มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 มกราคม 2541]

สวยผิว สวยสุขภาพ

พญ.วิญญารัตน์ ตันศิริ


เผลอเพียงชั่วอึดใจเดียว ลมหนาวก็เริ่มมาเยือน ปีเก่าผ่านไปพร้อมกับรับขวัญวันปีใหม่ 2541 ที่พึ่งมาเยือน กาลเวลาช่างหมุนเวียนรวดเร็วอะไรเช่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเรา ๆ ท่าน ๆ จะมีอายุมากขึ้นอีกคนละ 1 ปี พูดง่าย ๆ คือ แก่ขึ้นไปอีก 1 ปี แน่นอนที่สุด ไม่มีใครอยากแก่ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2540 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล ร่วมกับบริษัทดีทแฮลม์ ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง "สวยผิว สวยสุขภาพ" ซึ่งผู้เขียนได้รับเกียรติให้บรรยายในหัวข้อเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก ผู้เขียนจึงอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ คร่าว ๆ ที่ได้บรรยายในวันนั้น ลงมาเป็นตัวหนังสือในใกล้หมอ ฉบับที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้นะคะ อาจจะมีทั้งสิ้นประมาณ 2-3 ตอนจบค่ะ เราลองมาค้นหาคำตอบของเคล็ดลับเรื่อง "สวยผิว สวยสุขภาพ" กันดีกว่านะคะ
แสงแดดกับผิวสวยของฉัน

แสงแดดประกอบด้วย พลังงานคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังพื้นโลก จะถูกกรองไว้ส่วนหนึ่งโดยชั้นบรรยากาศ ซึ่งประกอบด้วยก๊าซต่าง ๆ เช่น โอโซน และออกซิเจน ฯลฯ แสงแดดประกอบด้วย

1. รังสีอัตราไวโอเลตเอ (UVA) เป็นรังสีที่มีพลังงานต่ำ เป็นรังสีที่ ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีของผิวหนังมากขึ้น
2. รังสีอัตราไวโอเลตบี (UVB) เป็นรังสีที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิด การไหม้ของผิวหนัง ความเข้มของรังสี จะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์และพื้นโลก
3. รังสีอินฟาเรด (infrared) เป็นรังสีที่ให้พลังงานความร้อน
4. แสงที่ช่วยในการมองเห็น (visible light) เป็นแสงสว่างที่ทำให้ เกิดการมองเห็น

ปัจจุบัน มลพิษทางอากาศจะมากขึ้น ความหนาของชั้น บรรยากาศจะลดลงไปเรื่อย ๆ เราจึงมีโอกาสได้รับอันตรายจางรังสีอัตราไวโอเลตมากขึ้น ในฤดูร้อน ดวงอาทิตย์จะอยู่ใกล้พื้นโลกมากกว่าฤดูหนาว ดังนั้นความเข้มของแสงในฤดูร้อนจึงมากกว่าฤดูหนาว

การอาบแดดดีจริงหรือไม่ ?

การที่คนเรานิยมการอาบแดด ตามชายหาดริมทะเล หรือริมสระว่ายน้ำ เพื่อให้มีผิวสีแทน หรือสีน้ำผึ้งนั้น แนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะแสงแดดก่อให้เกิดอันตรายกับผิวหนังหรือเป็นปัจจัยเสริม ทำให้โรคผิวหนังบางอย่างกำเริบขึ้นได้ ได้แก่

  1. มะเร็งผิวหนัง ชนิดสแควร์มัสเซล และเบซัลเซล ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ หน้าผาก จมูก ริมฝีปาก หลังมือ เป็นต้น เนื่องจากตำแหน่งนี้ จะโดนแสงแดดได้บ่อยกว่า
  2. ฝ้า, กระ เป็นปัญหาโลกแตก จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
  3. ริ้วรอยเหี่ยวย่น
  4. กลากน้ำนม คือ รอยด่างขาวเป็นดวง ขอบเขตไม่ชัดเจนมักพบที่บริเวณใบหน้า พบบ่อยในเด็กวัยเรียน ในผู้ใหญ่ พบในผู้ที่ตากแดดมาก หรือชอบว่ายน้ำเป็นประจำ ไม่ใช่โรคติดต่อ
  5. โรคที่ไวต่อแสงแดด เช่น เอส แอล อี (S.L.E.) เป็นโรคท๊อปฮิตในหน้าหนังสือพิมพ์ จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้เพราะเคยเขียนถึงในใกล้หมอฉบับก่อน ๆ มาแล้ว ฯลฯ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมของผิวหนัง

แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. ความเสื่อมของผิวหนังตามวัย พบได้ประมาณ 30% แน่นอนที่สุด เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ย่อมหลีกหนีความเสื่อม สภาพต่าง ๆ ของร่างกายไปได้ไม่พ้น ผิวหนังก็เช่นเดียวกัน ย่อมจะต้องมีความเสื่อมสภาพตามวัยที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะในเพศหญิง มักจะเกิดจากสาเหตุหลักใหญ่ ๆ คือ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ความเสื่อมสภาพผิวหนังตามวัยนี้ จะมีผลต่าง ๆ ดังนี้คือ

1.1 ชั้นหนังกำพร้า (epidermis)
เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรค ภายนอกเข้าสู่ร่างกาย รักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง และรักษาอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ เมื่อมีอายุมากขึ้น ชั้นหนังกำพร้านี้จะเริ่มบางลง เกิดแผลถลอก อักเสบ แผลเปื่อย ผิวหนังบาง ทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

1.2 ชั้นหนังแท้ (dermis)
ประกอบด้วย เส้นเลือด เส้นประสาท ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันคอลลาเจน เมื่อมีอายุมากขึ้น ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน จะลดจำนวน ลดขนาดลง ทำให้เหงื่อออกลดลง และผิวจะแห้งมากขึ้น นอกจากนี้ เส้นผม เส้นขนก็จะลดขนาดและจำนวนลง ทำให้เส้นผมบางลง เล็บก็จะเปราะบางแตกหักง่าย

1.3 ชั้นไขมัน (subcutaneous)
ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยลดแรงกระทบกระแทกแก่ ร่างกาย เมื่อมีอายุมากขึ้น ชั้นไขมันที่บริเวณส้นเท้าจะบางลง ทำให้ส้นเท้าแตกได้ง่ายขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ชั้นไขมันที่บริเวณสะโพก เอว ต้นขา ใต้คางจะหนามากขึ้น ทำให้ต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหารให้มากขึ้น

2. ความเสื่อมของสภาพผิวหนังจากสิ่งแวดล้อม พบได้ประมาณ 70% เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดความเสื่อมของผิวหนัง เพราะพบ ได้ถึงประมาณ 70% ดังนี้

2.1 แสงแดด เป็นสาเหตุที่สำคัญมาก เป็นตัวการที่ทำให้บางท่านเกิด อาการแก่ก่อนวัยอันควร จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยง หาทางป้องกันที่ดีที่สุด
2.2 สารเคมี ควันพิษต่าง ๆ ปัจจุบัน สังคมเมืองหลวง เมืองใหญ่ต่าง ๆ ล้วนเต็มไปด้วย สารเคมีควันพิษ มลพิษ กันแทบทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพของผิวหนังได้เช่นเดียวกัน
2.3 ความร้อน
2.4 ความอ้วน แน่นอนที่สุด คนอ้วนย่อมดูมีอายุมากกว่าคนผอม ดังนั้น เราจึงควรรักษารูปร่างไว้ให้พอเหมาะพอดี อย่าตามใจปากมากเกินไปนะคะ
2.5 การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การที่เราสูบบุหรี่มาก ๆ ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือกาแฟ บ่อย ๆ เป็นประจำ ย่อมบั่นทอนสุขภาพ ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพทางผิวหนังได้เช่นเดียวกัน ถ้าเราหันมาดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด หรือดื่มน้ำผลไม้แทน จะเป็นการดีกว่ามาก

ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ ใครทนแดดได้มากกว่ากัน ?

พบว่าคนที่มีผิวขาวจะมีอัตราเสี่ยงต่อการที่ผิวหนังถูกทำลาย โดยแสงแดดมากกว่าพวกคนที่มีผิวสีเข้ม ยิ่งคนที่มีผิวสีเข้มมากขึ้นเท่าใด จะยิ่งทนต่อแสงแดดได้มากขึ้น จะสังเกตเห็นพวกคนนิโกรที่มีผิวสีดำมาก ๆ (เวลายิ้มหรือยิงฟันขาวตัดกับสีผิวเป็นอย่างมาก) จะทนแดดได้ดีกว่าคนผิวขาวมาก คนที่มีผิวดำจะไม่รู้สึกว่าผิวมีการเปลี่ยนแปลงเลย จนกระทั่งอายุ 40-50 ปี เพราะฉะนั้น จะแก่ช้ากว่าคนผิวขาวมาก

ทำไมผิวหน้าของเราจึงดูโรยราอย่างรวดเร็ว

การที่ผิวหน้าของเรา ๆ ท่าน ๆ ดูแก่กว่าวัยอันควร เป็นเพราะสาเหตุจากการถูกแสงแดดบ่อย ๆ วันละเล็กวันละน้อย เป็นเวลานานหลาย ๆ ปี ซึ่งแสงแดดจะค่อย ๆ ทำลายเซลล์ผิวหนัง และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทำให้สูญเสียการจัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ผิวหน้าจึงเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นขึ้น
วิธีสังเกตง่าย ๆ ให้ลองเปรียบเทียบผิวหนังบริเวณที่ถูกแสงแดดบ่อย ๆ เช่น ใบหน้า แขน หลังมือ เปรียบเทียบกับผิวหนังบริเวณที่อยู่ในร่มผ้า จะพบว่าผิวหนังบริเวณที่ถูกแสงแดดบ่อย ๆ จะมีผิวหยาบกระด้าง ริ้วรอยเหี่ยวย่น และมีจุดกระสีดำ หรือน้ำตาลเข้มมากกว่าบริเวณในร่มผ้า

ความเสื่อมสภาพผิวหนังที่ถูกทำลายจากแสงแดด

1. กระ (mottled hyperpigmentation) คือจุดสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม กระจายอยู่ทั่วไปในบางคนจะเห็น ชัดเจนมาก

2. ริ้วรอยเหี่ยวย่น (wrinkles) ในที่นี้ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงรอยตีนกาเป็นอันดับแรก ลองยิ้ม แยกเขี้ยวยิงฟัน แล้วหันมามองคนใกล้เคียงที่บริเวณหางตา ถ้าเห็นเป็นรอยขีดที่มุมหางตาใช่แล้ว นั่นละตีนกามาเป็นฝูงเลย นอกจากนี้ยังมีริ้วรอยเหี่ยวย่น ที่บริเวณหน้าผาก ข้างแก้ม มุมปาก ต้นคออีกต่างหาก เฮ้อ! กลุ้มใจจัง

3. ผิวหยาบกระด้าง (roughness) เอามือลองลูบตามผิวหนังดู จะรู้สึกว่าถ้าเริ่มแก่แล้ว ผิวจะแห้ง หยาบกระด้าง ผิวสากไม่เนียนเรียบ แล้วลองเปรียบเทียบดู ถ้าเอามือลูบตามผิวหนังของเด็กวัยละอ่อน จะรู้สึกว่าต่างกันชัดเจน เพราะผิวของเด็กเขาจะนุ่มละมุนละไมผิวเนียน เรียบมาก ไม่สากเหมือนของ เรา ๆ ท่าน ๆ เลยนะคะ

4. ผิวหย่อนยาน (laxity) ลองเอามือจับผิวหนังดึงตั้งขึ้นมา แล้วปล่อยมือผิวหนังจะดีด กลับตัวคืนที่ได้เหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว แล้วลองเปรียบเทียบดูกับ ถ้าไปดึงผิวหนังของ คุณตา คุณยาย แล้วปล่อยมือ ปรากฏว่า กว่าผิวหนังของคุณตา คุณยาย จะดีดกลับเข้าที่เหมือนเดิมจะพบว่า ใช้เวลานานมาก ยืดยาดหย่อนยานชักช้ามาก

เคล็ด (ไม่) ลับที่ทำให้ 50 ยังแจ๋ว

มีง่าย ๆ แต่บางคนว่าทำได้ยาก ดังต่อไปนี้ คือ "5 อ."

1. อาหาร
ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คือ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่ให้สะอาดเพียงพอ ควรดื่มน้ำเปล่า วันละ 6-8 แก้ว สิ่งที่ควรงดละเว้นเป็นอย่างยิ่งคือ เหล้า เบียร์ ชากาแฟ บุหรี่ ถ้างดเสียได้ ก็จะแก่ช้าลงอีกหน่อยนะคะ

2. อากาศ
ถ้าเลือกเกิดได้ เลือกสถานที่ทำงานได้ เลือกที่พักอาศัยได้ ให้ อยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ สดชื่น สูดอากาศดีทุก ๆ วัน ก็จะชะลอความแก่ได้ แต่ในความเป็นจริง ยิ่งในสังคมเมืองหลวง แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ มีแต่มลพิษในอากาศ เพราะแวดล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ทั้งตึก ทั้งบนถนน รถไฟฟ้า รถลอยฟ้า รถราง รถใต้ดิน เพราะฉะนั้น ควรปลีกวิเวกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนสาธารณะ (ซึ่งไม่ค่อยจะมี) กันบ้างนะคะ

3. ออกกำลังกาย
"อ" ตัวนี้สำคัญมาก และมักจะเป็น "อ" ที่ทุกคนเกี่ยงที่จะ ปฏิบัติตัวมากที่สุด จริง ๆ แล้ว ควรถือเป็นหน้าที่เพราะการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เป็นเครื่องชะลอความแก่ได้เป็นอย่างดี เป็นยาขนานเอก หรือยาวิเศษ ยาอายุวัฒนะที่แท้จริง การออกกำลังกายที่ดี คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (aerobic) คือ ให้หัวใจเต้นเร็วที่สุดในแต่ละบุคคลตามสภาพร่างกายตามวัยของคน ๆ นั้น ให้นานประมาณ 20-30 นาที ถ้าทำได้ประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะถือว่าใช้ได้ดีทีเดียว ได้แก่ การวิ่งเหยาะ ๆ แบบจ้อกกิ้ง การเดินเร็ว ๆ การถีบจักรยาน การว่ายน้ำ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้ จะทำให้มีสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) หลั่งออกมาในสมอง จะทำให้รู้สึกคึกคัก กระปรี้กระเปร่า ร่าเริง และมีอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ ไม่เชื่อลองทำดูนะคะ แต่ถ้าท่านเป็นผู้อาวุโส สูงวัยแล้ว ควรยกเว้น การออกกำลังกายจำพวก กระโดดโลดเต้นมาก ๆ หรือยกน้ำหนักมาก ๆ เช่น ยกดัมพ์เบลล์ต่าง ๆ

4. อารมณ์
คนที่หัวเราะง่าย ยิ้มง่าย มองโลกในแง่ดี ย่อมดูสดใส ปิ๊ง กว่า คนที่เอาแต่หน้าบูด ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด โมโหง่าย จะตายเร็วนะท่าน ในยุคไอเอ็มเอฟเช่นนี้ เหลียวมองไปทางไหน ล้วนแล้วแต่แก่ เหี่ยวเฉาเศร้าหมองกันไปทั้งนั้น ทุกวงการเลย ดาราตลกยังตลกไม่ออก ตกงานกันไปทั้งนั้น ต้องพยายามปลงอนิจจัง ยิ้มสู้โลกต่อไป

5. เอนหลังนอน
ถ้าท่านไม่อยากแก่เร็ว ต้องพยายามนอนหลับพักผ่อนให้ มาก ๆ ประมาณวันละ 6-8 ชั่วโมง แล้วแต่บุคคล แล้วแต่วัย เพราะถ้าท่านฝืนสังขาร นอนน้อยทุกวันร่างกายก็จะร่วงโรย ใต้ตาคล้ำขึ้น สมองไม่แล่น เหี่ยวเฉาไปหมดทุกระบบ ถ้าท่านนอนหลับพักผ่อนเพียงพอรับรองว่า ใบหน้าท่านจะสดใสกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

การดูแลรักษาผิวให้สวยใสอ่อนวัย

1. หลีกเลี่ยงแสงแดด

1.1 ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 11.00-15.00 น. เพราะแสงแดดในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีรังสีอัตราไวโอเลตสูงมาก ควรหลบอยู่ในร่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยมี 2 ฤดู คือ ร้อนมากกับร้อนน้อย และในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ช่วงนี้จะร้อนสุด ๆ อยู่แล้ว ทางที่ดีควรหลบแสงแดดให้มากที่สุด
1.2 สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว ถ้าจำเป็นต้องออกไปตากแดด บ่อย ๆ แสงแดดจะได้ไม่โดนผิวหนังของเราโดยตรงนะคะ
1.3 สวมหมวกใบใหญ่ ๆ ปีกกว้าง ๆ ถือร่มเป็นประจำ หรือ ถืออะไรก็ได้มาบังแดด ไม่ให้สัมผัสกับใบหน้าของเราโดยตรง
1.4 สวมใส่แว่นกันแดดเป็นประจำ ชนิดที่กรองแสงอัตราไว โอเลตได้ จะยิ่งดีมาก ในกรณีที่จำเป็นจะต้องออกไปตากแดดบ่อย ๆ หรือต้องขับรถในช่วงเวลากลางวัน
1.5 ถ้าในกรณีคุณมีอาชีพที่ต้องตากแดดมากจริง ๆ เช่นทำ สวน ทำไร่ ทำนา ประมง ฯลฯ ควรเอาผ้ามาโพกคลุมทั้งศีรษะและใบหน้าให้มิดชิด โผล่เฉพาะจมูกกับตา จะยิ่งดีมาก

2. ทาครีมกันแดด
ปัจจุบัน มีครีมกันแดดมากมายที่วางขายกันตามท้องตลาด จะใช้ยี่ห้อไหนดี? หรือเริ่มใช้เมื่ออายุเท่าไหร่ ?
ควรใช้ยากันแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป ยากันแดด จะมีหลายชนิด มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ

2.1 ติเตเนียมไดออกไซด์ ประเภทนี้ จะใช้หลักการคล้ายกับ การสะท้อนแสง ทาแล้วจะกันแดดได้ดี เพียงแต่ทาแล้วอาจจะมีใบหน้าขาววอกไปหน่อย แต่จะกันแดดได้ดี
2.2 ซินนาเมต เป็นครีมกันแดด ชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของ พาบา (PABA-free) เพราะบางคนจะแพ้สารพาบาในครีมกันแดดได้ ครีมกันแดดในระยะหลังจึงมักไม่ค่อยจะมีสารพาบา แต่จะใช้สารพวกซินนาเมตนี้แทน
2.3 ออยล์ฟรี, โคมีโดเจนนิกฟรี (oil-free, comedogenic-free) ครีมกันแดดประเภทนี้ ทาแล้วมักจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องหน้ามัน หรือทาแล้ว มักจะไม่ค่อยเป็นสิวได้ง่าย เพราะบางคนทายากันแดดแล้วแพ้ เกิดเป็นสิวได้ง่าย

ปัญหาที่ว่าทายากันแดด เมื่ออายุเท่าไหร่ดีนั้น คงตอบ อายุตายตัวไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการดำรงชีวิตประจำวัน อาชีพ การงาน ว่าเกี่ยวข้องกับแสงแดด มากน้อยเพียงใด โดยทั่วไป ถ้าต้องออกไปตากแดดพอสมควร อาจเริ่มทายากันแดด ตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไปก็ได้นะคะ
การทายากันแดด ควรทา 1/2-1 ชั่วโมง ก่อนออกไปตาก แดด ถ้าตากแดดทั้งวัน ตอนบ่ายควรทายากันแดดซ้ำอีก 1 ครั้ง
การทายากันแดด ครั้งแรกควรเริ่มทาที่บริเวณหน้าผาก ก่อน ทดลองดูประมาณ 3-4 วัน ถ้าไม่แพ้ วันหลังถึงทาทั่วทั้งใบหน้าได้นะคะ ถ้าท่านชอบเล่นกอล์ฟ ควรทายากันแดดที่แขนด้วย

3. ทาครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น
ครีมที่ใช้ทาบำรุงผิวนั้น ส่วนใหญ่จะมีสารประกอบต่าง ๆ ที่ สำคัญ เช่น ยูเรีย กลีเซอรีน มิเนอรัลออยล์ เลซิทิน วิตามินอี ลาโนลิน ไดเมติโคน ยูเซอริน ไอโซ โพรฟิลปาล์มิเตท กรดซิตริก ฯลฯ (เขียนมากกว่านี้ เดี๋ยวผู้อ่านเวียนหัวกันเปล่า ๆ นะคะ)
ซึ่งคุณสมบัติของสารประกอบต่าง ๆ คือ จะช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นมากขึ้นกว่าเดิม เป็นอิมอยเลียนท์ (emoillient) เปรียบเสมือนตัวอุ้มน้ำ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่แห้งเหี่ยวเฉา ส่วนจะใช้ยี่ห้อไหนดี ทาอย่างไรดี ก็ขอตอบคร่าว ๆ คือ

3.1 น่าจะทาครีมหรือโลชั่นทุกครั้งหลังจากอาบน้ำ โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าท่านเป็นคนที่ชอบอาบน้ำอุ่นเป็นประจำ หรืออาบน้ำนานมาก เพราะผิวจะแห้งมาก
3.2 ยี่ห้อไหนดี ครั้งแรกลองใช้ทาเฉพาะที่ก่อน ถ้าทาไป 3-4 วัน ไม่แพ้ ก็ทาได้ทั่วไป เลือกใช้ครีมหรือโลชั่น ที่มีส่วนประกอบสำคัญของสารดังกล่าวข้างต้น ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงมาก
3.3 ถ้าท่านต้องล้างมือบ่อย ควรทาครีมบำรุงผิวที่มือด้วย
3.4 ไนท์ครีม น่าจะทาเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้าท่านชอบ นอนห้องแอร์

ทั้งหมดนี้ก็เป็น หลักการดูแลรักษาผิวให้สวยใสอ่อนวัยอยู่เสมอ นะคะ

การนวดหน้ามีข้อเสียหรือไม่

ในเรื่องของการนวดหน้า หรือขัดถูหน้าถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว ไม่แนะนำให้ท่านทำเป็นประจำ เพราะบางทีอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะบางครั้ง บางสถานที่ใช้วิธีการ นวด ขัด ถู อย่างรุนแรง ใช้สารต่าง ๆ หลายชนิด มาพอก บนใบหน้าของท่าน แล้วทำการขัดถู บางครั้งจะเกิดอาการระคายเคือง หรือแพ้สารต่าง ๆ ทำให้เกิดผื่นแพ้ขึ้นมาแทนที่ ทำให้หน้าเสีย และเสียหน้าด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทางที่ดีอย่าเสี่ยงจะดีกว่านะคะ

การลอกหน้าที่ช่วยให้ดูเด็กเบบี้เฟซเป็นอย่างไร

คือ การลอกหน้า โดยใช้กรดไตรคลออะเซติค (TCA) ใช้เฉพาะในรายที่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งควรอยู่ในมือของแพทย์เฉพาะทางผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ปัจจุบัน บางครั้งทำโดยช่างเสริมสวยซึ่งไม่มีความรู้ ทำให้การลอกหน้าโดยใช้กรดชนิดนี้เกิดเป็นผลเสียแทน เช่น หน้าบางเกินไป, หน้าดำคล้ำมากขึ้น หรือหน้าเป็นด่างขาว แผลเป็นต่าง ๆ ฯลฯ

วิธีการรักษาริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้า

1. ยาทากลุ่มกรดผลไม้ (alphahydroxy acid)
กำลังเป็นที่นิยมมาก เรียกชื่อกรดผลไม้ ย่อ ๆ ว่า "AHA" เดี๋ยวนี้ เครื่องสำอาง หลายยี่ห้อดัง ๆ จะมีส่วนประกอบของกรดผลไม้ AHA ในระดับความแรงต่ำ ซึ่งเมื่อใช้แล้ว จะช่วยให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่งขึ้น บางคนใช้ทาที่บริเวณใบหน้า หลังจากใช้แล้ว บางคนจะรู้สึกว่าหน้านิ่มขึ้น เพราะกรดผลไม้นี้ จะไปช่วยเร่งการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) แต่ถ้าจะหวังผลในแง่การลบริ้วรอยเหี่ยวย่น อาจจะต้องใช้เวลารอนานเป็นปี ๆ หรืออาจไม่เห็นผลชัดเจน เพราะกรดผลไม้ที่ระดับความแรงต่ำนั้น จะไม่มีผลในการปรับโครงสร้างผิวหนังชันลึกลงไปได้(dermis) จึงเพียงช่วยเร่งให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอก หลุดออกเร็วขึ้นเท่านั้น

2. ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (tretinoin)
สมัยก่อน ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอนี้ คือ ยาเรตินเอ (Retin-A) ซึ่งมีตัวยาเทรทิโนอิน 0.025% เป็นส่วนประกอบสำคัญ ปัจจุบันนี้มียาตัวใหม่ชื่อ รีโนวา (Renova) กำลังทำท่ามาแรง จ๊าบกว่าตัวเก่า เพราะอะไรหรือคะ

ยารีโนวา (Renova)
มีส่วนประกอบสำคัญคือ ตัวยาเทรทิโนอิน (tretinoin 0.05%) และอีมอยเลียนท์ครีม (emollient cream) ซึ่งให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหนังร่วมด้วย
ยาตัวนี้สามารถให้ผลการรักษาจากภายในโครงสร้างผิว ทั้งในผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (epidermis) และชั้นหนังแท้ (dermis) นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (US.FDA) ว่า สามารถใช้ในการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหยาบกระด้าง และเม็ดสีผิวเข้มเกิน เช่น จุดกระน้ำตาล ดำ อันเนื่องจากแสงแดดได้ผล แต่ทั้งนี้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป และควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพราะยานี้อาจจะทำให้เกิดความระคายเคือง และผื่นแดงได้บ้าง แต่ผลเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ชั่วคราวไม่นาน

3. ศัลยกรรมตกแต่ง
ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ ก่อนยุคไอเอ็มเอฟนั้น จะเป็นที่นิยมกันไม่ น้อย แต่ช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ดนี้ ปัญหาปากท้องสำคัญกว่า ทำให้การรักษาทางด้านศัลยกรรมตกแต่งลดน้อยลง เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงได้แก่
1. การกรอหน้า (laser dermabrasion, resurfacing)
2. การดึงหน้า
3. การฉีดคลอลาเจน เข้าไปใต้ผิวหนัง ฯลฯ
จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้

4. การรักษาฝ้า, กระ
จะขอแถมเรื่องการรักษาฝ้า, กระ อย่างย่อนะคะ

1. ทายา ได้แก่

1.1 กลุ่มไฮโดรควิโนน มีตั้งแต่ความเข้มข้น 2%, 3%, 4%, 5% ยากลุ่มนี้บาง ครั้งใช้ผสมกับตัวยากลุ่มสเตียรอยด์ขนาดความเข้มข้นต่ำ ๆ หรือผสมกับตัวยากลุ่มกรดวิตามินเอ ใช้ทารักษา ฝ้า กระ แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะบางครั้งจะทำให้หน้าแดง หน้าบาง เส้นเลือดฝอยขยายตัวได้ และมักจะหยุดทาไม่ได้ เพราะพอหยุดทายาแล้วมักจะกลับมาหน้าดำขึ้นได้

1.2 กลุ่มกรดอะเซเลอิค ยาทากลุ่มนี้ อาจได้ผลไม่ทันใจเท่ายากลุ่มแรก แต่ผล ข้างเคียงน้อยกว่า เพราะส่วนใหญ่หลังทาแล้วจะไม่ค่อยมีหน้าแดง หน้าไม่บางและไม่ติดยา เบื่อเมื่อไหร่อยากเลิกทาก็เลิกได้เลย แต่ช่วงระยะแรกที่ทายาอาจจะรู้สึกแสบร้อนคันบ้างเล็กน้อย แต่เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

2. การใช้แสงเลเซอร์

ใช้รักษาพวกกระจุดดำ กระเนื้อ ติ่งเนื้อ ตามคอ เป็นต้น ได้ผล ดี แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ

กระขาว (Idiopathic guttate hypomelanosis)
ชื่อภาษาไทยง่ายและสั้นกว่าภาษาอังกฤษมากนะคะ กระชนิดนี้ จะเป็นจุดวงกลมสีขาว ๆ ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-3 มิลลิเมตร มักพบที่บริเวณแขนด้านนอก ขา กระชนิดนี้เป็นกรรมพันธุ์ มักพบในเชื้อชาติจีน และแถบซีกโลกตะวันตก อายุมากขึ้นจะยิงพบกระขาวนี้เพิ่มมากขึ้น การรักษายากมาก ไม่ค่อยหาย แต่ทั้งนี้ไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้นต่อร่างกาย

และแล้ว สวยผิว สวยสุขภาพ ที่ผู้เขียนได้บรรยายให้ประชาชนผู้สนใจฟังที่ รพ.เปาโล เมโมเรียล เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 40 ที่ผ่านมานั้น ก็มาถึงตอนจบ คือ ตอนที่ 4 ในฉบับนี้ เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอให้ท่านผู้อ่านใกล้หมอทุกท่านจงมีสุขภาพร่างกาย และสุขภาพผิวหนังที่ดีโดยถ้วนหน้านะคะ

พญ.วิญญารัตน์ ตันศิริ


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600