มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ เริ่ม อาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2541 ]

ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต

chivajit alternative medicine

โดย ดร. สาทิส อินทรกำแหง


76 เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก เกิดเป็นชายยิ่งยากกว่าหลายเท่า

จะเป็นใครก็ตามที่ว่าไว้อย่างนั้น อย่าไปเชื่อเป็นอันขาด ผมคนหนึ่งละที่ไม่เชื่อ ทั้งๆ ที่ผมเป็นชายไม่ใช่หญิง

เอาแต่ในด้านสรีรวิทยาอย่างเดียว ผู้ชายเทียบกับผู้หญิงได้หรือเปล่าในเรื่องของความทุกข์ร้อนประจำตัว ผู้ชายมีประจำเดือนหรือเปล่า ปวดท้องประจำเดือนหรือเปล่า อุ้มท้องอยู่ได้ตั้งเก้าเดือนหรือเปล่า เวลาจะคลอดบุตรก็เจ็บปวดแทบจะขาดใจ เสียเลือดเนื้อจนตัวเองแทบจะเอาตัวไม่รอดหรือเปล่า

และก็ถามกันอย่างซื่อบื้อเลยก็ได้ว่าผู้ชายเป็นแม่คนได้หรือเปล่า

ที่ขึ้นต้นเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะอยากจะประจบผู้หญิงหรอกนะครับ แต่ความจริงนั้นเพราะถูกถามมานานแล้วว่า เมื่อไหร่จะเขียนเรื่องของผู้หญิงสักที

และเรื่องของผู้หญิงนั้น เรื่องแรกและสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องประจำเดือน ผมได้ผัดวันประกันพรุ่งมานาน ว่าจะเขียนๆ แต่ก็ไม่ได้เขียนสักที เพราะความรู้สึกอย่างหนึ่งซึ่งคอยสะกิดใจอยู่ตลอดเวลาก็คือ "แกไม่ใช่ผู้หญิง แล้วจะกล้ามาเขียนเรื่องผู้หญิงเชียวรึ"

แต่คราวนี้ผัดผ่อนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะคุณนายใกล้ตัวเองที่สุด ท่านเอาหนังสือไทม์ฉบับอาทิตย์นี้มาโยนให้ แล้วก็สั่งว่า "ต้องวิจารณ์หลายๆ แง่มุมนะ ต้องพูดเรื่องฮอร์โมนด้วย เห็นคุยโม้ไว้ไม่ใช่รึว่า เขียนเรื่องฮอร์โมนมามาก ได้รับรางวัลมาแล้วไม่ใช่รึ"

ก็เลยเห็นช่องทางเหมาะๆ ที่จะเขียน เพราะจะได้พูดถึงเรื่องฮอร์โมนมากๆ หน่อย อีกอย่างหนึ่งก็คือเราคงพูดถึงเรื่องประจำเดือนขอผู้ผญิงในแง่มุมซึ่งไม่ใช่หมอโรงพยาบาล แต่จะเป็นแง่มุมของการรักษาและดูแลตัวเองด้วยวิธี ธรรมชาติมากกว่า บรรดาคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจะได้ไม่หมั่นไส้ผมมากจนเกินไปนัก

ในหนังสือไทม์เล่มที่กล่ามาแล้ว ได้พูดถึงผู้หญิงอเมริกันซึ่งหมดประจำเดือนแล้ว ต้องกินฮอร์โมนเป็นประจำ ฮอร์โมนที่กล่าวนี้เป็นฮอร์โมนเพศ คือเอสโตรเจน และโปรเจสเตอรอน หรือโปรเจสติน

อาการของผู้หญิงเมื่อจะเริ่มหมดประจำเดือนนั้น กล่าวกันว่าทรมานมากน้อยไม่เหมือนกัน อาการทั่วๆ ไปคือ รู้สึกร้อนวูบวาบตามหน้าตามตัว นอนไม่หลับ ปวดหัว ปวดตัว ตะคริว และจะมีอาการของกระดูกพรุนตามมาด้วย

ที่ร้ายที่สุดก็คือเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกซึมเศร้าเกิดขึ้นกับหลายๆ คน บางคนมีอาการทางประสาท เบื่ออะไรไปหมดทุกอย่าง

อาการต่างๆ เหล่านี้ในวงการแพทย์เชื่อกันว่า เพราะร่างกายหยุดผลิตฮอร์โมนโดยเฉพาะรังไข่ของผู้หญิงหยุดผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงทำให้อาการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักตัวหนึ่งของฮอร์โมนเพศ ซึ่งตัวใหญ่ๆ ของฮอร์โมนเพศซึ่งรู้จักกันดี คือ

1. เทสโทสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ผลิตจากลูกอัณฑะ 2. เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิงผลิตจากรังไข่ จากต่อมอดรีนัล จากทารกและรกในครรภ์ ที่น่าสนใจก็คือ เอสโตนเจนนี้ ในร่างกายของผู้ชายก็ผลิตออกมาด้วย นั่นก็คือจากต่อมอัณฑะของผู้ชาย 3. โปรเจสเตอรอน ฮอร์โมนจากผู้หญิงผลิตจากรังไข่อีกเหมือนกัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะเริ่มตั้งครรภ์และมีครรภ์แล้ว

เพื่อที่จะแก้อาการหมดประจำเดือนของผู้หญิงในวงการแพทย์เริ่มใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในกรณ๊ที่ผู้หญิงเริ่มหมดประจำเดือน สูตรฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้ได้ใช้มาเป็นเวลานานกว่า 50 ปีแล้ว ขณะนี้ก็เป็นที่นิยมหรือว่าที่จริงก็เป็นแฟชั่นของคนสมัยใหม่ที่จะใช้ฮอร์โมนเสริม คือเอสโตรเจนกันเรื่อยมาจนบัดนี้

จนกระทั่งมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในการใช้ฮอร์โมนเสริมเกิดมีความเชื่อกันว่า ถ้าใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอรอน ผสมกับเอสโตรเจน จะช่วยแก้อาการเกิดจากหมดประจำเดือนของผู้หญิงได้ดีขึ้น ทั้งยังเชื่อกันด้วยว่าในระยะยาวอาจจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย

ตอนนี้ก็เกิดการถกเถียงกันเป็นการใหญ่ในวงการแพทย์ (ผมไม่เกี่ยว) อเมริกัน พวกไอ้กันนั้นถ้าจะเถียงกันในเชิงวิชาการ ก็ต้องอ้างสถาบันต่างๆ ที่เชื่อถือได้ วารสารการแพทย์ของสมาคมแพทย์อเมริกัน (JOURNAL OF THE AMERICAN MEDICAL ASSOCIATION) ได้รายงานว่า ขณะนี้ผู้หญิงอเมริกันประมาณ 8 ล้าน 6 แสนคน ได้ใช้ฮอร์โมนเสริมเอสโตรเจน ผสมกับโปรเจสตินเป็นประจำ และกำลังเกิดการวิตกกันว่า ผู้ที่กินฮอร์โมนผสมนี้อยู่จะเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น

แต่ก่อนเมื่อใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนแต่เพียงอย่างเดียว ก็มีรายงานกันอยู่ตลอดเวลามาว่า ฮอร์โมนเสริมเอสโตรเจนอาจจะเป็นสาเหตุที่เกิดมะเร็งเต้านมได้

เมื่อเอสโตรเจนมาผสมกับโปรเจสตินดังที่นิยมกันอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวว่า ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมจะมีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในรายงานนั้นกล่าวว่า การใช้ฮอร์โมนผสมเช่นนี้ทำให้การเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับการใช้เอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวซึ่งการเสี่ยงมีเพียง 1% เท่านั้น

แมคเคอลีน แนช ผู้รวบรวมรายงานเรื่องนี้ของไทม์ได้รายงานต่อไปว่า การศึกษาเรื่องฮอร์โมนผสม นี้ยังหาข้อสรุปแน่นอนไม่ได้ จากการศึกษาผู้หญิงที่หมดประจำเดือน 46,355 คน ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนผสมมีจำนวนปานกลาง และในจำนวนผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 2,082 คน มีเพียง 101 คนเท่านั้น ที่ใช้เอสโตรเจนผสมโปรเจสตินเป็นประจำ

การจะสรุปผลของการใช้ยาใหม่ๆ ของอเมริกันนั้นต้องใช้เวลานาน และต้องใช้เงินทองในการสำรวจมากมาย แม้จะมีข้อถกเถียงกันมากมายระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย กว่าที่จะตกลงกันได้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน การทดลองทางคลินิกของ WOMEN'S HEALTH INITIATIVE ซึ่งเริ่มเมื่อปี 1993 โดยติดตามผลจากการศึกษาสตรีในวัย 50-70 ปี ถึง 30,000 คนนั้น กว่าจะรู้ผลก็เห็นจะต้องรอกันอีก 5 ปี เป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้น ตอนนี้เมื่อยังไม่มีคำตอบแน่นอน ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ก็คงจะต้องยอมให้ตัวเองเป็นเครื่องทดลองหรือจะต้องฟังทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเครื่องตัดสินใจของตัวเอง

ฝ่ายที่เห็นด้วยนั้นกล่าวว่า ฮอร์โมนผสมเอสโตรเจน-โปรเจสติน จะช่วยแก้อาการฉุกเฉินของการหมดประจำเดือนได้ คือแก้เรื่องหน้าและตัวร้อนวูบวาบ ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ช่วยแก้อาการแห้งและแสบของช่องคลอด ช่วยให้อารมณ์เครียดและซึมเศร้าหายไปหรือลดน้อยลง

และในระยะยาว ยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน (OSTEOPOROSIS) ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ช่วยลดอาการเสี่ยงจากมะเร็งมดลูกและยังอาจช่วยลดความเสี่ยงจากอัลไซเมอร์ และมะเร็งลำไส้ด้วย

แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็อ้างว่า การใช้ฮอร์โมนเสริมจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น และยังทำให้เลือดข้น และเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้อีก

ทั้งหมดนี้ ข้อสรุปที่ดีที่สุดน่าจะมาจากแคเธอรีน แชเธอร์ แห่งสถาบันมะเร็งอเมริกันเธอกล่าวว่า บรรดาสตรีผู้กำลังจะหมดประจำเดือนหรือหมดประจำเดือนแล้วก็ไม่ควรจะแตกตื่นไปกับความเห็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรจะชั่งน้ำหนักดูให้ดีระหว่างเหตุผลทั้งสองฝ่าย แล้วปรึกษากับแพทย์ประจำตัวของเธอดู

นั่นเป็นแบบของอเมริกัน ซึ่งในด้านการแพทย์นั้น เขามีระบบของเขา ประชาชนมีแพทย์ประจำบ้านหรือแพทย์ประจำตัวที่ปรึกษา

แล้วตาสีตาสาหรือป้ามีป้ามาของเราเล่าครับ เรื่องจะหาอาหารมากินประทั้งชีวิตไปวันหนึ่งๆ ก็ยากอยู่แล้ว อย่าว่าแต่หมอประจำตัวเลย แม้แต่พยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลตามสุขศาลาก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นเลย

แล้วจะไปปรึกษาใครถึงเรื่องเย่นๆ หรือรอนๆ อะไรที่พูดถึงนี่

ก็ตอนต่อไปนี้แหละที่ผมจะขอถือโอกาสพูดถึง การแก้เรื่องอาการหมดประจำเดือนแบบชาวบ้านๆ หรือแบบซึ่งมันเป็นไปตามธรรมชาติเสียหน่อย แต่ก่อนจะไปถึงตอนหน้า ผมขอฝากข้อคิดไว้ตอนนี้เสียหน่อยหนึ่งว่า

สมัยปู่ย่าตายายของเรา เราไม่เคยรู้จักเรื่องฮอร์โมนเย่นๆ หรือรอนๆ อะไรนี่มาก่อนเลย แล้วเราอยู่กันมาได้อย่างไรกันครับ

อยู่กันอย่างแข็งแรง สมบูรณ์ และมีความสุขเสียด้วย

สาทิส อินทรกำแหง

อ่านต่อตอนที่77 วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543

[กลับไปสารบัญชีวจิต]   [BACK TO LISTS - FOODS]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600