มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 316 มิถุนายน 2541]

ฟันซี่น้อยๆ ต้องคอยดูแล

ท.ญ.วิริยา ออประยูร


คำถามนี้เป็นคำถามฮิตคำถามหนึ่งค่ะที่หมอได้ฟังเสมอมา บางรายมาเริ่มถามตั้งแต่ตัวเองเริ่มท้องด้วยความที่อยากให้ฟันของลูก ที่อยู่ในท้องสวย บางรายมาถามตั้งแต่ลูกยังเล็กเลย เพื่อหวังผลในอนาคต ฟันลูกจะได้สวย เอาละค่ะเห็นทีวันนี้หมอจะต้องเฉลยให้ทราบกันเลยดีกว่า

มาเริ่มกันตั้งแต่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์เลยค่ะ ฟันของลูกในท้องนั้นจะเริ่มสร้างเป็นหน่อฟันเล็กๆ ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้เพียง 6 สัปดาห์ ดังนั้นอาหารที่คุณแม่ ทานเข้าไปนั้นจึงไปมีผลช่วยให้ฟันของลูกดีด้วย ระยะที่ลูกอยู่ในท้องนี้ถ้าคุณแม่ได้รับอาหาร แร่ธาตุ และแครอรี่ไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นกับฟัน และอวัยวะอื่นๆ ของลูกได้

คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วนและเพียงพอ ต่อความต้องการ โดยมีหลักการง่ายๆ ดังนี้

  1. อาหารพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่ว ควรรับประทานมากขึ้น จากที่เคยรับประทานอยู่
  2. วิตามิน แร่ธาตุจากผักใบเขียวและผลไม้ ควรรับประทานมากขึ้น ที่สำคัญคือ แร่เหล็กที่มีมากในเนื้อและตับ
  3. อาหารพวกแป้ง น้ำตาล ข้าว ขนมหวานต่างๆ ให้รับประทานเท่าเดิม
  4. ไขมัน ควรลดลงในรายที่มีสะสมเพียงพอแล้ว
  5. น้ำควรได้รับเพิ่มขึ้น
  6. นมสดควรดื่มให้มาก อย่างน้อยต้องให้ได้วันละ 2 แก้ว

ทีนี้เราจะมากล่าวถึงเด็กที่คลอดออกมาแล้ว โตพอที่จะทานอาหารต่างๆได้ เราจะให้ลูกทานอะไรดี ฟันของลูกจะได้สวย ไม่ผุกร่อนไป

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับการเกิดฟันผุว่าจริงๆ แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร ฟันผุเกิดจากการที่เราแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้มีแผ่นคราบฟัน (Plaque) ติดต่ออยู่บนตัวฟัน แผ่นคราบฟันนี้ จะมีเชื้อจุลินทรีย์อาศัยอยู่มากมาย ทีนี้ถ้าเรารับประทานอาหารพวกแป้ง และน้ำตาลเข้าไป เชื้อโรคนี้ก็จะสร้างกรดได้จากแป้งและน้ำตาลเหล่านั้น และกรดนี้เองที่ไปกัดกร่อนฟัน ทำให้เกิดฟันผุขึ้น จะเห็นได้ชัดว่า ปัญหาฟันผุเกิดจากการที่เราทานแป้งและน้ำตาลเข้าไป แต่อย่างที่ทราบอยู่แล้วว่า ในแต่ละวันเราก็ยังจำเป็นต้องทานแป้ง และน้ำตาลบ้างเพื่อเป็นพลังงานแก่ร่างกาย

แล้วทำอย่างไรดีที่จะให้ทานแป้งและน้ำตาล แล้วมีโทษต่อฟันน้อยที่สุด เรามาแยกพิจารณาเป็นข้อๆ ดีกว่าค่ะ เพื่อให้เข้าใจง่าย

  1. เกี่ยวกับลักษณะของอาหาร ถ้าเป็นชนิดที่เหนียวติดฟันนาน ผลร้ายต่อฟันก็จะยิ่งหนัก เช่น พวกท้อฟฟี่, กะละแม, ตังเม พวกนี้อันตรายต่อฟันมาก

  2. เกี่ยวกับการรับประทานในมื้อหรือนอกมื้อ การับประทานแป้ง และน้ำตาลในมื้อนั้นมีผลเสียต่อฟันน้อยกว่าทานนอกมื้อ พูดง่ายๆ คือถ้าทานในมื้ออาหารเรายังทานพร้อมกับข้าว, ผัก, เนื้อสัตว์ต่างๆ ผสมคลุกเคล้า หรือบางครั้งทานกับน้ำแกงจืดเป็นต้น ก็จะทำให้ความเข้มข้นของกรดที่จะทำลายฟันลดลง

  3. เกี่ยวกับความบ่อยครั้งในการทานแป้งและน้ำตาล มีผลร้ายยิ่งกว่าปริมาณของการทานแป้งและน้ำตาลเสียอีก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น น้ำอัดลม ถ้าทานเพียง 1 ขวด แต่นั่งจิบทีละนิดทีละหน่อยจะมีผลร้ายต่อฟันมากกว่า การดื่มรวดเดียวให้หมด

ในเด็กนั้นอาหารที่ควรเลี่ยงที่สุดคือ ลูกอม ท้อฟฟี่ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม มีผลเสียต่อฟันมากจริงๆ ค่ะ พวกลูกอมต่างๆ นอกจากมีน้ำตาลมากแล้วยังอยู่ในปากของลูกนานด้วย ส่วนน้ำอัดลมนั้นนอกจากมีน้ำตาลแล้วยังมีกรด (ที่เป็นเหตุให้น้ำอัดลมซ่า) ด้วย คุณพ่อคุณแม่คงเห็นภาพได้เลยว่าจะทำให้ฟันผุได้มากขนาดไหน ดังนั้นหากรักลูกก็คงต้องใจแข็งกับเรื่องเหล่านี้ หมอเองก็มีลูก 2 คนแล้ว ทราบดีถึงความลำบากในข้อนี้ เพราะเด็กกับขนมหวาน เป็นของที่แยกกันยาก แต่หากเราพยายามหลอกล่อบ้าง หรือถ้าลูกโตจนหลอกยากแล้วก็ให้ทานน้อยที่สุด (ตามด้วยการบ้วนปากหรือแปรงฟัน) ก็จะเป็นการดี

เมื่อลูกกินอาหารได้หลายชนิด สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพิ่มมากขึ้นก็คือการดูแลรักษาฟัน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ที่จะติดตามเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และสิ่งวิเศษที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ จะทำให้กับฟันของลูกได้ไม่มีอะไรเกิน "การแปรงฟัน" ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาว่ากันถึงเรื่องการแปรงฟันให้ลูกดีกว่า

ตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกของลูกเริ่มขึ้นมา หมอได้แนะนำไปแล้วว่า ให้ใช้วิธีเช็ดฟันด้วยน้ำต้มสุกอุ่นไปก่อน ทีนี้พอลูกอายุครบ 1 ขวบ เราจะต้องเริ่มแปรงฟันกันละค่ะ

เริ่มจากการหาซื้อแปรงสีฟันให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ คงได้พบเห็นโฆษณาแปรงสีฟันเด็กกันมากมายหลายยี่ห้อ แต่เราจะเลือกอย่างไรดีล่ะ ให้ได้แปรงที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเรา หลักเกณฑ์ง่ายๆ เริ่มจากด้ามแปรงก่อนนะคะ ด้ามแปรงของเด็ก ควรมีขนาดใหญ่จับถนัดมือ และข้อสำคัญต้องเป็นแบบด้ามตรง ส่วนหัวแปรงนั้นบางยี่ห้อก็ค่อนข้างใหญ่บางยี่ห้อก็เล็ก เราควรเลือกโดยดูว่าความยาวของหัวแปรงควรจะขนาดประมาณฟัน 3 ซี่ของลูก และนอกจากนี้ที่เราต้องเลือกเป็นพิเศษคือ ขนแปรงต้องอ่อนนุ่มค่ะ

ส่วนยาสีฟันนั้นหมอคิดว่าเลือกดูที่เป็นยาสีฟันสำหรับเด็ก รสชาติจะได้ไม่เผ็ดร้อนจนลูกทนไม่ได้ และควรมีส่วนผสม ของฟลูออไรด์อยู่ด้วย

คราวนี้ก็มาเริ่มแปรงฟันให้ลูกกันนะคะ เริ่มจากบีบยาสีฟัน เพียงเล็กน้อยขนาดประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวก็พอ ส่วนท่าทางในการจะแปรงฟันให้ลูกก็คือ ให้ลูกนอนกับพื้น ศีรษะหนุนตักคุณพ่อหรือคุณแม่ โดยหันหน้าไปทางเดียวกัน ทั้งผู้แปรงและเด็ก ถ้าแปรงที่ฟันบนก็ให้เด็กเงยหน้ามากหน่อย ส่วนวิธีการในการขยับมือจะไม่เหมือนกับการแปรงฟันผู้ใหญ่ ในเด็กนั้นให้ขยับแปรงไปมาสั้น ๆ ในแนวนอน โดยให้ขนแปรง ตั้งฉากกับตัวผิวฟัน ขยับมือไปมาประมาณ 20 ครั้งต่อฟันทุก 3 ซี่

การแปรงฟันถ้าจะให้ทั่วถึงควรทำเป็นระบบ คือเริ่มจากแปรง ที่ด้านติดแก้มก่อนโดยให้เด็กกัดฟันไว้เพื่อที่มืออีกข้างของผู้แปรง ที่ไม่ได้ถือแปรงอยู่จะได้ใช้ดันแก้มออกไปให้พ้นไม่ให้แปรงไปกระแทก เริ่มแปรงโดยไล่มาตั้งแต่ฟันด้านบน ด้านหลังสุดมาข้างหน้า จนไปสิ้นสุดที่ฟันหลังอีกข้างหนึ่ง แล้วจึงแปรงด้านติดแก้ม ของฟันล่างในลักษณะเดียวกัน

ต่อมาจึงแปรงด้านติดลิ้น ให้ลูกอ้าปากกว้างๆ ด้านติดลิ้นนี้ จะแปรงยากสักหน่อย ถ้าเป็นฟันกรามด้านในหากขยับแปรงไปมาไม่สะดวก อาจใช้วิธีวางแปรงโดยให้ขนแปรงสัมผัสฟันในแนวตั้ง แล้วดึงออกในทิศทางออกจากคอฟันไปปลายฟัน ถ้าเป็นฟันหน้าด้านติดลิ้น ก็ให้ใช้วิธีลากแปรงออกจากปากโดยถูจากคอฟันไปยังปลายฟันเช่นกัน ส่วนการแปรงก็ควรเริ่มจากฟันบนแล้ววนไปฟันล่างเช่นกันเพื่อกันการหลงลืม ต่อมาจึงแปรงที่ด้านบดเคี้ยว โดยให้ขนแปรงตั้งฉากกับหน้าตัดของฟัน ขยับมือไปมาสั้น ๆ

เมื่อแปรงเสร็จจึงให้เด็กบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบที่สุดควรตามด้วยการใช้เส้นใยขัดฟัน (ไหมขัดฟัน หรือ Dental floss) ซึ่งวิธีการใช็ก็คือ ดึงเส้นใยมา 1 ฟุต แล้วผูกเป็นวงกลมโดยเอาปลาย 2 ข้างมาผูกปมตายเข้าด้วยกัน แล้วจึงค่อยๆ สอดเข้าไปด้านที่ฟัน 2 ซี่มาชิดกันเข้าไปจนผ่านขอบเหงือก ลงไปเล็กน้อยให้รอบฟันซี่หนึ่งพร้อมทั้งขยับเส้นใยขึ้นไปด้านบดเคี้ยว แล้วทำซ้ำที่เดิมแต่โอบรอบฟันอีกซี่ที่ชิดกันอยู่

เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทำความสะอาดฟันลูก ซึ่งวิธีการที่ว่านี้อาจจะเข้าใจได้ไม่แจ่มแจ้งเท่าสาธิตกับฟันจริง หากมีข้อสงสัยก็ปรึกษาทันตแพทย์อีกทีนะคะ

หมอขอย้ำว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องแปรงฟันให้ลูกเอง หรือแปรงตามหลัง จากที่ลูกแปรงเสมอ เพราะเด็กจะพร้อมที่จะแปรงเองได้สะอาดต่อเมื่อแกอายุ 7 ขวบขึ้นไป ซึ่งหลัง 7 ขวบนี้เราก็ยังคงต้องตรวจเป็นระยะว่า ลูกแปรงได้สะอาดหรือไม่ดูๆ ก็คล้ายกับจะเป็นเรื่องยุ่งยากและเป็นภาระสำหรับเรา แต่หมอรับรองค่ะว่าคุ้มมาก ๆ กับการที่ลูกจะได้มีฟันสวย แข็งแรงไม่ต้องผุ ปวด เด็กจะทรมานมาก

ถ้าท่านผู้อ่านได้มาอยู่ในจุดที่หมอเป็นอยู่ซึ่งต้องพบเห็นเด็กมากมาย เจ็บปวดทรมานกับเรื่องฟันแล้วละก็ท่านคงเห็นว่าเรื่องแปรงฟันให้ลูกนี้ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่จำเป็นต้องทำให้ลูกจริงๆ ค่ะ

ท.ญ.วิริยา ออประยูร


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600