มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 104 มกราคม 2543]


ใบหน้าที่ว่าสวย

วิลาส นิรันดร์สุขศิริ


ลองดูสิครับว่าใบหน้าใดสวยที่สุด

ตัดสินใจเสร็จแล้ว เก็บคำตอบของคุณไว้ในใจก่อน
แล้วเราค่อยมาดูกันว่า "ตา" ของคุณถึงหรือเปล่าในตอนหลัง

ผมว่าหลายๆ คนคงเป็นเหมือนผม ที่เวลานั่งดูรูปหรือดูประกวดนางงามอะไรต่อมิอะไรทั้งหลายทาง โทรทัศน์ กับเพื่อน เป็นอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ว่านางงามคนไหนสวย คนไหนไม่สวย หลายหนที่เรามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า คนนั้นจะตกรอบแรกและคนโน้นต้องได้มงกุฎ แต่พอผลออกมากลับผิดคาด เราก็จะนั่งสวดกรรมการกันจนเมื่อยปากกว่าจะหยุด

ฝรั่งเขาว่าคนจะสวย (หล่อ) หรือไม่สวย (หล่อ) อยู่ที่ตาของคนดู และว่ากันว่ามนุษย์เรารู้จักแยกแยะความสวย ตั้งแต่เป็นทารกกันเลยทีเดียว ทารกวัย 2 เดือนขึ้นไป ก็ชอบจ้องดูใบหน้าคนสวย คนหล่อ อย่างที่คุณและผมชอบจ้องดูเหมือนกัน รู้อย่างนี้แล้วคราวหลังอย่าไปทำหน้าหลอกเด็กในเปลเข้าล่ะ เดี๋ยวความจริงจะออกมาให้เสียใจเปล่าๆ

นักมานุษยวิทยา ชื่อ โดแนลด์ ซายมอนส์ ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความสวยไว้ว่า ความสวยเป็นลักษณะเฉลี่ยในประชากรกลุ่มหนึ่งๆ ฟังดูแล้ว งงๆ อยู่นะครับ ถ้าจะให้เข้าใจทฤษฎีของคุณคนนี้

เราก็ต้องนึกไปถึงกฎข้อหนึ่งของวิวัฒนาการ อย่าเพิ่งหาวครับ ทนอีกนิด ที่ว่าวิวัฒนาการของชีวิตนั้น เป็นผลมาจากการคัดเลือกลักษณะที่เป็นประโชยน์เก็บไว้ และคัดลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป ยกตัวอย่างเช่น ในประชากรกลุ่มหนึ่งมีคนมือยาวและคนมือสั้นอยู่ปะปนกัน คนมือยาวนั้นสาวได้สาวเอา ส่วนคนมือสั้นนั้นอดกินทุกทีไป พอนานวันหลายพันปีเข้า คนมือยาวก็มีโอกาสเกาะเก้าอี้ เอ๊ะ! ไม่ใช่สินะครับ คนมือยาวก็มีโอกาสอยู่รอดมากกว่าคนมือสั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ ในไม่ช้เคนมือสั้นก็จะค่อยๆ หายไป อะไรทำนองนี้แหละ

คุณโดแนลด์แกคิดว่า ตลอดช่วงวิวัฒนาการที่ผ่านมาของมนุษย์ คนที่มีหน้าตาเฉลี่ยๆ (หรือพูดง่ายๆ คือ คนหน้าโหล) นั้น มีคุณสมบัติในการอยู่รอดดีกว่า (เช่น ทำกับข้าวเก่ง ไม่จู้จี้จุกจิก และ ฯลฯ) จึงดึงดูดเพศตรงข้ามได้มากกว่าคนที่ได้แต่สวยแต่หล่ออย่างเดียว ฉะนั้นแล้วคนหน้าตาโหลๆ เรียบๆ จึงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ และมีจำนวนมากกว่าคนที่จัดว่าหน้าตาดี (ซึ่งเราคนหน้าโหล พยายามกำจัดอยู่ ฮะแอ้ม!)

ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เห็นด้วยกับคุณโดแนลด์ ก็ไม่แปลกอะไร คุณไม่ใช่คนแรกที่ไม่เห็นด้วย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ มีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งซึ่งก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับพ่อคนนี้เท่าไหร่ เลยพยายามศึกษาเรื่องความสวยโดยเน้นเฉพาะใบหน้าอย่างเดียวก่อน คนกลุ่มนี้คิดว่าอาจเป็นไปได้ที่ลักษณะชี้ความสวยเป็นของสากล และบางทีการที่เราตัดสินว่าใบหน้าอย่างไหนสวย เป็นพฤติกรรมที่เรามีติดตัวมาตั้งแต่เกิด พฤติกรรมที่ว่านี้ อาจเป็นสิ่งที่สั่งสมมาตลอดวิวัฒนาการของมนุษย์ ทำนองเดียวกับพฤติกรรมเดิน 2 ขา ของเรานั่นแหละ

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องมีพฤติกรรมที่จะเลือกว่า คนไหนสวย คนไหนไม่สวย ก็อาจเป็นเพราะลักษณะต่างๆ บนใบหน้าอาจมีความสัมพันธ์กับความพร้อมที่จะมีคู่ หรือความสามารถที่จะขยายเผ่าพันธุ์ ผมคิดว่าศาสตร์ "โหงวเฮ้ง" ของชาวจีน อาจจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระไปเสียทั้งหมด เพราะวิชาที่ว่า ก็คือการเชื่อมโยงลักษณะบนใบหน้ากับคุณลักษณะ ของเจ้าของใบหน้านั่นเอง

แต่นักวิจัยกลุ่มที่ว่านี้ไม่ได้แค่ดูหน้าแล้วให้คะแนนอย่างเดียว เขาอาศัยวิธีการ "ไฮเทค" โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าช่วย ถ้าคุณดูหนัง "คนเหล็ก 2" หรือ "จูราสสิกพาร์ค" คงยอมรับว่า เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์มีศักยภาพสูงขนาดไหน

เป้าหมายนักวิจัยที่ว่านี้ก็คือการพิสูจน์ให้ได้คำตอบว่า ถ้าความสวยเป็นแค่ลักษณะเฉลี่ยตามที่คุณโดแนลด์ว่าไว้ เราก็คงบอกไม่ได้ว่าภาพของใบหน้าซึ่งเกิดจากการเฉลี่ย เอารูปหน้าของคนที่จัดว่าสวย 10 คน สวยกว่าภาพของใบหน้า ที่เกิดจากการเฉลี่ยรูปหน้าของคนไม่สวย 10 คน ยิ่งถ้าเราใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ "ทำศัลยกรรม" แปลงให้ลักษณะบนใบหน้าเปลี่ยนไปจากภาพเฉลี่ยนั่น เราก็ต้องเห็นว่าใบหน้านั้นไม่สวยอีกต่อไป แต่หากเราสามารถบอกความแตกต่างระหว่างใบหน้าเหล่านี้ได้ ย่อมแสดงว่าความสวยไม่ใช่แค่ลักษณะเฉลี่ยอย่างเดียว

ง. ใบหน้าเฉลี่ยของผู้หญิง
ทั้งสวยและไม่สวย

จ. ใบหน้าเฉลี่ยของผู้หญิง
ที่จัดว่าสวย

ฉ. ใบหน้าที่ได้รับการแปลงโฉม
ด้วยคอมพิวเตอร์

คิดได้อย่างนี้แล้ว เขาก็สุ่มเอาผู้หญิงอังกฤษ 60 คน (อายุ 20-30 ปี) มานั่งวางหน้าเรียบเฉยแล้วถ่ายรูป จากนั้นจึงให้กรรมการชุดที่หนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย หญิง 26 คน (อายุ 18-45 ปี) และชาย 10 คน (อายุ 19-24 ปี) ตัดสินความสวยของรูปถ่ายทั้ง 60 ใบ โดยให้คะแนนจาก 1 (ไม่สวย) ไปจนถึง 7 (สวยเริ่ด) ต่อมาก็อาศัยวิชาวสถิติเข้าช่วย เพื่อลดความลำเอียงในการแปลผล เสร็จแล้วก็กำหนดตำแหน่งบนใบหน้าเป็น 224 ตำแหน่ง เช่น ปลายจมูกเป็นตำแหน่งที่ 1 และสั่งให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เฉลี่ยเอาลักษณะต่างๆ บนใบหน้ามาวาดเป็นภาพสายเส้นดังรูป ง. ข้างซ้ายนี้ จากนั้น ก็รวบรวมข้อมูลจากใบหน้าของผู้หญิง ที่กรรมการคัดแล้วว่าสวย (คะแนนสูงๆ) จำนวน 15 คน แล้วใช้วิธีเดียวกันให้ได้ภาพลายเส้น จ. ส่วนภาพ ฉ. นั้น

เขาใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นมีดผ่าตัดทำศัลยกรรม ให้ลักษณะบางอย่างเปลี่ยนไป เช่น สันจมูกโด่งขึ้น ตาโตขึ้น อะไรทำนองนั้น ขั้นสุดท้าย เราก็เติมสีสันให้ภาพลายเส้นทั้งสาม มีผิวพรรณเป็นผู้คนอย่างที่คุณได้เห็นแล้ว ในตอนต้นเรื่อง (รูป ก. ข. และค.) แล้วให้กรรมการชุดที่สองตัดสิน กรรมการชุดหลังนี้เป็นชายและหญิง อย่างละ 18 คน อายุระหว่าง 22-46 ปี กรรมการแต่ละคนได้รับรูปเป็นคู่ๆ เช่น ก. กับ ข.,ข. กับ ค., หรือ ก. กับ ค. แล้วตัดสินว่ารูปไหนสวยกว่า

ถึงตอนนี้คุณคงอยากมั่งล่ะน่า ว่าผลเป็นยังไง คำตอบก็คือ กรรมการทั้งหญิงและชายชอบรูป ข. มากกว่า ก. และชอบรูป ค. มากกว่า ข. เท่านี้เอง เขาก็สรุปว่า ความสวยไม่ใช่แค่ลักษณะเฉลี่ย ของอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าเท่านั้น เพราะ

รูป ข. นั้นเกิดจากการเฉลี่ยของกลุ่มผู้หญิงเฉพาะที่จัดว่าสวย ส่วนรูป ก. เป็น หน้าเฉลี่ยของกลุ่มผู้หญิงทั้งสวยและไม่สวย ยิ่งไปกว่านั้นกรรมการยังชอบรูป ค. มากกว่า รูป ข. ซึ่งก็แสดงว่า ใบหน้าที่ได้รับการแปลงโฉมให้เตะตาขึ้น ก็ดึงดูดกรรมการได้ดีกว่า

เขายังใช้วิธีเดียวกันนี้กับใบหน้าของสาวญี่ปุ่นและได้ผลเหมือนกัน กับทั้งมีการให้กรรมการชาวอังกฤษตัดสินใบหน้าของสาวญี่ปุ่น ซึ่งก็ให้ผลอีหรอบเดียวกันอีก ฉะนั้น ก็ได้ข้อสรุปเพิ่มอีกว่า ลักษณะใบหน้าที่จะเรียกร้องความสนใจของคุณๆ ผมๆ นั้น เป็นลักษณะสากล พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณสวยที่กรุงเทพล่ะก็ คุณก็ยังคงสวยที่ขั้วโลกเหนือ ถึงตรงนี้กรรมการประกวดนางสาวไทย จะว่ายังไงมั่งเอ่ย

ข้อสรุปอีกอย่างหนึ่ง จากการวิเคราะห์นี้ก็คือ สำหรับผู้หญิงตะวันตกนั้นใบหน้าที่จัดว่าสวยต้องมีโหนกแก้มสูง กรามเล็ก ตาโต ระยะระหว่างปากกับจมูก และปากกับคางสั้น

ผมมานั่งนึกดู บางทีในอนาคตเราอาจไม่ต้องให้สาวๆ เดินนุ่งน้อยห่มน้อยประกวดขาอ่อนบนเวทีกันอีก แต่หันมาให้สาวๆ แต่งชุดอยู่กับบ้านเดินผ่านเครื่องสแกนแบบเดียวกับที่คุณ ต้องเดินผ่านเครื่องตรวจอาวุธที่สนามบิน จากนั้นก็ให้ข้อมูล ผ่านเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แปลผลออกมาเป็นค่าความสวย แถมถ้าทำดีๆ ก็อาจจะจำแนกได้ว่า อวัยวะตรงไหนเป็นของแท้ ตรงไหนเป็นของเทียมตัดปัญหายุ่งยากได้อีกด้วย แต่คิดอีกที ถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆ เราคงหมดโอกาสที่จะเห็นบรรดาเสี่ยทั้งหลาย ไปนั่งน้ำลายหกริมเวทีเสียเท่านั้น

เก็บความจากงานวิจัยเรื่อง FACIAL SHAPE AND JUDGEMENTS OF FEMALE ATTRACTIVENESS โดย D.I.PERRETT,K.A.MAY, และ S. YOSHIKAWA ในวารสาร NATURE, VOL.308 หน้า 239-242.


ขอบคุณหนังสือ UPDATE ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600