2,525 ราย พออายุ 40 ปี พบ 1 ใน 217 ราย"

ตัวเลขที่ "น้อยลง" เรื่อยๆ แสดงว่า เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น ความเสี่ยงของเธอก็สูงขึ้น แล้วหากมองย้อนกลับไปในวัยสาว แล้วตัด "ความเสี่ยง" ของมะเร็งตัวร้าย ด้วยการตรวจเต้านมตัวเอง ตั้งแต่วัยรุ่น เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ ความเสี่ยงจะลดลง หรือเมื่อพบแต่ เนิ่นๆ พวกเธอก็มีโอกาส "หาย" จากเชื้อร้าย

ผู้หญิงอายุ 50 ปี เป็น มะเร็งอาจหันมาเข้าหาธรรมะ ตัดใจง่าย ทำใจได้ แต่ถ้าเธออายุ 40 หน้าที่การงานกำลังก้าวหน้า หรือมีลูกต้องเลี้ยงดู พวกเธอจะเป็น เช่นไร แล้วถ้าเธอพบว่า ตัวเองเป็นมะเร็งเมื่ออายุ 32 ปี ส่วนใหญ่ ยอมรับไม่ได้ คิดว่าอายุยังน้อย กำลังเป็นสาวสวย ไม่มีทางเป็นมะเร็งเต้านมได้หรอก แล้วถ้าอายุ 18 ปี เป็นมะเร็งเต้านม คงเหมือนโลกถล่มทลาย....

แต่มะเร็งตัวร้ายไม่แยแสว่าใครจะสาวจะแก่.. ดังตัวอย่าง (อดีต) ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม อายุ 22 ปี โรสมาลิน กล่าวเปิดใจไว้ในงานสัมมนา "มะเร็งเต้านม..ภัยร้ายของผู้หญิง" ว่า

"เริ่มรู้สึกว่าผิดปกติที่หน้าอกครั้งแรกตอนอายุ 22 ปี ตอนนั้นเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก พอพบก็คิดว่า จะกลับเมืองไทยมาตรวจ ก็รอไประยะหนึ่ง พอกลับมาเมืองไทยคุณแม่พาไปโรงพยาบาลตรวจ ตอนแรกคิดว่าเป็นซีส (ถุงน้ำ) หมอผ่าออกมาขนาดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟหน่อย หมอให้ถือก้อนเนื้อนั้นไปที่ห้องแล็บ ตอนนั้นกลัวมาก แต่ก็พยายามคิดว่าเราไม่เป็นอะไร ก็เดินถือไปให้หมอ คุณหมอใช้เวลา 3 วันตรวจก็เจอ...หมอไม่พูดตรงๆ แต่หน้าเสีย บอกว่าต้องรักษา...

เริ่มต้นทำเคมีบำบัด คุณหมอแนะนำว่า ให้ทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมรับเคมีบำบัด ใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์กลับมาหาหมออีก หมอฉีดยาแก้แพ้ มียาฆ่ามะเร็ง 3 ชนิด ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนนั้นไม่ค่อยรู้สึกตัว แต่พอกลับมานอนตลอด เหมือนคนเมารถเมาเรือ พอไปฉีดเข็มที่ 3 ทรมาน กินไม่ได้ เป็นแผลทั้งปากต้องดูดน้ำข้าว คุณหมอย้ำว่า ต้องพยายามทำร่างกายให้แข็งแรง เราก็ฮึดสู้...ผมร่วง แต่ไม่มาก ใครถามก็บอกว่าบวชชี ไปทำ 3 เดือนๆ ละ 2 ครั้ง ไปผ่าตัดแล้วทำเคมีอีก ทำตามคุณหมอแนะนำทุกอย่าง ทำอีก 4 เดือนๆ ละ 2 ครั้ง แล้วเราทำใจได้ว่า อย่างน้อยชีวิตเรายังมีอยู่ แต่แม่ตอนแรกทำใจไม่ได้

จากนั้นทำรังสีรักษา ไม่เจ็บร่างกายปกติดีแต่ซึมๆ รักษาจบขั้นตอนใช้เวลา 9 เดือน ตัดออกไป 1 ข้าง จากนั้นก็หาหมอทุกปี ตอนนี้ 10 ปี ผ่านมาก็ไม่มีอะไร (ปัจจุบันอายุ 33 ปี) เราทำใจได้ คิดว่าต้องกอบกู้ตัวเอง และโชคดีที่มีแม่เป็นกำลังใจตลอด มีเพื่อนที่ดี และอยู่ในคำแนะนำของแพทย์เคร่งครัด"

10 ปีผ่านไป มะเร็งร้ายหายไปจากชีวิต คุณหมอบอกว่า โชคดีที่เธอ "ตรวจ" เต้านมเจอในระยะแรกๆ และมารักษาได้ทันท่วงที เพราะฉะนั้นอย่าวางใจว่าเป็นสาวน้อยแล้วมะเร็งไม่กล้ำกราย คุณหมอ แนะนำว่าการตรวจเต้านมตั้งแต่อายุน้อยๆ ทำได้ง่าย ไม่เสียสตางค์

โดยตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self Examination) ทำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ผู้หญิงคุ้นเคยกับธรรมชาติ และความผิดปกติของเต้านมตนเอง ซึ่งเมื่อใดเกิดผิดปกติจะได้รีบพบแพทย์ แล้วเมื่อพบสิ่งผิดปกติมาพบแพทย์ ให้แพทย์ตรวจ (Physical Examination) เมื่อพบว่าผิดปกติจริงแพทย์จะตรวจ ด้วยเครื่องแมมโมแกรม คือ การถ่ายเอกซเรย์เต้านมหรือทำอัลตราซาวนด์

คุณผู้หญิงทั้งหลาย...ก่อนคุณจะเดินไปหาเครื่องตรวจจับผู้ร้ายที่ว่า.. คุณเริ่มตรวจ "เต้า" ตัวเอง ป้องกันไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ... ผู้ร้ายอย่างมะเร็งในยุคศตวรรษที่ 21 มันไม่น่าไว้ใจ เข้าใจยาก แต่การทำใจยอมรับมาไว้ใน "อ้อมอก" ยิ่งยากกว่าหลายเท่า ฉะนั้นอย่าปล่อยให้มันลอยนวลต่อไปเลย...


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600