มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ เริ่ม อาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2541 ]

ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต

chivajit alternative medicine

โดย ดร. สาทิส อินทรกำแหง


77 ประจำเดือนหมด หนักหนาสาหัส ทั้งใจกาย? (2)

อต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

คราวนี้ขอให้ถือว่าเป็นการเสริมด้านการแพทย์ปัจจุบัน

คำถามที่ทิ้งท้ายไว้ครั้งที่แล้ว ก็คือว่าจะต้องกินฮอร์โมน และยาเสริมกันทุกคนหรือเปล่า

คำตอบก็คือ อยู่ที่ตัวคุณเอง

แรกทีเดียว คุณต้องคุยกับแพทย์ของคุณก่อน พยายามเข้าใจเรื่องฮอร์โมน และอาการประจำตัวของคุณอย่างละเอียด แล้วคุณตัดสินใจด้วยตัวคุณเอง

ยิ่งถ้าใช้ฮอร์โมนแล้ว อาการของคุณดีขึ้นทุกอย่างก็ควรจะกินต่อไป แต่ต้องติดต่อกับแพทย์ ของคุณเป็นระยะๆ จะก้มหน้าก้มตากินยาไปจนตลอดชีวิตนั้นไม่ควร

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ายาไม่ช่วยคุณได้ดีเท่าที่ควร จะมีทางเลือกอย่างอื่นหรือไม่ ก็ลองอ่านบทความตอนนี้และตอนต่อๆ ไปดู

ข้อคิดอีกข้อหนึ่งที่ผมทิ้งท้ายไว้ครั้งที่แล้วก็คือ สมัยปู่ ย่า ตา ยายของเรา เราไม่รู้จักฮอร์โมน ไม่เคยกินฮอร์โมนแล้วเราอยู่กันมาได้อย่างไร อยู่อย่างแข็งแรงและมีความสุขเสียด้วย

โรคอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นคู่กับอาการหมดประจำเดือน ซึ่งในวงการแพทย์ปัจจุบันกลัวกันมากสำหรับสุภาพสตรี ก็คือ โรคกระดูกผุ (OSTEOPOROSIS)

สูตรของการรักษาอาการหมดประจำเดือน จึงอยู่ที่การให้ฮอร์โมน ควบคู่ไปกับการให้แคลเซียม และแมกนีเซียม สูตรนี้กลายเป็นสูตร ที่แพร่หลายในกลุ่มคนไทยเดี๋ยวนี้

อะไรที่ทำให้สูตรนี้เป็นสูตรสำหรับคนไทย ทั้งๆ ที่สูตรการให้ยาเช่นนี้ เป็นสูตรมาจากตะวันตก โดยเฉพาะจากอเมริกา

คำตอบก็คือ สูตรนี้ใช้ได้ผลดีมาแล้วจากคนอเมริกัน

ทีนี้ลองมาคุยกันเล่นๆ ก่อนดีไหมครับว่า น่าแปลกใจไหมที่คนอเมริกัน ต้องใช้สูตรฮอร์โมนผสมกับการกินแคลเซียม และแมกนีเซียม

อาหารประจำของชาว อเมริกันนั้น เรารู้อยู่แล้วว่าอุดมไปด้วย เนื้อ นม ไข่

อาหารพวกนี้ มีทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมเหลือเฟือ

แล้วผู้หญิงอเมริกันที่หมดประจำเดือนแล้ว ขาดแคลเซียมและแมกนีเซียมได้อย่างไร

และเมื่อเอาสูตรนี้มาใช้กับผู้หญิงไทยแล้ว แสดงว่าผู้หญิงไทยเราก็ขาดแคลเซียม และแมกนีเซียมด้วยหรือเปล่า

ถ้าหากผู้หญิงไทยเราขาดแคลเซียม การให้ฮอร์โมนร่วมกับการให้แคลเซียม และแมกนีเซียม ก็เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง

และจะได้ผลดีสำหรับผู้ที่มีอาการผิดปรกติหลายๆ อย่าง เนื่องมาจากอาการหมดประจำเดือนด้วย

แต่ผู้หญิงไทยเรามีสถิติการขาดแคลเซียมมากน้อยแค่ไหน ผมไม่แน่ใจ เพราะในเรื่องสถิติต่างๆ ของเมืองไทยนั้น ผมไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่นัก

แต่ถ้าสังเกตดูเมื่อสมัยเป็นเด็กๆ ผมเชื่อว่าผู้หญิงไทยเราเป็นโรคกระดูกพรุนนั้น มีเหมือนกันแต่คงจะมีน้อย

เมื่อสมัยเป็นเด็ก ผมเคยพบผู้หญิงแก่ซึ่งหลังโกงเห็นไม่เกิน 5 คน

ผู้หญิงหลังโกงเหล่านี้ หลังโกงมากจริงๆ ขนาดที่เวลาเดินจะพับไปครึ่งท่อน คือท่านขาเดินตรงแต่ท่อนหลังพับเป็นมุมฉากยื่นไปข้างหน้า

คุณป้าคุณยายเหล่านี้ เป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมยังเล็กอยู่ แต่ตอนหลังมีความรู้ด้านการแพทย์ และนิวตริชั่นพอสมควร ก็ขอเดาๆ เอาว่า คุณป้าคุณยายเหล่านั้น มีความโน้มเอียงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน

รูปร่างของคุณป้าคุณยายทุกคน ผอมเกร็ง และชีวิตบั้นปลายส่วนมากจะอยู่กับบ้านเฉยๆ เลี้ยงหลานๆ และไม่ค่อยมีกิจกรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว และต้องออกแรงมากนัก

นายแพทย์วอลเตอร์ บี แคนนอน และ ดร.อีเลเนอร์ วิทนีย์ แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา ได้พูดถึงโรคกระดูกพรุนว่า มีคนไข้หญิงกลางคนหลายๆ คน ซึ่งได้อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องการขาดแคลนแคลเซียม มีความคิดง่ายๆ ว่า เพื่อป้องกันไว้ก่อนก็เลยไปซื้อแคลเซียม อย่างเม็ดมากินเป็นประจำ

แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผลเลย เมื่อถึงคราวหมดประจำเดือนจริง คนไข้ผู้หญิง 4-5 คน ก็เป็นโรคกระดูกพรุน บางคนเพียงแค่เดินหกล้มก็ถึงกับกระดูกสะโพกหัก

นายแพทย์แคนนอน และเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง คือ นายแพทย์เจย์ แอล มาร์ก ได้กล่าวถึงโรคกระดูกพรุนว่า ต้องเกิดขึ้นจากเหตุ 3 ปัจจัย คือ

1. ขาดอาหารประเภทแคลเซียม

2. ขาดฮอร์โมนเพศ

3. ไม่ได้ออกแรงหรือออกกำลังกาย

สำหรับในด้านข้อที่หนึ่งนั้น ร่างกายขาดแคลเซียมไม่ได้หมายความว่า กินอาหารที่มีแคลเซียมจากอาหารของชาวอเมริกันทุกคน จะมีแคลเซียมแมกนีเซียมอยู่มากมาย มากจนเกินด้วยซ้ำ

ของคนไทยสมัยใหม่นี้ก็เช่นกัน อาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ซึ่งกำลังนิยมกันอยู่เดี๋ยวนี้ ไม่ขาดแคลนแคลเซียม และแมกนีเซียมแน่นอน

ถ้าเช่นนั้น ตอนจะหมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนแล้ว ร่างกายขาดแคลเซียมได้อย่างไร

นายแพทย์มาร์กอธิบายว่า ความสำคัญอยู่ที่ระบบย่อยของแต่ละคนนั้น เป็นระบบที่ดี หรือสมบูรณ์แค่ไหน การกินอาหารที่สมบูรณ์ไปด้วยเนื้อ นม ไข่นั้น ไม่ได้ทำให้ร่างกายได้สารอาหารที่ดี สารอาหารที่ดีไม่ได้อยู่ที่ตัวอาหาร แต่อยู่ที่ระบบย่อยของคนนั้นๆ

ระบบย่อยจะย่อยได้ดีแค่ไหน ยังไม่สำคัญเท่าเมื่อย่อยไปแล้ว ระบบการย่อยจะมีการดูดซึมที่ดีด้วยหรือเปล่า

อาหารที่เรากินเข้าไปแบ่งออกเป็นขั้นตอนสำคัญๆ 3 ตอน คือ 1. การย่อย 2. การดูดซึม 3. การถ่าย

การย่อยนั้นเริ่มต้นด้วยการเคี้ยวในปาก แล้วเลื่อนไปสู่กระเพาะย่อยในกระเพาะ แล้วต้องเลื่อนไปย่อยในลำไส้ต่อ เมื่อย่อยในลำไส้แล้วต้องดูดซึมที่ผนังลำไส้ แล้วเอาไปเลี้ยงร่างกายทุกส่วน

ส่วนที่เหลือเป็นกาก ก็ขับถ่ายออกไปจากร่างกาย เป็นอันจบขั้นตอน

คนบางคนการย่อยอาจจะดี แต่พอถึงขั้นตอนการดูดซึม ปรากฏว่าการดูดซึมทำไม่ได้ดี สารอาหารที่ไปเลี้ยงร่างกาย ก็ตกค้างในลำไส้ใหญ่ และถูกขับถ่ายออกไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้คุณผู้หญิงนั้นจะกินอาหารที่มีแคลเซียมเยอะ แต่ร่างกายก็กลับขาดแคลเซียมได้ จึงเป็นโรคกระดูกพรุนได้

ส่วนที่จะช่วยให้การดูดซึมดีและสมบูรณ์นั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่ฮอร์โมน ฮอร์โมนจะช่วยให้การดูดซึมแคลเซียม เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น

และส่วนที่ช่วยสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการช่วยให้การดูดซึมดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้

คุณป้าคุณยายหลังโกงที่ผมยกตัวอย่างมานั้น ในชีวิตประจำวันของท่าน ไม่ได้ออกแรงและออกกำลังกายมากนัก ท่านจึงขาดแคลเซียม และมีส่วนที่ทำให้ท่านหลังโกง

แต่คุณป้าคุณยายอื่นๆ ท่านหาบน้ำ ตำข้าว ออกกำลังอยู่ทุกคน ผมไม่เคยเห็นท่านเหล่านี้มีอาการของโรคกระดูกพรุน และอาการจากการหมดประจำเดือน

ทางออกและทางเลือกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมจะขอแนะไว้ก่อน จะพูดถึงวิธีอื่นๆ ต่อไปก็คือ คุณผู้หญิงน่าจะเอาการออกกำลังกาย มารวมไว้เป็นส่วนสำคัญกับชีวิตประจำวัน

ออกกำลังแต่พอควร แต่ต้องออกอย่างสม่ำเสมอ ทำเสียแต่วันนี้ จะเป็นทางออกทางหนึ่ง ซึ่งช่วยแก้และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ครับ.

สาทิส อินทรกำแหง

อ่านต่อตอนที่78 วันพุธที่ 1 มีนาคม 2543

[กลับไปสารบัญชีวจิต]   [BACK TO LISTS - FOODS]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600