มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



 สุขภาพฟันของเด็กวัยก่อนเข้าเรียน


วัยทารกถึงวัยก่อนเข้าเรียน [1-3] เป็นช่วงที่เด็ก จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเปรียบเหมือนการปูพื้นฐานที่ดี เพื่อให้เดืกมีสุขภาพแขืงแรงมีการพัฒนาที่สมบูรณ์โดยเฉพาะสุภาพของช่องปาก และฟันคุณพ่อคุณแม่ควรหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพฟันของลูกเสียแต่เนิ่นๆ

ปกติเด็กแรกเกิดจะยังไม่มีฟันอาหารหลักที่ได้รับจะเป็นน้ำนมแม่ การดูแลทำความสะอาดในช่องปากของลูก ควรเริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น ใช้สำลีที่สะอาดหรือผ้ากอซชุบน้ำหมาดๆ เช็ดเหงือกและลิ้นทุกครั้งหลังให้นม ขณะทำความสะอาดแม่อาจจะอุ้มลูกไว้บนตักหรือวางบนโต๊ะ เพื่อให้มองเห็นในปากของลูกได้ชัดเจน

ฟันของลูกจะขึ้นเมื่อไร

ฟันน้ำนม [primary teeth] มีทั้งหมด 20 ซี่
ซี่ที่จะขึ้นก่อนคือ ฟันล่างซี่กลางหน้า ขึ้นเมื่ออายุ 6- 10 เดือน หลุดเมื่อ 6-7 ขวบ
เรียงตามลำดับด้วย ฟันบนซี่กลางขึ้นเมื่ออายุ 8-12 เดือน หลุดเมื่อ 6-7 ขวบ
ฟันซี่ข้าง ขึ้นเมื่ออายุ 9-13 เดือน หลุดเมื่อ 7-8 ขวบ
ฟันกรามซี่แรก ขึ้นเมื่ออายุ 13 -20 เดือน หลุดเมื่อ 9 -11 ขวบ
ฟันซี่เขี้ยว ขึ้นเมื่ออายุ 16-22 เดือน หลุดเมื่อ 9-12 ขวบ
และฟันล่างจะขึ้นก่อนฟันบนเล็กน้อย

ขณะที่ฟันกำลังขึ้นพ้นเหงือก เหงือกจะระบมและบวมเล็กน้อย เด็กอาจมีน้ำลายไหลมากกว่าปกติและหงุดหงิดทานอาหารน้อยลง นอนไม่ค่อยหลับ วิธีที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น ทำได้โดยการใช้ช้อนเล็กๆ แช่น้ำเย็น มาคลึงบริเวณเหงือกหรือให้กัดยางนิ่มๆ ที่ทำสำหรับเด็กที่ฟันกำลังขึ้น หากมีอาการเจ็บมากควรพามาพบแพทย์ เพื่อสั่งยาทาเหงือกที่ผสมยาชาอ่อน ช่วยระงับอาการเจ็บได้ เมื่อฟันขึ้นมาพ้นเหงือกแล้วอาการเหล่านี้จะหายไปเอง

เมื่อฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นแล้ว ควรแปรงฟันให้ลูกทุกครั้ง หลังป้อนอาหารและก่อนนอน เพื่อขจัคราบแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อฟัน เพราะฟันน้ำนมทั้ง 20 ซี่ มีความสำคัญต่อการเคี้ยวอาหาร การพูดออกเสียงและบุคลิกภาพของลูก รวมทั้งยังทำหน้าที่รักษาพื้นที่ไว้ ให้ฟันแท้ที่จะขึ้นมาภายหลัง

การเลือกแปรงสีฟันสำหรับเด็ก ควรเลือกขนแปรงนิ่มหัวแปรงมน และมีขนาดเล็กปัจจุบันหาซื้อได้ง่ายถ้าสังเกตุเห็นว่า ขนแปรงบานออกควรเปลี่ยนอันใหม่ประมาณทุก 3 - 4 เดือน

เด็กในวัย 1-3 ขวบ จำนวนมากติดนิสัยดูดนมขวดจนหลับไป เป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุอย่างรุนแรงตั้งแต่เด็ก ในน้ำนมมีน้ำตาลธรรมชาติ ที่เรียกว่า แล็กโทส [lactose] และน้ำผลไม้หรือของเหลวที่มีส่วนผสมของน้ำตาล จะถูกแบคทีเรียในปากของเด็กย่อย และผลิตน้ำกรดออกมาทำลาย โดยเฉพาะที่เด็กนอนหลับน้ำลายจะช่วยเจือจางน้ำกรดจากแบคทีเรีย จะมีปริมาณลดลง ลิ้นของเด็กจะกักให้ของเหลวหรือน้ำนม สัมผัสกับฟันบนเท่ากับฟันถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นหากเด็กติดขวดนมก่อนนอนควรใส่น้ำเปล่าไว้ในขวดให้ดูด

วิธีป้องกันฟันผุ

ผลการทดลองเป็นเวลาหลายปียืนยัน ฟลูออไรด์ช่วยลดการเกิดฟันผุ ได้ถึง 65% ขณะที่ฟันของเด็กกำลังพัฒนาได้รับฟลูออไรด์ ซึ่งซึมเข้าไปในผิวฟันและเป็นส่วนประกอบอยู่ในฟันไปตลอดชีวิต ในเมืองไทยยังไม่มีการเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่ม เด็กอาจได้รับฟลูออไรด์ไม่เพียงพอกับการเสริมสร้างฟันและป้องกันฟันผุ

ทันตแพทย์จึงแนะนำให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์ชนิดเม็ดหรือน้ำ โดยแบ่งความเข้มข้นตามอายุยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ก็จำเป็นสำหรับเด็ก โดยให้เริ่มบ้วนปาก ด้วยน้ำยาผสมฟลูออไรด์ เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป

พ่อแม่ควรเริ่มสอนให้ลูกแปรงฟัน โดยให้จับแปรงสีฟันตอนอายุ 2 ขวบ ให้ลูกเลียนแบบพ่อแม่ พออายุ 4 - 5 ขวบ ก็สามารถแปรงฟันเองได้ แต่อาจไม่ค่อยสะอาด ดังนั้นพ่อแม่ควรตรวจและช่วยแปรงซ้ำให้ จนกระทั่งลูกอายุได้ 8 ขวบ ซึ่งจะสามารถแปรงได้สะอาด ควรใช้ยาสีฟันครั้งละน้อยๆ ในเด็กอายุ 3 ขวบ ใช้ยาสีฟันเท่าเม็ดถั่วเขียวก็พอแล้ว

ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการพาลูกไปตรวจฟันครั้งแรกคือ ก่อนอายุ 2 ขวบซึ่งฟันน้ำนมยังขึ้นไม่ครบ 20 ซี่ ยิ่งเริ่มไปตรวจเร็วก็ยังมีประโยชน์ ในการช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพในช่องปาก อย่ารอจนกระทั่งลูกมีอาการปวดฟัน แล้วจึงพาไปหาทันตแพทย์ พ่อแม่และคนเลี้ยงควรพูดให้ลูกรู้สึกว่า ทันตแพทย์เป็นหมอที่ใจดี และช่วยดูแลรักษาฟันของลูก ให้แข็งแรงลูกจะมีฟันสวย

ครั้งแรกไปพบทันตแพทย์จะตรวจฟันและเริ่มทำความสะอาดฟัน หรือเคลือบฟลูออไรด์เป็นการเริ่มต้นง่ายๆ การเล่นสมมติ ระหวางพ่อแม่และลูกว่า เป็นหมอฟันกับคนไข้ก็เป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับลูก ก่อนไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก การนัดคนไข้เด็กส่วนใหญ่จะนัดในเวลาเช้า ซึ่งเด็กรู้สึกสดชื่นและมักให้ความร่วมมือดี

เด็กวัยก่อนเข้าเรียน ควรได้รับการดูแลสุขภาพฟัน ตั้งแต่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่เต็มปาก หากสังเกตุเห็นความผิดปกติ หรือสงสัยว่า ฟันจะผุ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกไปพบทันตแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยให้ลูกมีอาการปวดฟันหรืออักเสบจนแก้มบวม ไม่ยอมรับประทานอาหาร แล้วจึงไปพบหมอฟัน เพราะจะทำให้เด็กมีประสบการณ์ที่ไม่ดี

ท.ญ.ดร.ชมพูนุท จิตรปฏิมา



[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 22 ฉบับที่ 329 สิงหาคม 2542 ]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600