มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม 2543]


ศาสตร์และศิลป์การเลี้ยงลูกในปี ค.ศ. 2000

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ตลอดปี 2541-2542 (ค.ศ. 1998-1999) ประชาชนคนไทย ต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมและภัยธรรมชาติมากมาย ทุกคนหวังว่าในปีใหม่ พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) นี้ประเทศไทย คงจะค่อยๆ ผ่านพ้นวิกฤติและคืบคลานเข้าสู่ความสงบสุขในทุกๆ ด้าน และมีเวลาได้เหลียวกลับมาดูแลครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการดูแลเลี้ยงลูก ปลูกฝังให้เป็นคนดี มีความสุข มีองค์ประกอบของไอคิวและอีคิวโดยพร้อมมูล

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีความเห็นว่า การเลี้ยงลูกให้ดี ได้ดั่งใจปรารถนาของพ่อแม่และสังคมนั้น ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าใด เพียงแต่ต้องการความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์และศิลป์ ของการเลี้ยงลูก เมื่อมีความรู้ ความเข้าใจ พ่อแม่จะสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก เพราะถึงอย่างไร เราสามารถผสมผสานไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งพ่อแม่ทุกคน ได้กระทำหรือต้องกระทอยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้ถูกวิธีขึ้นเท่านั้น

การทำให้ถูกวิธีนี้นอกจากจะไม่ยุ่งยากแล้ว ยังช่วยลดความเหนื่อยกายเหนื่อยใจได้มาก ซึ่งจะเปรียบได้กับคนว่ายน้ำ คนที่ว่ายน้ำอย่างถูกวิธี จะไม่เหนื่อยเท่ากับคนว่ายน้ำแบบ "ลูกทุ่ง" และยังมีประสิทธิภาพกว่าอีก เช่น ว่ายน้ำได้นานกว่า ช่วยตัวเองได้มากกว่าเมื่อประสบอุบัติเหตุทางน้ำ และยังสามารถช่วยผู้อื่นได้อีกด้วย นอกเหนือจากไม่เป็นภาระของผู้อื่นแล้ว ฉะนั้น การเรียนรู้และใส่ใจเรื่องการเลี้ยงลูกให้เป็นลูกคุณภาพ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุดเรื่องหนึ่งของชีวิตทีเดียว เพราะทรัพยากรมนุษย์นั้นมีค่าสูงสุดเหนือทรัพยากรใดๆ ที่มีอยู่ในโลกของเราขณะนี้

ดังจะเห็นได้ว่าประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพนั้น แม้ปริมาณประชากรน้อยกว่าประเทศใหญ่ๆ ที่มีทรัพยากรมนุษย์จำนวนมากแต่ไม่มีคุณภาพ เขาก็สามารถเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และทางการเมืองได้ เช่น ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศสมีประชากรพอๆ กับประเทศไทย แล้วยิ่งดูประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มีประชากรมากกว่าอังกฤษและฝรั่งเศสมากมาย ประเทศอินโดนีเซียและอินโดนีเซีย ยังคงถูกจัด ให้เป็นประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น ฉะนั้นในปัจจุบัน พ่อแม่ต้องเน้นคุณภาพของลูก คือไม่เน้นการมีปริมาณลูกมาก มีลูกน้อยแต่เลี้ยงให้ลูกเติบโตเป็นคนมีคุณภาพของสังคม จะดีกว่ามากอย่างแน่นอน

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ได้สรุปศาสตร์และศิลป์ของการเลี้ยงลูกไว้ดังนี้

1. ขบวนการของการสร้างลูกคุณภาพหนึ่งคน จะต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนลูกเกิด

คือเริ่มตั้งแต่ตัวพ่อแม่เองที่ต้องมีความพร้อม มีความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกให้ดี พ่อแม่พร้อมที่จะลงทุนลงแรงกับลูกให้มาก สามารถมองเห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูก

2. เมื่อมีความตั้งใจแล้วต้องแสวงหาความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกที่ถูกต้อง

หนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมีมากมายในท้องตลาด พ่อแม่บางคนอ่านไปอ่านมาเกิดความสับสนไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องกันแน่ เพราะบางเล่มอาจแนะนำขัดแย้งกับสิ่งที่ควรจะเป็น พ่อแม่ต้องเลือกดูว่าผู้เขียนเป็นใคร เป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องที่เขาเขียนหรือไม่และมีความน่าเชื่อถือเพียงไหน ถ้าอ่านแล้วไม่แน่ใจไม่ควรปฏิบัติควรสอบถามจากผู้รู้ให้ชัดเจนก่อน เพราะความรู้ที่เขาแนะนำอาจล้าสมัยไปแล้ว เช่น เรื่องการให้นมลูกเป็นเวลาตายตัวสำหรับเด็กทุกๆ คน หรือเรื่องการกระตุ้นเด็กมากๆ โดยแนะนำว่า กระตุ้นตั้งแต่เด็กอายุยิ่งน้อยยิ่งดีเป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ บางครั้งผู้เขียนมีอาชีพอื่นแต่มาเขียนหนังสือเลี้ยงลูก จากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่ประสบการณ์จากการทำงานด้านเด็ก และวัยรุ่นร่วมกับการอ่านหนังสือจากอื่นๆ มาประกอบกันเท่านั้น ตัวเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กโดยวิชาชีพ เขาจึงไม่ใช่มืออาชีพ แต่เป็นมือสมัครเล่น จึงมีจุดที่ถูกบ้างผิดบ้างปนกันไป

3. ท่านไม่ควรมุ่งเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ

มีหนังสือหลายๆ เล่มพยายามขายจุดนี้ให้กับพ่อแม่ หนังสือประเภทนี้มักขายดีเพราะดึงดูกความสนใจได้มาก จึงทำเงินให้กับเจ้าของหนังสือไม่น้อย ในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ลูกทุกคนจะเป็นอัจฉริยะ เป็นการทำให้พ่อแม่มีความคาดหวังจากลูกอย่างไม่ถูกต้อง มีส่วนจริงอยู่บ้างที่ว่า ถ้าลูกมีศักยภาพจะเป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมให้ถูกต้อง ลูกจะแสดงศักยภาพนี้ออกมา แต่ไม่ได้หมายความว่า การเลี้ยงดูอย่างเดียวจะทำให้ลูกเป็นอัจฉริยะได้ เพราะเด็กทุกคนไม่เหมือนกัน แต่เด็กทุกคนสามารถเติบโต เป็นคนที่มีคุณค่าของพ่อแม่และสังคมได้โดยไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าพ่อแม่มุ่งจะให้ลูกเป็นอัจฉริยะ จะต้องเครียดมากทั้งลูกทั้งพ่อแม่ และจะล้มเหลว ถ้าลูกไม่มีศักยภาพสูงถึงปานนั้น

4. ท่านควรเลี้ยงลูกให้เป็นคนธรรมดาสามัญที่มีความสุข

คนธรรมดาสามัญทุกคนนั้นดี มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว และเป็นที่ต้องการของสังคมเพราะสังคมต้องประกอบด้วย บุคคลประเภทต่างๆ แม้แต่คนกวาดถนน คนเก็บขยะ ล้วนมีความสำคัญต่อสังคม เขาไม่เป็นภาระเดือดร้อนต่อสังคม เขาสามารถทำประโยชน์ให้ตัวเองและคนอื่นๆ ตามความสามารถของเขาที่มีอยู่ โดยทำให้เต็มความสามารถของเขา และเขามีความสุข ความภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ

5. ท่านควรส่งเสริมให้ลูกพัฒนาตัวเองให้เต็มศักยภาพของเขา

ลูกแต่ละคนจะมีความแตกต่าง มีความชอบ มีความสนใจ มรความถนัดที่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติ แต่ควรช่วยส่งเสริม โดยช่วยรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย และระวังแมลงเป็นต้น
ลูกของเราก็เช่นกัน พ่อแม่ควรส่งเสริมไปในทางที่เขาถนัด และที่เขามีความสามารถ เขาจะได้พัฒนาความสามารถในตัวเขาให้เต็มที่ เขาจะมีความสุขในสิ่งที่เขาจะเป็นและในสิ่งที่เขาจะทำต่อๆ ไป ส่วนวิธีการส่งเสริมดังได้กล่าวมาทั้งหมดในบทความนี้ ทั้งอาหารใจที่ลูกควรได้ และจุดพลิกผันต่างๆ ที่ควรระมัดระวังในวัยต่างๆ ของลูก ตลอดจนเรื่องที่พ่อแม่ควรได้ทำ และเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรทำได้ถูกนำเสนอไว้แล้ว

6. พ่อแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดีให้มีความสุขด้วย

พ่อแม่เองเป็นขุมพลังให้กับลูกเป็นแบบอย่าง เป็นที่พึ่งพิงของลูกทั้งกายและใจ พ่อแม่จึงต้องอยู่ในสภาพที่มั่นคง ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน มีจิตใจที่ดีงาม มีความพึงพอใจในตัวเอง มีความสุขกับชีวิตและงานที่ทำ มีเจตคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว มองโลกตามความเป็นจริงแต่ก็สามารถมีความหวังที่ดีต่ออนาคต มีชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ง่ายกินง่าย ไม่เครียดในเรื่องไม่ควรเครียด ไม่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก หาความสุขความสบาย ได้จากสิ่งรอบๆ ตัวในชีวิตประจำวัน รู้จักให้รางวัลชีวิตกับตัวเอง เป็นครั้งคราว ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ดีและทำให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ยากนัก ขอเพียงแต่ให้มีใจนึกถึงในเรื่องเหล่านี้ บ่อยครั้งที่พบว่า สามีภรรยาพอมีลูกจะใช้ชีวิตสาละวนอยู่แต่เรื่องลูก จนลืมดูแลความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา "ลืมรดน้ำพรวนดินต้นรักที่ได้ปลูกด้วยกัน" ฉะนั้นพ่อแม่ควรมีเวลาส่วนตัวด้วยกันตามลำพังสองคนบ้างเป็นครั้งคราว เช่น การไปทานอาหารด้วยกันนอกบ้าน การนั่งคุยกันตามลำพัง อย่างน้อยก็ควรทำในวันครบรอบแต่งงานของทุกปี

7. คำที่เป็นหัวใจของความสำเร็จในการเลี้ยงลูก

ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกจะอยู่ที่คำหลักๆ ดังนี้ รัก เข้าใจ อบอุ่น ใส่ใจ ให้เวลา มีขอบเขต ยุติธรรม ให้อิสระ

ศาสตร์และศิลป์ของการเลี้ยงดูลูก ซึ่งศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ได้สรุปไว้นี้ มีเพียงเป็นความรู้ทางวิชาการแต่เป็นความรู้และความภาคภูมิใจ ในฐานะเป็นมารดาของลูก 2 คน หวังว่าแนวทางที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ จะช่วยให้พ่อแม่ประสบความสำเร็จในเรื่องที่ท่านปรารถนา เกี่ยวกับเรื่องลูกของท่าน ลูกซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ทุกๆ คน และผลสุดท้ายของการเป็นพ่อแม่คุณภาพ มีลูกคุณภาพย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชีวิตได้ตลอดไป เป็นความสุขใจที่เหนือคำบรรยาย รู้สึกชีวิตนี้คุ้มค่าที่ได้เกิดมาแล้ว ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ตลอดช่วงเวลาที่เรามีโอกาสมีชีวิตอยู่


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600