มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 311 มกราคม 2541]

น้องหนูแรกคลอดจนเริ่มมีฟัน

ท.ญ.วิริยา ออประยูร


คุณแม่ (โดยเฉพาะคุณแม่ของลูกคนแรก) บางทีก็แทบจะทำอะไรไม่ถูก ตั้งตัวไม่ติด ไม่รู้จะจัดการกับลูกอย่างไร โดยเฉพาะกับเรื่องในปากแล้ว บางคนลืมให้ความสำคัญกับจุดนี้ไปเลย ในฐานะของหมอฟัน ก็เลยขอเขียนถึงสักหน่อย คุณแม่จะได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกไงคะ

หลังจากที่ลูกคลอดออกมาแล้ว ไม่ว่าจะคลอดเองหรือผ่าท้องคลอด คุณแม่ทุกคนจะยังเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียอยู่ ช่วงนี้จึงยังไม่ขอเน้นเรื่อง ในช่องปากของลูกนะคะ ขอให้คุณแม่ใจจดใจจ่ออยู่กับการพยายาม ให้ลูกดูดนมแม่ก่อน เพราะเรื่องของการให้นมแม่นี้ ต้องอาศัยความพยายาม และความตั้งใจอย่างมาก ก็ไม่ใช่เด็กทุกคนนี่คะ ที่จะออกมาปุ๊บก็ดูดนมแม่ได้เก่ง คล่องแคล่ว จากประสบการณ์ของตัวเอง และที่พบเห็นจากคนรอบข้าง ทำให้ได้ทราบว่า เด็กแต่ละคนมีนิสัยต่างกัน บางคนออกมาปุ๊บ ดูดนมแม่ได้ไม่มีร้อง ไม่มีโยเย ให้ดูดก็ดูดแทบจะตลอดเวลา ซึ่งเด็กประเภทนี้ถือว่า ประเสริฐสุดค่ะ เพราะเต้านมของคุณแม่ เมื่อได้รับการกระตุ้นจะผลิตน้ำนมออกมาได้อย่างรวดเร็ว คุณแม่ก็สบายไป ไม่เครียด ยิ่งไม่เครียดก็ยิ่งมีน้ำนมมากเป็นวงจรที่ดี

แต่เด็กอีกประเภท คือ จะดูดนมไปร้องไห้ไป จะเพราะไม่ถนัด หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ (แก่ยังบอกไม่ได้นี่คะ) แกจะโยเยมาก ดูดไม่ได้สักที ดูดไปร้องไป ยิ่งหิวก็ยิ่งร้องโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง เด็กที่เป็นอย่างนี้คุณแม่ต้องมีความอดทนเป็นเลิศ ต้องใจเย็นๆ ครั้งนี้ดูดไม่ได้ ครั้งหน้าก็ลองใหม่ จนในที่สุดเด็กจะดูดได้ และคุ้นเคยขึ้นเรื่อยๆ เห็นไหมคะเล่ามาเท่านี้ ท่านผู้อ่านคงนึกภาพออก ถึงความโกลาหลเบื้องต้น นี่เฉพาะเรื่องกินอย่างเดียวค่ะ ยังไม่รวมถึง เรื่องนอนไม่เป็นเวลา เพราะเด็กเพิ่งลืมตาดูโลกใหม่ๆ แกต้องปรับตัวมาก ยังไม่รู้เวลา ไหนยังเรื่องขับถ่ายอีกสารพัดค่ะ ดังนั้นขอแนะนำว่า ให้ผ่านพ้นช่วงการปรับตัวนี้ไปเสียก่อน คิดว่าประมาณ 1-2 อาทิตย์ คงจะเรียบร้อย คราวนี้เราค่อยหันมาสนใจเรื่องช่องปากกันบ้าง

ในเด็กเล็กเพิ่งคลอดออกมา ส่วนใหญ่ยังไม่มีฟัน (ที่ใช้คำว่าส่วนใหญ่ เพราะเราพบว่ามีส่วนน้อยมาก ที่เด็ก เกิดมาพร้อมกับมีฟันบางซี่ในปาก ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องพบทันตแพทย์ เพื่อปรึกษาเป็นราย ๆ ไป) เมื่อเด็กมีแต่เหงือก, ลิ้น บางคนจึงเข้าใจว่า ยังไม่ต้องไปสนใจในปาก ซึ่งความคิดนี้ผิดค่ะ เด็กยังไม่มีฟันก็จริง แต่เด็กจะต้องได้รับนม น้ำผ่านทางช่องปาก ดังนั้นจึงอาจมีคราบน้ำนม หรือเชื้อโรคต่างๆ สะสมได้ ถ้าเราไม่สนใจที่จะทำความสะอาดให้ลูกเลย เมื่อหมักหมมนานๆ บางรายเกิดเชื้อราในช่องปากและลิ้น สังเกตง่ายๆ คือ ลิ้นเด็กมีฝ้าขาวเกาะติด บางรายมีฝ้าขาวตามสันเหงือก, กระพุ้งแก้มด้วย ถ้าเกิดจากเชื้อรา เด็กจะเจ็บมาก ดูดนมก็เจ็บ ร้องโยเย

ดังนั้นการทำความสะอาดช่องปากทารกเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เรามาดูวิธีการกันว่าทำอย่างไร

ก่อนอื่นให้เตรียมน้ำต้มสุกอุ่นใส่ถ้วยเล็กๆ ไว้ และให้ใช้ผ้ากอซ พันที่นิ้วชี้ของเรา ถนัดขวาก็พันที่นิ้วชี้ขวา เอาลูกนอนที่ตัก ให้ศีรษะลูกอยู่ที่แขนซ้ายของเรา แล้วก็เอานิ้วชี้ที่พันผ้ากอซไว้ จุ่มลงในน้ำต้มสุกอุ่น เสร็จแล้วใช้นิ้วนั้นเช็ดให้ทั่วช่องปากลูก เริ่มจากสันเหงือกบน-ล่าง, กระพุ้งแก้มซ้าย-ขวา แล้วจบด้วยที่ลิ้นของลูก ผ้ากอซจะช่วยกวาดเอาเศษนม, คราบต่างๆ ออกมาด้วย และแน่นอนค่ะ เด็กส่วนใหญ่จะร้องทันทีที่เริ่มทำ เราก็ต้องยอมให้ร้องค่ะ แต่ไม่แข็งขืน หรือบังคับมาก ใหม่ๆ จะร้องแต่ถ้าเราทำให้แกประจำด้วยอารมณ์แช่มชื่น เด็กจะรู้ว่าสิ่งนี้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป ให้เช็ดอย่างน้อยวันละครั้ง ก่อนนอน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเป็นวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้ากับก่อนนอน สิ่งที่ลูกจะได้ นอกจากแกจะไม่ต้องเป็นโรคเชื้อราในช่องปากแล้ว ลูกจะเคยชิน กับสภาพปากที่สะอาด ทำให้เมื่อโตอีกหน่อยลูกจะยอมรับการแปรงฟันได้ง่ายขึ้น เพราะติดใจสภาพปากสะอาดซะแล้ว ลองทำดูนะคะไม่ยากเลยค่ะ

เมื่อเราเลี้ยงลูกไปสัก 5-6 เดือน ท่านผู้อ่านคงรู้สึกว่าชักจะคุ้นเคยกันแล้ว ลูกจะน่ารักขึ้นทุกวัน เริ่มสบตาเรา, ชันคอได้, พลิกคว่ำหลิกหงายเองได้, นั่งได้ ความสุขที่มาพร้อม ๆ กับความเหน็ดเหนื่อยนั้นคุ้มค่าค่ะ มาถึงช่วงที่ลูกอายุได้ 5-6 เดือนนี้ คุณแม่ที่ทำความสะอาดช่องปาก ให้ลูกเป็นประจำคงเริ่มสังเกตเห็นว่า ในปากของลูกชักจะมีสิ่งแปลกๆ เกิดขึ้นแล้ว ก็ที่สันเหงือกล่างด้านหน้านั่นเองที่เริ่มจะนูนๆ ถ้ากดดูจะพบว่า มีก้อนแข็งๆ คมๆ อยู่ข้างใต้ นั่นคือ ฟันหน้าล่างของลูกกำลังจะโผล่มา อวดโฉมนั่นเอง ที่คนสมัยก่อนเรียกซะน่ารักว่า "ดอกไม้บาน" ไงคะ ฟันน้ำนมซี่แรกของลูกมักจะขึ้นเมื่อลูกอายุ 5-6 เดือน แต่ทุกอย่าง ก็ย่อมมีข้อยกเว้นได้ คือ คุณพ่อคุณแม่บางคนถึงกับตกใจ เพราะลูกอายุเพียง 3-4 เดือน ฟันก็โผล่แล้ว อย่างนี้เป็นเรื่องที่พบได้เสมอ

หรืออีกประเภทคือ คุณแม่อุ้มลูกซึ่งอายุ 7 เดือนมาให้หมอตรวจถึงที่คลินิก เพราะร้อนใจว่าทำไมป่านนี้แล้วลูกยังคงมีแต่เหงือก ไม่เห็นฟันโผล่ขึ้นมาซะที อย่างนี้ก็พบได้ค่ะ อายุการขึ้นของฟันเป็นเรื่องที่แตกต่างกันไปได้มาก แต่โดยเฉลี่ยนั้น คือเด็กอายุ 6 เดือนฟันน้ำนมซี่แรกมักจะขึ้น และถ้าคุณแม่ช่างสังเกตจะเห็นว่า ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 2 ซี่ อยู่กึ่งกลางพอดี ฟันหน้าล่างที่ขึ้นมานี้ ใหม่ๆ อาจจะห่างหรือเกบ้างนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรค่ะ ปัจจุบันคุณแม่ยุคใหม่พัฒนาขึ้นมาสนใจฟันลูกมากขึ้น ซึ่งหมอถือว่า เป็นเรื่องที่ดีค่ะ ที่ปัจจุบันมีคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยที่อุ้มลูกตัวน้อยๆ มาปรึกษาเรื่องฟัน เรื่องเหงือกที่คุณพ่อคุณแม่สงสัยกัน บางเรื่องฟันแล้ว ก็เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่ มีความวิตกกังวลบางเรื่องมากกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้เพราะคุณพ่อคุณแม่สนใจใฝ่รู้มากขึ้น น่าดีใจนะคะว่า ถ้าเมืองไทยมีคุณพ่อคุณแม่ที่มีคุณภาพมากๆ เมืองไทยในอนาคต คงจะมีคุณภาพมากขึ้นอีกมากมาย เอาละค่ะเข้าเรื่องการขึ้นของฟันกันต่อ

สรุปแล้วขอให้คุณพ่อคุณแม่เบาใจว่า ลูกฟันขึ้นช้าหรือเร็วไปหน่อย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติค่ะ หมอมีวิธีปลอบขวัญคุณแม่ที่กังวลมาก บางท่านอย่างนี้ คือ ถ้าลูกฟันขึ้นช้ากว่าเด็กทั่วไป ก็ขอให้คิดว่า ดีซะอีกขึ้นช้าก็ผุช้า หรือถ้าขึ้นเร็วกว่าเด็กอื่นก็คิดซะว่า ดีเหมือนกันมีฟันซี่เล็กๆ ขึ้นมาอย่างนี้ก็ดูน่ารัก ไปอีกแบบ การเลี้ยงลูกต้องมีวิธีคิดวิธีปลอบใจตัวเองเสมอค่ะ เพราะพัฒนาการของเด็กนั้นต่างกันไป บางคนช้าบางคนเร็ว อย่าพยายามเอาลูกของเราไปเปรียบกับเด็กคนอื่น เพราะลูกมีลักษณะเฉพาะของเขาเอง

เมื่อฟันน้ำนมซี่แรกของลูกโผล่ขึ้นมา นั่นเป็นสัญญาณว่า คุณแม่ต้องเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดของช่องปากให้ลูกมากๆ เพราะถึงขั้นนี้เรามิได้ทำความสะอาดเฉพาะสันเหงือก เราต้องเริ่มเช็ดฟันด้วย วิธีการก็เหมือนเดิมอยูค่ะ คือ ให้ผ้ากอซพันนิ้วชี้ของเราแล้วนำไปชุบน้ำต้มสุกอุ่น จากนั้นจึงเริ่มเช็ดให้ลูก ถ้าจะเช็ดให้ได้สะอาดทั่วถึงก็ยังควรให้ลูกนอนในตักของเราอยู่ค่ะ คราวนี้ต้องเน้นบนตัวฟันด้วยโดยถูเอาคราบน้ำนมออกให้หมด และต้องไม่ลืมเช็ดที่ลิ้นของลูกเสมอ เพราะที่ลิ้นนี้หมักหมมก็จะติดเชื้อราได้ง่ายมาก

มีข้อสังเกตจากประสบการณ์ที่หมอพบคือ การทำความสะอาดช่องปาก ให้เด็กเล็กนี้ ควรจะทำก่อนมื้อนม เพราะพบเสมอว่า ถ้าเราเอาผ้ากอซเช็ดที่ลิ้นครั้งใด ก็มักจะตามด้วยการแหวะนมของลูกเสมอ เป็นธรรมดาที่ลิ้นถูกกระตุ้นมากๆ ก็อยากอาเจียน ดังนั้นถ้าจะให้เหมาะ เราก็เช็ดฟันให้ในช่วงที่ท้องลูกไม่เต็มไปด้วยนม เพราะถ้ากินนมจนอิ่มแปล้แล้ว มาเช็ดฟันละก็ได้เรื่องทุกที นมมักจะออกมาหมดเลยจากการแหวะพรวดเดียว เด็กบางคนไม่ใช่จะทานนมได้ง่ายๆ ดังนั้นแหวะออกมาที คุณแม่แทบจะร้องไห้ทีเดียว เพราะเสียดายแทนลูกยิ่งกินยากๆ อยู่ด้วยอย่างไรก็ใช้ความอดทน หาวิธีการที่เหมาะสมกับลูกที่สุด ในการทำความสะอาดฟันในช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วคุณแม่จะภูมิใจ ยิ้มไม่หุบเมื่อวันหนึ่งมีคนมาทักว่า ฟันลูกเราสวยเหลือเกิน เ ราคงแอบนึกในใจว่า แน่ละซี!

ก็ประคบประหงมมาตั้งแต่เกิดเลยนี่ สำหรับลูกแล้วอะไรดีที่สุด เราก็ทำให้เสมอจริงไหมคะ

ท.ญ.วิริยา ออประยูร


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600