มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2542์]


โรคสมาธิสั้น

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

มีเด็กจำนวนหนึ่งที่มีระดับสติปัญญาปกติ พ่อแม่และครูจะมีความเห็นตรงกันว่าเป็นคนฉลาด แต่เด็กเรียนหนังสือไม่ได้ สอบตกหลายวิชา ต้องซ่อมเทอมละ 4-5 วิชา ผู้ใหญ่จะเข้าใจว่าเด็กนั้นไม่สนใจเรียน ไม่ตั้งใจเรียนเวลาอยู่ในห้อง ชอบพูดชอบคุย นั่งไม่นิ่ง บางคนจะเหม่อลอยไม่ฟังครู งานในห้องมักทำไม่เสร็จ การบ้านไม่ทำและไม่ส่งหรือทำไม่เสร็จ เด็กมักลืมทำในสิ่งต่างๆ ที่ถูกมอบหมายให้ทำ พ่อแม่จะรู้สึกเครียดมาก ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ลูกกลับใช้เวลาถึง 3-4 ชั่วโมง เป็นต้น เด็กเหล่านี้มีความผิดปกติที่ทางการแพทย์เรียกว่า โรคสมาธิสั้น บางครั้งจะมีคนเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า เด็กไฮเปอแอคทีฟ (hyperactive)

ศาสตร์จารย์ แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยสาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายอาการของโรคสมาธิสั้นไว้ดังนี้

1. อาการสมาธิสั้น มักสามารถเห็นได้เกือบทุกสถานที่ เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน ในสังคม ในห้องตรวจของแพทย์ แต่ความรุนแรงของอาการอาจแสดงออกไม่เท่ากันในแต่ละสถานที่ และบางคนอาจจะมีอาการแสดงให้เห็นเฉพาะบางสถานที่เท่านั้น เช่น ที่โรงเรียน เพราะที่โรงเรียนอาจเป็นภาวะที่เด็กต้องมีสมาธิ ฉะนั้นเด็กอาจไม่สามารถทำงานที่ครูสั่งติดต่อกันได้นานเท่าเด็กอื่นๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน เด็กอาจทำงานไม่เสร็จตามเวลากำหนด หรือทำเสร็จอย่างรีบๆ ผิดพลาดมาก สกปรก ไม่ประณีต อยู่บ้านเด็กอาจแสดงออกโดยไม่สามารถทำตามที่สั่งได้ เช่น เล่นของเล่นแล้วไม่เก็บ เปิดลิ้นชักแล้วไม่ปิด เพราะทำยังไม่ทันจบกิจกรรมหนึ่งก็เสียสมาธิเปลี่ยนไปอย่างอื่น ก็เลยไปทำกิจกรรมอื่นเสียแล้ว ลืมกิจกรรมเดิมที่ทำค้างไว้
ผู้ใหญ่มักเข้าใจว่าเด็กไม่สนใจอะไรจริงจัง ขี้ลืม ดื้อ สอนไม่จำ ไม่มีระเบียบ ไม่รับผิดชอบ และอื่นๆ เวลาอยู่กับเพื่อนๆ เด็กอาจแสดงอาการสมาธิสั้น โดยไม่มีความอดทน ที่จะทำตามกติกาการเล่น เพื่อนพูดก็ไม่ฟังเป็นต้น

2. อาการหุนหันพลันแล่น ที่โรงเรียนอาการจะแสดงออก โดยการรีบตอบคำถามทั้งๆ ที่ครูถามยังไม่ทันจบดี พูดแทรกกลางคัน รีบทำโดยที่ฟังคำสั่งไม่ทันจบ เด็กจะคอยตามคิวไม่ได้ในการทำกิจกรรม บางครั้งก็รีบตอบแทรกเมื่อเพื่อนยังตอบครูไม่จบ เป็นต้น เวลาอยู่บ้านเด็กอาจแสดงความหุนหันพลันแล่น โดยจะรบกวนผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น แหย่รบกวนพี่หรือน้องบ่อยๆ เวลาต้องการใช้ของผู้อื่นก็หยิบมาเลย โดยไม่ดูว่าเขาใช้เสร็จหรือยัง โดยที่เด็กไม่มีเจตนาจะละเมิดสิทธิหรือเสียมรยาท แต่เป็นเพราะเด็กนึกจะทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่ได้ยั้งคิดเสียก่อน

3. อาการอยู่ไม่นิ่งหรือซนผิดปกติ เด็กอาจมีอาการนั่งไม่ติดที่ ลุกจากที่นั่งบ่อยๆ เด็กเล็กบางคนอาจวิ่งในห้องเรียน บางคนอาจนั่งไม่นิ่งในที่ของตน โดยจะทำอะไรอยู่เกือบตลอดเวลา เช่น เอาของมาหมุนเล่น จับเล่น เคาะโน่น จับนี้ไม่ได้หยุด นั่งโยกเก้าอี้ กัดดินสอเขียนการ์ตูนในหนังสือหรือสมุด เวลาอยู่บ้านก็อาจมีลักษณะคล้ายๆ กัน เช่น นั่งไม่นิ่งเวลารับประทานอาหาร เวลาดูทีวี เวลาทำการบ้าน ถ้าเวลาจำเป็นที่ต้องอยู่กับที่ก็ขยับตัวตลอดเวลา
เวลามาหาแพทย์ต้องคอยจะนั่งคอยไม่ได้ จะเดินไปเดินมา แม้กระทั่งเวลานอนเด็กบางคนจะนอนดิ้นมากทั้งคืน บางคนก็แสดงออกโดยการพูดมากกว่าปกติ บางคนก็กินไม่หยุดจนอ้วน การอยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวมากเห็นชัดในเด็กวัยก่อนเรียน ในเด็กโตหรือวัยรุ่นอาจเห็นอาการเพียงยุกยิก กระวนกระวายเท่านั้นที่เหลืออยู่ให้เห็น

พฤติกรรมแต่ละอย่างที่กล่าวมา อาจพบได้ในเด็กปกติ จะเป็นความผิดปกติเมื่อมีพฤติกรรมที่รุนแรง ไม่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ไม่เหมาะสมกับสถานที่ เช่น ในห้องเรียนไม่ใช่ในสนามเด็กเล่น และมีอาการสม่ำเสมอและพฤติกรรมนั้นรบกวนต่อการ ใช้ชีวิตประจำวันของเด็กเอง เช่น ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ บางครั้งเด็กสมาธิสั้นอาจมีสมาธิได้ยาวนานเฉพาะในเรื่องที่เด็กสนใจมาก เช่น วิดีโอเกม การต่อของเล่นบางอย่าง เป็นต้น

เด็กที่อยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง ไม่ใช่จะเป็นโรคสมาธิสั้นทุกคน เพราะต้องแยกอีกว่าเกิดภาวะอื่นๆ หรือไม่ มีสภาวะที่ปกติ และผิดปกติหลายอย่างที่อาจมีอาการคล้ายโรคสมาธิสั้น และอาการที่เห็นบางครั้งก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรคอื่น เช่น

  • เด็กปกติค่อนข้างซน เด็กบางคนที่พละกำลังมาก ซนมาก ชอบทำอะไรๆ อยู่เสมอๆ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่การกระทำ จะไม่สะเปะสะปะขาดการวางแผนแบบเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น
  • เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ยุ่งเหยิง ขาดระเบียบแบบแผนมากๆ ทำให้เด็กมีความยากลำบากที่จะมีสมาธิ เพราะเด็กถูกกระตุ้นมากเกินไป
  • เด็กที่ถูกตามใจมาก ทำให้ขาดระเบียบวินัย และขาดการควบคุมตัวเอง ทำให้มองดูเหมือนเด็กสมาธิสั้นได้
  • เด็กปัญญาอ่อน เด็กมีสมองที่มีพัฒนาการช้า ฉะนั้นจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นต่อเมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม กับอายุสมองของเด็กเท่านั้น
  • โรคจิตในวัยเด็ก เด็กที่มีโรคจิตอาจมีอาการคล้ายโรคสมาธิสั้น เพราะอาจมีอาการกระวนกระวายหรือกระสับกระส่าย
  • โรคทางอารมณ์และวิตกกังวล อาจมีอาการแสดงคล้ายโรคสมาธิสั้นได้ แต่จะมีประวัติว่ามามีอาการทีหลัง คือเด็กจะเป็นเด็กปกติมาก่อน การเกิดโรคทางอารมณ์และวิตกกังวล และอาจพบสาเหตุกระตุ้น เช่น พ่อแม่เลิกกัน ส่วนโรคสมาธิสั้นมักเป็นมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ในการอยู่กับเด็กสมาธิสั้นไว้ 6 ประการคือ

  • เข้าใจเด็ก เป็นธรรมชาติของเขาที่เกิดมาเป็นอย่างนั้นเอง เด็กไม่ได้แกล้ง ไม่ใช่นิสัยไม่ดี ไม่ใช่เด็กดื้อ หรือไม่อดทน ไม่ใช่สอนไม่จำ ไม่ใช่ว่าไม่มีความรับผิดชอบ
  • หลีกเลี่ยงการตำหนิ-ต่อว่า เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นผลของสมาธิสั้น หรืออยู่ไม่นิ่ง เพราะไม่ช่วยให้เขาดีขึ้น แต่กลับทำลายความรู้สึกของเด็กอย่างมาก
  • ช่วยเด็กคิดวิธีแก้ไขจุดอ่อน เช่น จะแก้การลืมอย่างไร อาจจะใช้วิธีจด ใช้วิธีเอาของที่ต้องใช้จัดรวมกันเพื่อกันลืม
  • ช่วยให้เด็กใช้พลังงานไปในทางสร้างสรรค์ มีกิจกรรมให้เด็กสามารถทำได้ เช่น กีฬา ดนตรี คอมพิวเตอร์
  • จัดสิ่งแวดล้อมของบ้าน เด็กยังเล็กอยู่ให้เก็บของแตกไปให้พ้นมือเด็ก มีเนื้อที่ให้เด็กใช้ส่วนตัวสำหรับเล่นและทำการบ้าน ดังที่กล่าวมาแล้วคือเด็กบางคนต้องการที่เงียบๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมาธิ เด็กบางคนต้องการมีเสียงดนตรีเบาๆ ฟังไปด้วยจะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น
  • แบ่งช่วงเวลาการทำงาน เป็นช่วงสั้นลงเท่ากับที่เด็กสามารถมีสมาธิทำได้ คือให้เด็กมีเวลาพักเป็นช่วง ๆ

ส่วนด้านการรักษานั้นประกอบด้วย การรักษาโดยทางยา และรักษาด้านอื่นๆ ได้แก่ สร้างความเข้าใจให้กับพ่อแม่ ครู เป็นสำคัญที่จะต้องดูแลเด็กสมาธิสั้นเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรได้รับความเห็นใจและพ่อแม่ ควรรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง เพราะการเลี้ยงเด็กปกติ เป็นเรื่องเหนื่อยอยู่แล้ว การเลี้ยงดูลูกสมาธิสั้นนั้น เหนื่อยยิ่งกว่าหลายเท่าตัว ดังนั้นถ้าพ่อแม่สามารถหาคน มาช่วยแบ่งเบาภาระไปได้ในบางช่วง และมีเวลาทำอะไรที่พ่อแม่ยากทำบ้าง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่สมควรจะได้รับบ้าง


" ตัวอย่างเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น "

เด็กชาย อายุ 10 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.5 ครูที่โรงเรียนแนะนำ ให้พ่อแม่พาเด็กมาพบแพทย์ เพราะมีปัญหาการเรียนมาก ผลการเรียนไม่ดีเลย ทั้งๆ ที่ดูแล้วว่าเด็กมีความฉลาด น่าจะเรียนได้ดี แต่กลับสอบตกหลายวิชา เช่น ตอนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 สอบเทอมต้นเด็กสอบตก 4 วิชา

เวลาอยู่ในชั้นเรียนคุณครูเล่าว่า เด็กจะไม่สามารถตั้งใจเรียนได้เลย ครูเรียกก็ฟัง ไม่เรียกก็ไม่ฟัง ครูเลยต้องเรียกเกือบตลอดเวลา เวลาเรียนจะต้องทำอะไรไปด้วยตลอดเวลา เช่น เล่นยางลบ ดินสอ เขียนการ์ตูนในหนังสือและสมุดทุกเล่ม จนเลอะเทอะสกปรกไปหมด บางครั้งจะนั่งกัดยางลบ กัดดินสอ ม้วนผมตัวเองเล่น หรือไม่จะนั่งโยกเก้าอี้ นั่งเคาะดินสอปากกา นั่งไม่เคยนิ่ง โดยขยับตัวไปมาเกือบตลอดเวลา

เวลาทำข้อสอบ จะรีบร้อนส่งกระดาษคำตอบ โดยทำยังไม่หมดทุกข้อ ครูจะให้เอากลับไปทำต่อให้จบ เด็กก็จะรีบกาคำตอบแบบลวกๆ ให้เสร็จๆ ไปโดยไม่อ่านคำถาม แล้วไปส่งครูเพื่อจะได้ออกไป นอกห้องสอบเร็วๆ

เวลาอ่านหนังสือ จะผ่านผิดๆ ถูกๆ โดยรีบร้อนไม่ดูให้ดี เช่น คำว่า "งาน" เด็กจะอ่านว่า "โง่" เพราะเห็นแต่ ง. จะอ่านเลย

จากการวัดระดับเชาว์ปัญญา (ไอคิว) พบว่า มีระดับไอคิวค่อนข้างสูง คือได้ระดับ 114 ซึ่งคนปกติจะอยู่ในระหว่าง 90-100 ระดับไอคิวของเด็กขนาดนี้ จะสามารถเรียนจนระดับปริญญาได้แน่นอน แต่กลับสอบตกตั้งแต่ชั้น ป.4-ป.5

จากการตรวจของจิตแพทย์เด็ก พบว่า เด็กมีอาการของโรคสมาธิสั้นครบทุกข้อ จึงให้การวินิจฉัยว่า เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น แพทย์ได้รักษาโดยการให้ยาผลคือ เทอมต่อมาเด็กสอบผ่านทุกวิชา ไม่มีตก ส่วนปัญหาความเข้าใจต่างๆ เกี่ยวกับโรคนี้ของทุกๆ คน ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ตลอดจนตัวเด็กเอง ที่ต้องประสบปัญหา มาได้รับการแก้ไขควบคู่ไปด้วยพร้อมๆ กัน ได้แก่ การอธิบายให้เด็ก พ่อแม่ ครูทุกคนเข้าใจปัญหาว่า เกิดจากอะไร เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะหากมีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับอาการของเด็ก ผู้ใหญ่เข้าใจว่าเด็กดื้อ แกล้งทำ เด็กจะถูกดุว่ามาก จนเด็กอาจเสียความรูสึกที่ดีต่อตนเอง

การช่วยเหลือเด็กโดยตรง ถ้าเด็กมีปัญหามานาน ถูกทำโทษมากด้วยความเข้าใจผิด แพทย์ต้องช่วยแก้ ความรู้สึกที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กโดยตรง บางครั้งเด็กไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ ก็ต้องช่วยแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ

พ่อแม่และครูเป็นที่ปรึกษา ให้ระหว่างการเรียน ปัญหาอาจไม่หมดไปง่ายๆ ต้องติดตามช่วยเหลือไปจนแน่ใจว่า ทุกคนปรับตัวกับปัญหาได้

โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่ครูและพ่อแม่ยังรูจักน้อย เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นแล้วไม่ได้รับการช่วยเหลือรักษา ต่อไปเด็กอาจมีปัญหาพฤติกรรมเด็กเกเรตามมา


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600