มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 สิงหาคม 2537]


...ของแถมที่มากับอกสวยด้วยซิลิโคน เรื่องราวซึ่งสาวอยากสวยไม่ควรพลาด...

สาวๆ ที่อยากจะเสริมทรวงอก ฟังทางนี้


โตงเตง
ปัจจุบันนี้สาวคนใด ที่ไม่พอใจกับสิ่งที่ "แม่ให้มา" ก็สามารแต่งเติมเสริม จนเป็นที่ติดตาตรึงใจได้ แต่ต้องคำนึงถึงปัญหาบางอย่าง ที่อาจจะมาตามมา เพราะว่าขณะนี้ ในสหรัฐอเมริกาพบว่า สาวๆ ที่ผ่าตัดเสริมทรวงอกด้วยวิธีซิลิโคน กำลังตื่นกลัวกับโรค "ออโตอิมมูน" (เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติ ของระบบภูมิคุ้มกัน ที่ร่างกายผลิตแอนติบอดีมาต่อต้านเนื้อ

เยื่อของตนเอง) ที่เกิดขึ้นกับคนส่วนหนึ่งที่ได้รับการผ่าตัดเสริมทรวงอก รัฐบาลจึงห้ามการผ่าตัดฝังหรือสอดใส่อะไรก็ตามเข้าร่างกายเกือบทั้งหมด เพราะยังสงสัยว่ามันปลอดภัยหรือเปล่า ผู้ผลิตหลายราย ก็ยังพัวพันอยู่กับปัญหานี้ และขณะนี้ยังไม่มีคำตอบว่า ซิลิโคนเป็นตัวต้นเหตุของความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ และถ้าใช่ล่ะ มันจะมีกลไกอย่างไร

หลังจากที่เริ่มมีการเสริมทรวงอกมากว่าสามสิบปีแล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มศึกษาหาคำตอบถึงสิ่งที่สงสัยกันอยู่ โดยขอให้หญิงนับหมื่นคนเข้าร่วมโครงการผ่านทางคลินิกทั่วประเทศ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้รับการเสริมทรวงอกมาแล้ว การศึกษานี้อาจใช้เวลาหลายปี แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่า การฝังซิลิโคนกับโรคออโตมินมูนสัมพันธ์กันหรือไม่

ในขณะเดียวกัน ทางห้องปฏิบัติการก็ไม่รอช้า ที่จะศึกษาดูว่าตัวซิลิโคนมีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตหรือไม่ แต่ดูท่าว่าจะมีลางไม่ค่อยดีซะแล้ว เพราะนักภูมิคุ้มกันวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า ไม่มีสารใดหรอกที่อยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรกับเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะตรงข้ามกับที่ศัลยแพทย์บอกกับคนไข้ของตน ซิลิโคนอาจจะทำปฏิกิริยากับร่างกายและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จนเกิดการอักเสบได้ในบางราย แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่า การตอบสนองอันนี้จะนำไปสู่ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน อย่างร้ายแรงได้หรือไม่

ปราศจากการควบคุมที่ดีพอ

หลายต่อหลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ ที่ทำไมไม่รู้จักทำการศึกษาก่อนหน้านี้ โดย นายจอห์น ไนม์ นักภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งโรงพยาบาลโรเชสเตอร์ ในมลรัฐนิวยอร์ก มีความเห็นว่า "เราควรจะรู้ถึงความปลอดภัย ก่อนที่จะเอาอะไรฝังเข้าไปในร่างกายของเรา แต่เราก็ยังอยู่ห่างไกลกับเรื่องนี้อยู่ดี"

ตอนนี้เหล่านักวิจารณ์ทั้งหลายไม่เพียงแต่โจมตีผู้ผลิตสาร ที่ใช้ในการเสริมทรวงอกเท่านั้น แต่ยังเล่นงานคณะกรรมการ อาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ที่ยอมให้ศัลยแพทย์ ผ่าตัดฝังซิลิโคนเจลกว่าสองล้านถุง โดยปราศจากการพิสูจน์ ถึงความปลอดภัยจากผู้ผลิต อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงความหละหลวม ของการควบคุมก็คือ กว่าคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา จะเริ่มออกกฎให้มีการควบคุมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในปี 2519 ธุรกิจเสริมทรวงอกก็มีมากว่าสิบปีแล้ว

การขยายทรวงอกในยุคแรกๆ เกิดจากความพยายาม ของศัลยแพทย์ชาวญี่ปุ่นและอเมริกัน ในช่วงปี 2493-2512 โดยการฉีดน้ำมันพารัฟฟินหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไป แต่ในปัจจุบันนี้ ใช้ซิลิโคนเจลหรือน้ำเกลือบรรจุในถุงซิลิโคนแทนแล้ว ผลปรากฎว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบซิลิโคนเจลมากกว่าเพราะให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ส่วนการใช้น้ำเกลือมักจะเสี่ยงต่อการรั่วและมีการเติบโตของแบคทีเรียได้

ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่รายงานถึงอาการอันไม่พึงประสงค์ ที่เกิดจากซิลิโคนต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในปี 2513 โดยหญิงที่ได้รับการฉีดซิลิโคนได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการอักเสบและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา (นี่คือสาเหตุที่ทำไมสหรัฐฯ จึงไม่อนุญาตให้ใช้การฉีดซิลิโคน) หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ก็มีรายงานออกมามากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ของซิลิโคนกับการเกิดโรคออโตอิมมูน แต่ศัลยแพทย์พลาสติก ผู้ผลิต และผู้อยากตกแต่งอีกบางกลุ่ม ก็พยายามต่อสู้ เพื่อสิทธิในการใช้สารเหล่านี้ จวบจนปี 2531 ที่คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ตัดสินใจกำหนดว่าจะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารเหล่านี้ จึงจะใช้ได้ แต่จนถึงปี 2533 แล้วก็ยังมีผู้หญิงมากกว่าแสนคน ที่เข้ารับการเสริมทรวงอก ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวก็คือ "ฉันอยากสวย มีอะไรอ๊ะเปล่า"

ความขวนขวายที่อยากจะขยายหน้าอกสิ้นสุดลงในปี 2543 เมื่อ ศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดคือ โดว์ คอร์นิ่ง ได้ปิดบังอำพรางหลักฐานที่ว่า การแตกของถุงที่เสริมไว้มีส่วนเกี่ยวพันกับความผิดปกติ ของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น ผู้ได้รับความเสียหาย ได้รับเงินชดเชย 7.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และบริษัทนี้ กำลังถูกฟ้องร้องอีกเป็นฟันๆ คดี ในปี 2535 คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ จึงห้ามใช้ซิลิโคนเจล ในการเสริมทรวงอก ยกเว้นในกรณีที่หญิงนั้นถูกตัดเต้านมออก แต่ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ในการศึกษาถึงความปลอดภัย และกำหนดให้ผู้ผลิตน้ำเกลือที่ใช้บรรจุในถุงซิลิโคน เพื่อใช้เสริมทรวงอกได้พิสูจน์ถึงความปลอดภัย แม้ว่าจะกำลังใช้กันในท้องตลาดอยู่แล้วก็ตาม

ไม่มีใครบอกได้ว่าถุงซิลิโคนจะแตกบ่อยแค่ไหน แต่ยังไงๆ มันคงไม่คงอยู่ตลอดชีวิตแน่นอน คณะกรรมการองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ จึงออกมาเตือนว่า ซิลิโคนอาจรั่วออกมาจากถุงโดยที่ถึงไม่แตกก็ได้ อย่างไรก็ตามอาการข้างเคียงต่างๆ เช่น ปวด บวม ผื่นขึ้น และอ่อนเพียง ที่เกิดขึ้นในบางรายก็ไม่เกี่ยวข้องกับการรั่วของถุงซิลิโคนที่ตรวจพบ

ในระยะหลังนี้มีผลงานตีพิมพ์ออกมาที่พบอาการ ของโรคออโตอิมมูนในคนที่เสริมซิลิโคน อาการเหล่านี้ได้แก่ สเคลอโรเดอมา (เป็นโรคที่ผิวหนังมีการเจริญหนาขึ้น มีรูปร่างผิดปกติไป และอาจมีผลกระทบต่ออวัยวะภายในได้) โรคปวดข้อรูมาตอยด์ และโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus) ซึ่งเป็นภาวะที่บั่นทอนและทำลายผิวหนัง ข้อต่อ ปอด หรือไต โรคทั้งสามนี้มีอาการเรื้อรัง อักเสบทั่วร่างกาย ผลสุดท้ายก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันหันมาเล่นงานเนื้อเยื่อของตัวเองโดยมิได้ตั้งใจ

การพิสูจน์ว่าการใช้ซิลิโคนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะสาเหตุของโรคพวกนี้ ในคนทั่วๆ ไปก็ยังเป็นความลับอยู่ แต่ทว่ามีหลักฐานบางอย่าง ที่ทำให้เราคิดไปว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกันก็คือ ในคนทั่วๆ ไป เราจะพบโรคเอสแอลอีและโรคปวดข้อรูมาตอยด์บ่อยกว่าสเคลอโรเดอมา ถ้าการใช้ซิลิโคนไม่มีผลกระทบใดๆ แนวโน้มอันนี้ก็น่าจะเหมือนๆ กัน ในกลุ่มที่ผ่าตัดเสริมซิลิโคน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจะพบโรคสเคลอโรเดอมาในคนกลุ่มนี้มากกว่า และเมื่อบางคนได้เอาสิ่งที่เสริมออกไป อาการของเธอก็ดีขึ้นมากในขณะที่คนอื่นๆ ยังป่วยอยู่

ซิลิโคนเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา มีโครงสร้างหลักของโมเลกุล เป็นซิลิคอนและออกซิเจน และมีโซ่ข้างเป็นสารอินทรีย์ ผู้ผลิตจะใช้สารยืดหยุ่น คือ ยางซิลิโคนทำเป็นถุงชั้นนอก ส่วนภายในอาจจะบรรจุน้ำเกลือหรือซิลิโคนเจลก็ได้ นักวิจัยพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาว (เซลล์ที่คอยลาดตระเวน เก็บกินเซลล์ที่ตายหรือติดเชื้อ) มีแนวโน้มที่จะมากลุ้มรุมรอบๆ ถุงซิลิโคน แล้วหลอมรวมกันเป็นเซลล์ใหญ่ที่มีหลายนิวเคลียส และมีอนุภาคของซิลิโคนที่ถูกกินอยู่ด้วย เจ้าเซลล์ใหญ่นี้ จะไปสำแดงฤทธิ์ที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้หญิงบางคนที่มีซิลิโคนอยู่ในตัวจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองบวม ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าเพราะซิลิโคนเป็นสาเหตุหรือเปล่า

กลไกที่ซิลิโคนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันนั้นอาจอธิบายได้ว่า ซิลิโคนเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจึงสร้างสารแอนติบอดี เพื่อต่อสู้กับเจลที่รั่วออกมา แอนติบอดีที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวจักรสำคัญ กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาก่อภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย แต่ปรากฏว่าเมื่อปี 2535 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสพบแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงกับซิลิโคน และเกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงในเด็กสองคนที่ใช้ซิลิโคนชนิดแข็ง ยังมีทฤษฏี อื่นๆ อีกที่อธิบายว่าภูมิคุ้มกันไม่ได้ถูกกระตุ้น จากซิลิโคนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากโปรตีน ที่ทำปฏิกิริยากับซิลิโคน เมื่อโปรตีนสัมผัสกับส่วนผิวของซิลิโคน มันจะคลายเกลียวออกคลุมซิลิโคนไว้ โปรตีนที่เปลี่ยนสภาพไปนี้เอง ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ถ้าเจ้าแอนติบอดีนี้สามารถทำปฏิกิริยากับโปรตีนธรรมดาโดยทั่วไปได้ และไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งแปลกปลอม และสิ่งที่เป็นเซลล์ของตัวเองได้ ก็จะกลายเป็นโรค "ออโตอิมมูน" ซึ่งไนม์อธิบายว่า "ปกติระบบภูมิคุ้มกันของเราจะมีการทำงานอย่างสมดุล สามารกำจัดผู้ที่บุกรุกเข้ามาและจะไม่ทำร้ายตนเอง มันเป็นกลไกที่ละเอียดอ่อนมาก"

ยังมีความเป็นไปได้อีกที่ซิลิโคนไม่ใช่ตัวต้นเหตุ หรือหัวโจกซะทีเดียวแต่เป็น "ตัวเอี่ยว" ที่ช่วยให้มีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา มีหลักฐานที่ช่วยสนับสนุนสมมติฐานนี้ จากไนม์และพรรคพวก เมื่อฉีดโปรตีนของวัวเข้าสู่หนู โดยฉีดซิลิโคนร่วมด้วย หนูจะมีภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อโปรตีนของวัว ที่ฉีดเข้าไปมากกว่าฉีดโปรตีนจากวัวอย่างเดียว ซึ่งนักวิจัยจากโดว์ คอร์นิ่งก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ทีมวิจัยของไนม์จึงสรุปว่า "ซิลิโคนเจลเป็นตัวสนับสนุนที่ดีเยี่ยมต่อการเกิดภูมิคุ้มกัน" แต่ นีลโรส หัวหน้าภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย จอห์นฮอบกินส์บัลติมอร์ มีความเห็นว่าการศึกษานี้น่าสนใจมาก แต่ทว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งกระตุ้น โรคออโตอิมมูน วิธีที่น่าจะทำก็คือ ต้องแสดงให้เห็นว่า การฉีดซิลิโคนในหนูทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน กับโปรตีนของตัวหนูเอง ไม่ใช่เกิดการตอบสนองกับโปรตีนของวัว คณะของไนม์จึงตั้งใจจะไขปัญหาโดยฉีดซิลิโคนเข้าไปในหนู ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์ ซึ่งโรคนี้ ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีเนื้อเยื่อที่อุดมไปด้วยโปรตีนคอลลาเจน ดังนั้นเมื่อฉีดคลอลาเจนและซิลิโคนที่ผสมกันแล้วหนูเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์ ก็แสดงว่าซิลิโคนกระตุ้นการเกิดการอักเสบของข้อจากโรคออโตอิมมูน

คำอธิบายเกี่ยวกับการอักเสบบริเวณที่ทำการฝังซิลิโคน ก็เหมือนการอักเสบเฉพาะที่ทั่วๆ ไป คือเป็นปฏิกิริยาเฉพาะที่ ที่ไม่กระจายไปทั่วร่างกายเหมือนกับโรคออโตอิมมูน แต่ถ้าการอักเสบเฉพาะที่นี้เกิดขึ้นเรื้อรังเป็นเวลาหลายปี จะสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายได้หรือไม่นั้น โรสเองก็ยังไม่มั่นใจ

สัญญาณอันตราย

ตามทฤษฎีแล้ว เซลล์ภูมิคุ้มกันใกล้ๆ บริเวณที่ฝังซิลิโคน จะหลั่งสาร "ไซโตไคน์" เป็นจำนวนมาก สารนี้เป็นสื่อกลาง คอยส่งสัญญาณติดต่อระหว่างเซลล์ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย การอักเสบไม่ใช่ความผิดปกติและเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า เป็นเวลานับสิบปี ก็คงจะไม่เป็นการปกติแน่นอน การอักเสบเฉพาะที่อย่างเรื้อรังรอบๆ การฝังซิลิโคนชนิดแข็งโดยเฉพาะบริเวณข้อมือก็มีให้เห็นกันได้ และถึงแม้ว่าการอักเสบเฉพาะที่จะทำให้เกิดความเจ็บปวด และกระดูกบริเวณที่มีการฝังเสื่อมลง แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า การอักเสบเฉพาะที่กระตุ้นให้เกิดความผิดปกติแบบออโตอิมมูน เหมือนกับการเสริมทรวงอก โรสก็เลยคาดว่า อาจจะเป็นเพราะซิลิโคนเจลมีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ และทำปฏิกิริยาได้ง่ายกว่าซิลิโคนชนิดแข็งหรืออาจจะเป็นเพราะ ตำแหน่งที่เสริมเป็นหน้าอกก็ได้

มีสาวอกสวยจากการเสริมมากมายที่มีอาการปวดข้อ อ่อนเพลีย เป็นผื่น และต่อมน้ำเหลืองโต แต่ไม่มีความผิดปกติ ของระบบภูมิคุ้มกันอย่างจำเพาะเจาะจง เช่น โรคเอสแอลอี หรือโรคสเคลอโรเดอมา นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากสถาบันวิจัยสคริบส์ ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งนำโดย อิง แทน ได้ทดสอบหญิง 24 คน ที่มีอาการเหล่านี้ พบว่า 17 คนมีแอนตินิวเคลียร์แอนติบอดี ซึ่งเป็นแอนติบอดีชนิดหนึ่งที่เกี่ยวพันกับโรคออโตอิมมูนมี 7 คน ที่มีอาการโรคสเคลอโรเดอมา ซึ่งโรคผิวหนังชนิดนี้ปกติจะพบได้เพียง 9 คน ในล้านคน นอกจากนี้ยังพบว่า 7 ใน 13 คนของผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน แต่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคออโตอิมมูนหรือไม่ มีออโตแอนติบอดี และยังมีการศึกษาอื่นอีกที่พบว่าบางคนมีระดับแอนตินิวเคลียร์แอนติบอดีสูง แต่ไม่ปรากฎอาการใดๆ

การศึกษาของแทน พอจะแปรผลได้ว่า ออโตแอนติบอดี เป็นสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า ผู้หญิงคนนี้ในเวลาต่อมา อาจเป็นโรคออโตอิมมูนได้ หรือเป็นสิ่งบอกว่า ซิลิโคนก่อให้เกิดกลุ่มของอาการออโตอิมมูน นอกจากนี้คนที่ถุงซิลิโคนเกิดแตกออกจะเกิดอาการของโรค ได้เร็วกว่าธรรมดา ยังมีการศึกษาพบว่า มีแอนติบอดีอีกชนิดหนึ่งที่ต่อต้านเนื้อเยื่อร่างกายของหญิงที่เสริมซิลิโคน การศึกษานี้ทำในหญิง 46 ราย ที่มีอาการเจ็บปวดหรืออ่อนเพลีย พบ 35 เปอร์เซ็นต์ที่มีแอนติบอดีต่อคอลลาเจน 26 เปอร์เซ็นต์ มีแอนติบอดีต่อคอลลาเจนไทป์วัน ซึ่งเป็นคอลลาเจน ที่เกี่ยวกับการเกิดแผลเป็น ที่มักจะเกิดขึ้นรอบๆ บริเวณที่ฝังซิลิโคน มีหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มควบคุม (กลุ่มคนปกติ) เท่านั้นที่มีแอนติบอดีชนิดนี้สมมติฐานของทฤษฎีนี้ก็คือ ถ้าการฝังซิลิโคนกระตุ้นให้เกิดโรคออโตอิมมูน สิ่งแรกที่เห็นก็คือปฏิกิริยาต่อต้านรอบๆ บริเวณที่ฝังจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

แทนก็เลยบอกว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ ระบุให้ได้ว่าคนกลุ่มไหนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ออโตแอนติบอดีเป็นตัวบ่งบอกถึงโรคออโตอิมมูน หญิงคนใดที่มีแอนติบอดีชนิดนี้ก็ควรจะเอาสิ่งที่ฝังไว้ออกไป ยังมีวิธีที่สามารถบอกได้ถึงการรั่วของซิลิโคนเจล โดยการใช้แมกเนติเรโซแนนซ์หรือภาพอัลตราซาวนด์ แทนก็เลยชี้ให้เห็นว่าเจ้าถุงซิลิโคนที่ใช้นี้มักจะเสี่ยงต่อการรั่ว เพราะผู้ผลิตไม่มีการควบคุมคุณภาพที่ดีพอ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็อาจจะตรวจสอบเพื่อหาหญิงที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรม ที่จะเป็นโรคออโตอิมมูนและจะเป็นโรคได้เร็วขึ้นด้วยการกระตุ้นของซิลิโคน ถ้าเป็นกรณีเช่นนี้ก็ควรจะเอาซิลิโคนที่ฝังไว้ออก

การทดสอบแบบอุดมคติของการเสริมซิลิโคนก็คือ ติดตามศึกษากลุ่มของหญิงที่ได้รับการผ่าตัด เปรียบเทียบกับหญิงปกติ ตั้งแต่ตอนที่ผ่าตัดเป็นเวลาสิบปีหรือมากกว่านั้น แต่มีหญิงอีก เป็นล้านคนที่อยู่ในความหวาดกลัวต่ออันตราย นักระบาดวิทยาจึงควรจะต้องศึกษาแบบย้อนหลัง ในหญิงที่มีอาการแล้วด้วย

ในขณะเดียวกันนักวิจัยผู้สนับสนุนว่า โรคออโตอิมมูนอาจเกิดจากการเสริมทรวงอก ก็ได้ให้กำลังใจกับผู้ที่ไหนๆ ก็เสริมไปแล้วว่า ถ้าไม่มีความผิดปกติอะไรก็เก็บมันไว้เถอะ เพราะการผ่าตัดเอาซิลิโคนออกยิ่งเป็นการเสี่ยงมากกว่าเก็บมันเอาไว้ อย่างไรก็ตามก็ยังมีสาวอีกเป็นหมื่นๆ คนที่รีบไปเอาสิ่งแปลกปลอมเสริมไว้ที่หน้าออกออกโดยด่วน ขณะที่ธุรกิจการเสริมทรวงอกก็ยังคงดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

แปลและเรียบเรียงจาก The trouble with implants
โดย Susan Kstz Miller
จากนิตยสาร New Scientist, 26 June 1993

สุวรา วัฒนพิทยกุล


ขอบคุณหนังสือ UPDATE ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600