มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 20 ฉบับที่ 304 มิถุนายน 2540]

งานใหม่ที่ท้าทาย Gamma Knife

น.พ.ประวิทย์ ประชาศิลป์ชัย


วิทยาการทางด้านเทคโนโลยีที่ผสานความเป็นหนึ่ง เข้ากับวงการแพทย์ ยังมีให้เห็นกันอยู่ไม่ขาดสาย และจากฉบับที่แล้ว ที่เคยพาคุณๆ ไปสัมผัสกับหุ่นยนต์ผ่านดาวเทียมข้ามทวีปที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากหุ่นยนต์อีสปที่เราๆ ได้พบได้เห็นกันแล้วยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ที่โรงพยาบาลแห่งนี้พร้อมจะหยิบยื่นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้คนไทยได้สัมผัสกัน

คุณๆ ครับแต่ก่อนถ้าหากว่าเรามีอันต้องพลาดท่าเสียที จนต้องเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองอย่างเส้นเลือดขอดในสมอง โรคเนื้องอกในสมองละก็ การรักษาที่ดีที่สุดก็คงจะต้องเป็นการผ่าตัดสมอง และที่สำคัญที่สุดของการผ่าตัดก็คงหนี้ไม่พ้นเงื้อมือของมีดหมอ จนต้องมีการเปิดกะโหลกให้เห็นกันและเรามาลองคิดดูกันเล่นๆ ซิว่าถ้าจะทำการรักษาด้วยวิธีนี้จะมีอัตราเสี่ยงเท่าไหร่ จะต้องเสียเลือดกันมากแค่ไหน จะเจ็บปวดเพียงใด คิดดูสิครับน่าหวาดเสียวขนาดไหน

ที่เอ่ยมานี้ไม่ใช่จะมาข่มขู่หรืออะไรหรอกนะครับ แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ทำให้วงการแพทย์ ได้คิดค้นวิธีการผ่าตัดสมองโดยไม่ต้องผ่ากะโหลกหรือศัพท์ทางการแพทย์ เขาเรียกกันว่า Gamma Knife

Q - Gamma Knife คืออะไร ผู้ที่จะมาตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้เราได้ทราบกันก็คงจะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์สมองผู้เชี่ยวชาญอย่าง "นายแพทย์ประวิทย์ ประชาศิลป์ชัย" แต่ก่อนที่เราจะทราบเรื่องอะไร กันต่อไปเรามาทราบประวัติเกี่ยวกับคุณหมอประวิทย์คนเก่งคนนี้กันก่อนดีกว่า

"ผมเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แล้วก็มาเรียนต่อแพทย์ที่คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จบแล้วก็ไปทำงานที่ต่างจังหวัดอีก 2 ปี หลังจากนั้นก็กลับมาเรียนเอาวุฒิบัตรทางด้านการผ่าตัดสมองที่ศิริราช จากนั้นผมก็เข้ารับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี ก็ผ่านการผ่าตัดที่เกี่ยวกับทางด้านการผ่าตัดสมองมาแล้วก็ประมาณ 10-12 ปี โดยในครั้งแรกๆ ก็ทำในเรื่องของการทำจุลศัลยกรรมสมอง การผ่าตัดโดยใช้กล้องกำลังขยาย จากนั้นก็ไปศึกษาต่อทางด้านการผ่าตัด โดยใช้กล้องที่ประเทศญี่ปุ่น
แพทย์ที่ทำการผ่าตัดสมองทั่วประเทศไทยขณะนี้ก็มีเพียงแค่ 180 คน แต่เมื่อเทียบกับประชากรแล้วความต้องการผ่าตัดสมองก็มีสูง และก็ยังเป็นโรคที่ซับซ้อนอีกซึ่งหมอผ่าตัดด้านอื่น ไม่สามารถทำได้ผมก็เลยสนใจมาก"

Q - เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเข้าเรื่องของ Gamma Knife กันเลยดี กว่าซึ่งรับรองได้เลยว่าต้องได้รับความรู้กันอย่างจุใจแน่

"งานในส่วนของแกมม่าไนฟ์เริ่มแรกคิดค้นมาจากประเทศสวีเดน โดยศาสตราจารย์ลาร์ส เลกเซล ซึ่งเขาคิดว่า ในสมัยก่อนการผ่าตัดที่เกี่ยวกับสมอง มีอัตราเสียชีวิตหรืออัตราทุพพลภาพค่อนข้างที่จะสูงก็เลยคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะจัดการกับเนื้องอกหรือเส้นเลือดที่ผิดปกติให้ออกไป โดยให้คนไข้นั้นได้รับความปลอดภัยที่สุดจึงเป็นเหตุที่ทำให้ ต้องคิดค้นสร้างเครื่อง Gamma Knife นี้ขึ้นมา

ในเรื่องของความสนใจในเรื่องของ Gamma Knife เท่าที่ทราบก็คือในตำราต่าง ๆ ไม่มีการพูดถึง Gamma Knife ในขณะที่ผมเรียนอยู่ผมก็เพิ่งมาสนใจเมื่อปี 1990 พอดีมีคนไข้คนหนึ่งท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เรารู้จักกันเป็นเนื้องอกที่สมอง และท่านก็เข้าใจในเรื่องของการผ่าตัดสมองดีว่ามีอัตราการ เสี่ยงเป็นอย่างไร เพราะบริเวณนั้นจะเป็นบริเวณที่ค่อนข้างจะเป็นอันตรายจึงจำเป็นต้องรักษาด้วย Gamma Knife ซึ่งก็สนใจในเรื่องของ Gamma Knife ผมก็เอาผลการศึกษาไปให้ดูซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเครื่องในประเทศไทย จึงจำเป็นที่จะต้องไปรักษาที่ประเทศญี่ปุ่น แม้ต้นกำเนิดจะอยู่ที่ประเทศสวีเดน แต่ตอนนั้นที่ญี่ปุ่นเขามีอยู่แล้ว 14 เครื่อง

การทำงานของ Gamma Knife เราแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน

โดยขั้นตอนแรกจะต้องนำผู้ป่วยมาใส่โครง ซึ่งโครงตัวนี้ จะเป็นตัวบอกขนาดมีลักษณะเป็น 3 มิติ จะเห็นได้ว่ามีแกน X และแกน Y อันนี้จะเป็น 2 มิติ ในแนวราบแต่ถ้าจะให้เป็น 3 มิติ ก็จะมีแกน Z อีกแกน จากนั้นก็เอาโครงนี้มาสวมใส่ที่หัวของคนไข้ พอมาถึงขั้นตอนต่อไปคือ ให้คนไข้เข้าไปในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจคลื่นสมองหรือคลื่นแม่เหล็กสมอง หรือที่เราเรียกว่าการฉาย MRI เราก็จะเห็นจุดต่างๆ ที่เราจะรักษานี้ว่ามีค่า X เท่าไหร่ มีค่า Y เท่าไหร่ Z เท่ากับเท่าไหร่

จากนั้นเราก็เอารูปทั้งหมดที่ผ่านการถ่ายภาพด้วยเครื่อง MRI เข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะทำการวางแผนการรักษาซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 3 โดยคอมพิวเตอร์ประมวลผลตัวนี้เท่าที่ทราบราคาก็มีราคาประมาณ 5-10 ล้านบาท
ขั้นตอนที่ 4 ก็คือขั้นตอนการรักษาจริงๆ เมื่อเราคำนวณออกมาเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้ Photo Call ที่เรียกว่าแผนการรักษาซึ่งจะบอกได้ว่า X เท่ากับเท่าไหร่ มีค่า Y เท่ากับเท่าไหร่ จากนั้นก็นำคนไข้ไปที่เครื่องที่เราจะปล่อยรังสีออกมา ตรงจุดที่เราต้องการแล้วก็ให้เขานอนสักคืนหนึ่งตอนเช้า ก็กลับไปบ้านได้โดยปกติไม่ต้องมีการพักฟื้นใด ๆ เลย

Q - ตอนนี้เราลองมาฟังคุณหมอเล่าถึงบรรยากาศ ในการวางแผนการรักษากันดีมั้ยครับว่าจะสนุกตื่นเต้นเพียงใด

"หลังจากที่เราใส่โครงให้กับผู้ป่วยแล้วจึงนำผู้ป่วยเข้าไป ในเครื่องคลื่นแม่เหล็กสมอง (MRI) เพื่อที่จะดูรูปของสมอง จากนั้นเราก็ส่งรูปทั้งหมดไปที่เครื่อง Planning เพื่อวางแผนการรักษา พอดีถึงตอนนี้ผู้ป่วยก็สามารถจะไปทานอาหารหรือออกไปทำอะไรก็ได้ เมื่อรูปถูกส่งมาจากเครื่องคลื่นแม่เหล็กสมองเราก็จะต้องมา Define เข้าไป ส่วนรูปสมองที่เราเห็นจะมีจุด 3 จุดอยู่ในแต่ละข้าง มันก็คือโครงที่ครอบไว้บนศีรษะ

Immaging จะถ่ายทุกส่วนของสมอง เราจะเห็นก้อนเนื้องอก เครื่องมันก็จะบอกว่า Error เท่าไหร่ Max Error เท่าไหร่ ซึ่งจะต้องมีค่าของความคลาดเคลื่อนเสมอ ถ้าบอกว่าไม่คลาดเคลื่อนเลย ก็แสดงว่าโกหก ซึ่งไม่มีทางเลยที่จะไม่ Error 0.5 หรือ 0.4 มิลลิเมตร แค่นี้เองเล็กมาก
ก้อนเนื้องอกโดยปกติไม่สามารถกำหนดได้เองว่าจะยิงกี่ลำแสง 10, 20, 6 อะไรอย่างนี้ก็แล้วแต่ แต่เมื่อคำนวณแล้ว จะต้องคลุมให้ได้หมด อย่างที่สองคือจะแสงจะต้องตกอย่างรวดเร็ว

การฉายแสงด้วย Gamma Knife พอมันเลยอุดที่ตั้งไว้อย่างเส้นสีเหลืองนี้ เรากกำหนด 50% เราก็มาดูที่กราฟจะเห็นว่าพอเลย 50% ก็ตกฮวบเลย เพราะฉะนั้นสมองข้างๆ ก็จะไม่โดน ถ้าโดนก็จะโดนในส่วนของสมองที่เขาทนได้ ซึ่งไม่ต้องห่วงเราวัดได้ อย่างก้านสมองนี้ทนได้ 12% วัดดูจากเครื่องว่า โดนเท่าไหร่ปรากฏว่าโดนเพียง 6% และถ้าจะตอบว่า เป็นสูตรมาตรฐาน ตายตัวเลยก็ไม่ใช่ คือมันต้องขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้องอกเช่น ก้อนเนื้องอกอย่างนี้อาจ 12% หรือ 15% ก็โอเค แต่ถ้าเป็นมะเร็งก็ 25% แต่ถ้าเราต้องการจะฆ่าเซลล์ ก็ต้องใช้ประมาณ 60-80% ถึงจะฆ่าได้

คอลลิมิเตอร์ คือขนาดของหมวกที่จะสวมใส่มีขนาดของรู คือ 4, 8, 14, 18 และเมื่อคนไข้อยู่ข้างในห้องผ่าตัดแล้วถ้าเผื่อเราพบว่า มีการแพร่กระจายของรังสีมาตรงที่ตาเราก็จะต้องอุดที่ตา เพราะถ้าแสงผ่านตาอาจทำให้เกิดต้อกระจกได้ เราสามารถที่จะวัดได้ว่ามันเท่าไหร่ แต่มันจะอยู่ในสิ่งที่เรารับได้คือถ้าไม่เกิน 4 เราก็ต้องไม่อุด โดยคอมพิวเตอร์จะเป็นตัวบอก สมมติว่าตัว A4, B4 นี่อุดซะจะได้ไม่โดน ซึ่งเรามีค่าแต่ละค่าบอกไว้อย่าง ก้านสมองเราให้มันทนได้ถึง 12 แต่ถ้าเราวัดได้ 11 เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ถ้าเราวัดได้ 12 หรือเกิน 12 ก็ต้องอุด"

Q - แล้วจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าคนไข้อยู่ในห้องผ่าตัด Gamma Knife แล้วจะไม่เกิดผลกระทบจากทางสารเคมีใดๆ เลย

"เมื่อคนไข้อยู่ในห้อง Gamma Knife ต้องยอมรับว่า โดนสารกัมมันตรังสีครับ แต่จำนวนน้อยมาก และอีกประการหนึ่ง คือเขาดีไซน์หมวกโดยการตัดข้างบนทิ้ง เมื่อคนไข้นอนรังสีก็จะข้ามไหลออกไป ถ้าเป็นรุ่นแรกๆ ของลาร์ส เลกเซล จะมีข้างบนด้วย

Gamma Knife เป็นลำแสงเล็ก ๆ มีจำนวนสองร้อยกับอีกหนึ่งลำ แสง รอบศีรษะมาจุดกันตรงกลาง เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการสองร้อย กับอีกหนึ่งลำแสง หรือสองร้อยรอบๆ โดนแค่หนึ่งก็จะไม่มีผลอะไรเลย ไม่ผมร่วง ไม่มีอะไรเด็ดขาด ไม่มีผิวหนังไหม้อย่างที่เราเคยเห็นทั่วๆ ไป

ส่วนผลข้างเคียงที่พบก็จะเป็นเรื่องของเซลล์ปกติรอบๆ ซึ่งเป็นปฏิกิริยา เนื่องจากเซลล์ของก้อนเนื้องอกมันตายประมาณ 3-6 เดือน มีผลแทรกซ้อนตรงนั้น ถ้าคนไข้มีอาการปวดศีรษะเนื่องมาจากอาการบวมนั้น เราก็จะให้ยาต่างๆ ที่คุมอยู่ซึ่งก็จะไม่มีปัญหา"

Q - วิทยาการด้านการักษาด้วยเครื่อง Gamma Knife คุณหมอประวิทย์ได้เล่าให้ฟังว่าสุดแสนจะรวดเร็วและสะดวกสบาย

" การรักษาด้วย Gamma Knife ก่อนที่จะมีการที่จะมีคอมพิวเตอร์ตัวนี้ ก็จะใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง แต่พอมีคอมพิวเตอร์ที่เราเรียกกันว่า Gamma Knife หรือการวางแผนการรักษาด้วยคอมพิวเตอร์ การรักษาก็จะลดลงไปเหลือเพียง 4-6 ชั่วโมงเท่านั้น
สามารถทำได้บ่อยครั้งมั้ย คือปกติแล้วตำแหน่งเดียวยิงทีเดียวก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นอีกที่ก็สามารถยิงได้อีก ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เป็นที่เก่าจะเกิดขึ้นที่ใหม่ เช่น มะเร็งที่แพร่กระจายมาอยู่ตรงนี้เดี๋ยวแพร่กระจายไปตรงโน้น

สำหรับข้อดีของ Gamma Knife ก็คือ
  1. ไม่ต้องโกนศีรษะ
  2. ไม่ต้องให้เลือด
  3. ไม่ต้องดมยา
  4. ไม่มีแผลผ่าตัด
  5. ไม่มีการเปิดกะโหลก
  6. ไม่มีการดึงรั้งของสมอง และ Gamma Knife นั้นจะได้ผลดี มากยิ่งขึ้นสำหรับคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุมาก มีโรคที่ปอด มีโรคที่ตับ เสี่ยงต่อการดมยานานๆ เสี่ยงต่อการให้เลือด เป็นโรคหัวใจ และก็ไม่ต้อง I.C.U. ซึ่ง Gamma Knife จะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องดมยาที่จะต้องส่งผลไปที่ตับ ไม่ต้องไปนั่งใส่ท่อหายใจเพียงแค่ฉีดยาชา 4 จุด ก็กินข้าวได้ คือ คนไข้จะเดินพร้อมกับโครงตัวนี้ซึ่งโครงจะไม่ขยับ ถ้าขยับความคลาดเคลื่อนก็จะสูญเสียไป

ปกติการวางยาสลบก็เพื่อต้องการให้คนไข้หลับ แต่การใส่โครง คนไข้จะเจ็บเฉพาะแค่จุด 4 จุด ที่สวมอยู่เท่านั้น แต่พอเราฉีดยาชาตรงจุด 4 จุดคนไข้ก็จะไม่มีความรู้สึกแต่ข้อจำกัดก็ยังมีในเรื่องขนาดของก้อนเนื้องอก ที่ไม่ควรจะเกินไปกว่า 3.5 เซนติเมตร และก้อนนั้นก็จะต้องได้ผลดีต่อ Gamma Knife "

Q - แล้วถ้าจะรักษาด้วยเครื่อง Gamma Knife นี่ละต้องป่วยเป็นอะไรบ้างนะ และจะรู้ได้อย่างไรว่าเริ่มมีอาการแล้ว วานคุณหมอครับช่วยให้ความกระจ่างด้วย

"ในเรื่องของการรักษา ส่วนใหญ่ที่เรารักษาก็จะเป็นก้อนเนื้องอก ชนิดที่ไม่ร้ายแรง เนื้องอกเราจะเแบ่งเป็นร้ายแรงไม่ร้ายแรง มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น เช่น มาจากเต้านม มาจากปอด มาจากลำไส้ ซึ่งถ้าจะมารักษาด้วย Gamma Knife ก็จะได้ผลดี

อย่างกรณีเส้นเลือดขอดที่สมอง เราจะทำการรักษาก็คือ ไม่ให้มันแตกเพราะถ้ามีเส้นเลือดขอดในสมองโอกาสที่จะแตกเมื่อไหร่ ก็ตอบไม่ได้ และถ้าหากว่าเราเจอ ซึ่งอาจเห็นใน Computer เราก็ต้องมาทำการรักษา แตกถ้าหากว่ามันแตกขึ้นมา ถ้าไม่มากนัก เราก็สามารถใช้ Gamma Knife ในการรักษาได้โดยการยิงลำแสงคลุม เพื่อให้เส้นเลือดที่ แตกเกิดการอุดตัน ส่วนเส้นเลือดที่เป็นปกติ ก็ยังอยู่ต่อไปไม่มีผลกระทบ

การรักษาด้วย Gamma Knife กับผู้ป่วยเป็นอัมพาต ก็ต้องดูด้วยว่า เป็นอัมพาตเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากก้อนเนื้องอกไปกดบริเวณนั้น การรักษาด้วย Gamma Knife ก็อาจช่วยได้อาการของผู้ป่วยทางสมองก็คือ แขนขาอ่อนแรง มีอาการปวดศีรษะในตอนเช้า อาเจียน คลื่นไส้ ซึ่งจะเป็นเฉพาะในตอนเช้า หน้ามืด ตามัว อันนี้ก็แสดงว่า มีอาการที่ผิดปกติที่อยู่ด้านในของสมอง มีก้อนในสมอง

ผลการรักษาของ Gamma Knife ก็คือ รังสีที่ยิงเข้าไป มันจะไปฆ่าเซลล์ของเนื้องอกมันก็จะเกิดการตายของเนื้องอก เมื่อเกิดการตายก็จะไม่มีการแบ่งตัว ก้อนเนื้องอกก็จะไม่โตขึ้น มันจะตายอยู่ข้างใน จากนั้นร่างกายก็จะใช้ปฏิกิริยาเก็บกวาด ซึ่งตรงนี้อาจใช้เวลานานหน่อย ไม่เหมือนกับการผ่าตัด ที่สามารถดึงออกมาได้เลย

Q - แล้วในอนาคตจะมีการรักษาด้วย Gamma Knife ที่อวัยวะอื่นด้วยหรือเปล่า

"Gamma Knife จะต้องมีความแม่นยำสูงมากคือ 0.5 มิลลิเมตร เพราะฉะนั้นร่างกายส่วนอื่นๆ ที่มากการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ปอดมีการเคลื่อนไหว หัวใจก็เต้นตลอด ในช่องท้องก็มีการเคลื่อนตัวตลอด จึงไม่เป็นประโยชน์เลยที่จะ Gamma Knife ในการรักษา และเนื่องจากสมองอยู่ในกะโหลกศีรษะจึงสามารถอยู่กับที่ เพราะฉะนั้น เราจึงใช้ Gamma Knife ในการรักษาได้ ถ้าเลยจากสมองการรักษาด้วย Gamma Knife ก็จะไม่ได้ผลเลย

ในอนาคตนี้เราจะมีการเอาเครื่อง Gamma Knife มารักษา พวกที่การทำงานผิดปกติของสมอง พวกย้ำคิดย้ำทำ พวกติดยาเสพย์ติด พวกที่อาการเจ็บป่วยกินยาแล้วไม่ช่วยอย่างมะเร็งในระยะสุดท้าย Gamma Knife ก็สามารถทำตรงนั้นได้ แต่ในระหว่างที่เรากำลังทำการทดลองไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกปีเราจะมีการประชุมกันว่า แต่ละ Centre แต่ละที่ได้ทำอะไรลงไปบ้าง แล้วได้ผลเป็นอย่างไรก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต"

Q - ในเมื่อคุณค่าของเจ้าเครื่อง Gamma Knife ตัวนี้มันอเนกอนันต์เหลือหลาย แล้วทำไมวงการแพทย์เมืองไทยถึงไม่ค่อยมีการแพร่หลายกัน

"Gamma Knife คงจะแพร่หลายมากถ้าราคาไม่สูงขนาดนี้ โดยค่ารักษาต่อบุคคลถ้าเป็นในเมืองไทยก็ตกราว 3 แสนบาท อเมริกาประมาณ 25,000 เหรียญยูเอส ญี่ปุ่นก็ประมาณ 15,000-20,000 เหรียญยูเอส ฮ่องกงก็เช่นกัน เกาหลีกับไต้หวันหรือสิงคโปร์ก็เกือบๆ 5 แสนบาท

ก่อนหน้านี้ที่จะมี Gamma Knife เขาก็ใช้ X-Knife เป็นการใช้ลำแสงเดียวแล้วหมุนไปเรื่อยๆ ซึ่งขณะหมุน มันจะมีความคลาดเคลื่อนได้ และยิ่งใช้ไปนานๆ การหมุนนั้น ก็จะมีการสึกหรอ มีความคลาดเคลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเขาคำนวณมาแล้วความคลาดเคลื่อนอยู่ประมาณ 3 มิลลิเมตร

ในอเมริกาเองคนไข้เขาจะถามหมอเลยว่าผ่าตัดด้วย Gamma Knife หรือผ่าตัดธรรมดา และถ้าเขารู้ว่าเขาสามารถผ่าตัดได้ด้วย Gamma Knife เขาก็จะให้รักษาด้วย Gamma Knife เมื่อบวกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว การรักษาด้วย Gamma Knife จะถูกกว่า และอัตราเสี่ยงที่คนไข้จะมานอน หรือมีปัญหาจะน้อยกว่า อย่างที่อเมริกาทางประกันสังคมเขาก็มีให้เบิก แต่ที่ญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วทางรัฐบาลเขาก็เริ่มให้เบิกได้แล้วในบางส่วน"

และนี่ก็คงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของการผ่าตัดสมอง ที่คุณหมอประวิทย์กล้ารับประกันในความปลอดภัยแม้จะมีราคาแพงอยู่หรอก แต่ลืมกันแล้วหรือไงว่าสมองเป็นส่วนที่สำคัญ และมีหน้าที่ในการสั่งการทั้งหมด ของระบบร่างกายไม่ใช่เหรอ หรือคุณคิดว่าไม่สำคัญ

"แกมมาไนฟ์ คืออะไร"

คือการรักษาโรคทางสมองด้วยเครื่อง Gamma Knife เป็นเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพการรักษาสูงสุด ที่สำคัญคือไม่ต้องผ่าเปิดกะโหลกศีรษะหรือโกนแต่อย่างใด มีความแม่นยำและปลอดภัย ผลแทรกซ้อนหรือความเสี่ยงต่อทุพพลภาพน้อยมาก หรือไม่มีเลย หลังการรักษาพักดูอาการในโรงพยาบาล 1-2 วันก็กลับบ้าน และสามารถปฏิบัติงานตามปกติได้ทันที

"แกมม่าไนฟ์" รักษาโรคอะไรบ้าง

เครื่องแกมม่าไนฟ์ใช้บำบัดหรือทำลายหยุดยั้งโรคทางสมอง ได้ 4 กลุ่มคือ
  1. โรคเส้นเลือดขอดในสมอง
  2. โรคเนื้องอกในสมองส่วนต่างๆ ที่อยู่ลึกจนถึงก้านสมอง ซึ่งผ่าตัดแบบทั่วไปได้ยาก
  3. โรคมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากส่วนต่างๆ และลุกลาม มาที่สมอง
  4. อาการของโรคทางสมอง เช่น ลมชัก โรคกระตุกเกร็งตาม กล้ามเนื้อ (หรือพาร์กินสัน) เป็นต้น

อาการที่พึงสงสัยและต้องได้รับการตรวจจากแพทย์

  1. อาการเริ่มแรก คือปวดศีรษะซึ่งมักจะปวดทั่วไป เหมือนหัวจะระเบิด อาเจียนพุ่ง หมดสติ
  2. อาการชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งค่อยๆ เป็นถ้าเป็นเฉียบพลัน มักจะเป็นปัญหาทาวงเส้นเลือดอุดตัน หรือเส้นเลือดแตก
  3. อาการชัก โดยเฉพาะชักซีกเดียวแล้วกระจายไปทั่วตัวหรือชัก เฉพาะบางส่วนของร่างกายมักจะบ่งถึงสมองควบคุมส่วนนี้มีปัญหา
  4. อาการมึนเวียนเสียศูนย์ หูไม่ได้ยิน มีเสียงแปลกๆ ในหู มักจะบ่งถึงอาการของเนื้องอกหรือความผิดปกติของประสาทหู
  5. ได้ยินเสียงในหู หรือในหัวตามจังหวะการเต้นของชีพจร อาจบ่งถึงความผิดปกติของเส้นเลือดในสมอง
  6. การเดินเสียศูนย์ล้มบ่อย ๆ โดยไม่ได้สะดุด อาการดังกล่าวท่านควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจระบบประสาท และอาจต้องตรวจพิเศษ เช่น CT Scan (เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ MRI ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็ก) อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าท่านจะเป็นโรคเหล่านี้ แต่จากการตรวจร่างกายหรือการตรวจพิเศษจะสามารถวินิจฉัยได้ ว่าท่านมีความผิดปกติทางสมองหรือไม่

ถ้าแพทย์วินิจฉัยและลงความเห็นว่าท่านสมควรได้รับการรักษา ด้วยเครื่องแกมม่าไนฟ์ ขั้นตอนการรักษาจะมีดังนี้
  1. ผู้ป่วยได้รับการสระผมล่วงหน้า 1 คืน ในระหว่างนี้ จะได้ชมวิดีทัศน์ขั้นตอนการรักษาจากศูนย์
  2. วันรุ่งขึ้นจะใส่กรองเฟรมอะลูมิเนียมที่ศีรษะเพื่อเป็นแกนนำ และกำหนดตำแหน่งรอยพยาธิสภาพของโรคที่แน่นอน
  3. หลังจากนี้จะถ่ายภาพ (Imaging) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ สมอง (CT) หรือสัญญาณภาพถ่ายสนามแม่เหล็ก (MRI) หรือภาพถ่ายหลอดเลือด (Angiogram) อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่พยาธิสภาพ เมื่อถ่ายภาพแล้วผู้ป่วยจะถูกนำไปพักผ่อน ที่ห้องผู้ป่วย สามารถรับประทานอาหาร ดูโทรทันศ์ อ่านหนังสือ หรือเคลื่อนไหวได้ปกติ
  4. ในระหว่างนี้แพทย์จะคำนวณและวางแผนการรักษา (Dose Planning) บริเวณรอยพยาธิสภาพของโรคหรือเส้นเลือดผิดปกติ ว่าจะใช้ปริมาณรังสีหรือขนาดของหมวกเกราะและเวลาเวลาที่ฉายรังสีเท่าใด ที่เหมาะสมกับพยาธิสภาพนั้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 1-3 ชม.
  5. ผู้ป่วยจะถูกนำมาห้องเครื่องเพื่อทำการฉายรังสี (Treatment) โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
  6. ถอดเฟรมอะลูมิเนียมจนเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา
  7. นอนพักในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการทั่วไป 1 คืน วันรุ่งขึ้น สามารถกลับบ้านและทำงานได้ตามปกติ

กระบวนการรักษาโดยวิธีแกมม่าไนฟ์

ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้

1. ทำกรอบครอบศีรษะให้คงที่ (Frame Fixation)
กรอบ Leksell Stereotactic จะสวมไปที่ศีรษะคนไข้ แล้วจะถูกปรับให้อยู่คงที่ด้วยสกรูยึดที่ปรับให้สั้นยาวได้ กรอบอันนี้ จะเป็นแกนนำในการวัดเป้าหมายและกำหนดตำแหน่งของเนื้อเยื่อในสมอง ที่จะรักษาให้ออกมาแน่นอนว่าอยู่ในตำแหน่งใดของส่วนสมองที่จะรับการรักษา

2. การถ่ายภาพของสมอง (Diogonosis Imaging)
หลังจากกรอบ Leksell Stereotactic ได้ยึดศีรษะผู้ป่วยให้คงที่ แล้ว การถ่ายภาพด้วยเครื่อง CT หรือ MRI หรือ Arteiography อย่างใดอย่างหนึ่งจะถูกนำไปวางแผนการรักษาและหาขนาดของรอยโรค ที่จะรับการรักษาโดยการวัดตามแกน X, Y และ Z

3. การวางแผนการรักษาโดยใช้คอมพิวเตอร์ (Computerized Treatment Planning)
เมื่อภาพถ่ายถูกนำมาที่ห้องวางแผนการรักษาแล้วจะมีการ คำนวณขนาดเนื้องอกในมิติ 3 เพื่อคำนวณขนาดของรังสีที่จะใช้ ให้ครอบคลุมปริมาณเนื้องอกทั้งหมด

4. การให้การรักษา (Treatment)
ผู้ป่วยจะถูกนำมาในห้องเครื่องแกมม่าไนฟ์โดยศีรษะสวมเข้า ไปใน Helmet อันหนึ่ง กรอบ Stereotactic ที่สวมศีรษะผู้ป่วย แล้วก็จะยึดติดกับเตียงเพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ทำให้เนื้องอกที่จะทำการรักษาอยู่ตรงกับตำแหน่งรังสีแล้ว รังสีจะถูกปล่อยออกมาครั้งเดียว ตามระยะเวลากำหนดประมาณ 5-20 นาที โดยไม่มีส่วนใดของเครื่องเคลื่อนไหวน่าหวาดกลัว หรือสร้างความเจ็บปวดใดๆ แล้วผู้ป่วยก็จะถูกนำกลับไปพักฟื้นในห้องพักและกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น

หลักการทำงานของเครื่องแกมม่าไนฟ์

เครื่องแกมม่าไนฟ์ประกอบด้วยรังสีจากต้นกำเนิดรังสีของ Cabalt-60 จำนวน 201 ลำแสง ซึ่งพุ่งผ่านช่องทาง (Collimator) ของหมวกเกราะ (Helmet) ยิงตรงไปที่เป้าหมายในสมอง หมวกเกราะนี้ช่วยทำให้การรักษาด้วยรังสีแม่นยำตรงเป้าหมายที่แท้จริง รังสีแกมมม่าที่มีขนาดความเข้มสูงก็จะสามารถทำลายสมอง ส่วนที่ต้องการรักษาได้ในขนาดต่างๆ ได้ และเนื้อเยื่อรอบๆ ของเนื้อสมองส่วนที่ต้องการรักษาจะได้รับปริมาณรังสีน้อย และไม่เป็นอันตราย และไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อสมองส่วนอื่นๆ เครื่อง Gamma Knife มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่น้อยชิ้นมาก จึงทำให้มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการรักษาดีเยี่ยม ทั้งยังสามารถปิดกั้นลำแสงของรังสีส่วนที่จะไปทำให้เกิดอันตราย กับประสาทสมองที่สำคัญๆ ได้ เช่น ประสาทตา เป็นต้น

เส้นผ่าศูนย์กลางของรูเปิดจากหมวกเกราะจะมีขนาดต่างๆ กันให้เลือกใช้ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปร่างของเนื้อเยื่อที่จะรักษา โดยปริมาณรังสีที่ยิงออกมาทำร้ายเนื้อเยื่อร้ายนั้นจะมีปริมาณต่ำ ในขณะที่ลำแสงที่ยิงออกมาจำนวนทั้ง 201 ลำแสง ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุด จะถูกยิงและพุ่งไปรวมกันที่จุด ๆ เดียวตรงบริเวณเนื้อเยื่อที่ทำการรักษา แล้วปริมาณรังสีที่ยิงออกมานั้นจะลดลงทันที ทำให้การรักษาเป็นไปด้วยดี ไม่ทำลายเนื้อเยื่อที่ดีรอบข้าง

ก่อนดำเนินการฉายด้วยเครื่องแกมม่าไนฟ์จะมีการคำนวณ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และกำหนดการวางแผนพร้อมทั้งกำหนดความเข้มของรังสี ที่จะยิงให้พอเหมาะกับขนาดพยาธิสภาพ ณ จุดที่จะทำการรักษานั้นๆ

โดยสรุปการรักษาด้วยเครื่องแกมม่าไนฟ์ เป็นวิธีการใหม่ที่คุ้มค่าไม่น่ากลัว เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดรักษาด้วยการเปิดกะโหลกศีรษะ การรักษาด้วยเครื่องแกมม่าไนฟ์จะอันตรายน้อยกว่า หรือแทบจะไม่อันตรายเลย การพักฟื้นใช้เวลา 1-2 วัน ผลแทรกซ้อนและความเสี่ยงต่อการทุพพลภาพแทบจะไม่มี ทั้งนี้ผู้ป่วยยังสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการหยุดงาน หรือพักฟื้นในโรงพยาบาลซึ่งสามารถเปรียบเทียบให้เห็นดังต่อไปนี้

เปรียบเทียบการรักษาโดยใช้เครื่องแกมม่าไนฟ์ กับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ

ลำดับ รายการ แกมม่าไนฟ์ ผ่าตัด
เปิดกะโหลกศีรษะ
1. เสี่ยงและทรมานจากการเจ็บ ปวด สูง
2. เสี่ยงต่อการเสียเลือด - สูง
3. เสี่ยงต่อการติดเชื้อ - สูง
4. เสี่ยงต่อการวางยาสลบ - สูง
5. ระยะพักฟื้น (หลังผ่าตัด) ในโรงพยาบาล 1-2 วัน1-2 เดือน
6. รอยบาดแผลการผ่าตัด - มี
7. ประสิทธิภาพการทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นโรค สูง เนื้อร้ายอยู่ลึกผ่าตัดยาก
8. สภาพร่างกายผู้ป่วย/อายุมาก (ความเสี่ยง) - สูง
9. เวลาในการผ่าตัด/รังสีรักษา 5-20 นาที 3-18 ชม.หรือมากกว่า
10. การโกนศีรษะ ไม่ต้องโกนศีรษะ ต้องโกน
11. ค่าใช้จ่ายในการรักษากับการผ่าตัด
และพักฟื้น
น้อยกว่า สูงกว่า

น.พ.ประวิทย์ ประชาศิลป์ชัย


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600