มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2541]

เมื่ออยากใช้ยากันแดด

พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง


แสงสว่างเกิดจากแสงอาทิตย์ แสงไฟฟ้า และแสงจากเตาไฟ ทั้งหมดนี้ทำให้ผิวดำได้ จะดำขนาดไหนขึ้นกับปริมาณแสง ระยะเวลาการถูกแสง และลักษณะผิวพรรณของบุคคลนั้นๆ แต่แสงที่เป็นปัญหาและหลบหลีกยาก คือ แสงแดดและตัวก่อปัญหาคือ UV ซึ่งจะมีขนาดความยาวคลื่นต่าง ๆ กัน เช่น พบว่า

แสง UV ขนาดความยาวคลื่น 320-400 nm หรือเรียกว่า UVA และแสงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (Visible light) จะกระตุ้นการกระจายตัวของสี Melanin ที่ผิวหนังให้มากขึ้น ผิวจึงดำ แต่จะเกิดการดำไม่นานมาก แล้วจะกลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนแสงขนาดความยาวคลื่น 290-320 nm หรือเรียกว่า UVB จะทำให้ผิวดำได้มากที่สุดและดำนานหลายวัน พบในผู้ที่ได้รับแสงแดดมากๆ เช่น การไปเที่ยวชายทะเล การตากแดดจะมีผลระยะยาวต่อผิว ทำให้เกิดตกกระ ฝ้า ผิวเหี่ยวบาง กระดำกระด่าง และเป็นมะเร็งผิวหนังเมื่ออายุมากขึ้น
ยากันแดดจะมีคุณสมบัติในการป้องกันแสง UV ได้ แต่จะป้องกันได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นกับคุณสมบัติของยากันแดดที่เลือกใช้

ก่อนซื้อยากันแดดให้ดูส่วนประกอบในสลากว่าเป็นสารใด

ชนิดของยากันแดดแบ่งได้ 2 แบบ คือ

  1. ยากันแสง (Sun barrier)
    เมื่อทาลงบนผิวจะทำให้แสงสะท้อนกลับออกไปทั้งหมดแสง จึงไม่มีโอกาสสัมผัสผิวหนัง เชื่อว่าสามารถกันแสงแดดได้มากกว่า 95% สารประกอบเหล่านี้ได้แก่ Zinc oxide ; Titanium dioxide ; Zirconium dioxide ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มักจะเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งในสาร 3 ชนิดนี้ ที่นิยมมากคือ Titanium dioxide ชนิดผงละเอียด แต่ทั้งสามชนิดนี้มีข้อเสียคือ เมื่อทาลงบนผิวจะทำให้เกิดสีขาวโพลน แต่อย่างไรก็ดีหลายบริษัท ได้ทำการผลิตออกมาโดยผสมในแป้งทาหน้า ชนิดที่เป็นแป้งผสมยากันแดด ซึ่งปัจจุบันมีหลายยี่ห้อ

  2. ยากรองแสง (Sunscreen)
    ยากรองแสงชนิดนี้จะรวมตัวกับชั้นขี้ไคลของผิวและก่อเป็นฟิล์มบางๆ คลุมผิวไว้ แดดจึงส่องลงบนผิวชั้นล่าง ๆ ไม่ได้ สารประเภทนี้ได้แก่

    2.1 Parabenzoic acid (PABA)
    2.2 PABA ester (Escalol)
    2.3 Benzophenone
    2.4 Cinnamate
    2.5 Salicylate
    2.6 Anthranilate

ตัวยาส่วนใหญ่จะมีสมบัติในการกรองแสง UVB เท่านั้น ยกเว้น Benzophenone และ Anthranilate ที่กรองได้ทั้ง UVA และ UVB ยากันแดดทุกชนิดจะผลิตออกมา โดยผสมกับตัวยาพื้นฐาน ได้แก่ น้ำ แอลกอฮอล์ ครีมหรือเจลก็ได้ เมื่อทายาสักครู่ ตัวยาพื้นฐานจะแห้ง คงเหลือแต่ ฟิล์มบางๆ ของตัวยาในชั้นขี้ไคล จึงออกฤทธิ์ในการกรองแสงได้

ในผลิตภัณฑ์ยากันแดดจะเขียน SPF (Sun protentive factor) ติดไว้เสมอ SPF คือประสิทธิภาพของยากันแดด
SPF 15 มีความหมายว่า เมื่อทายากันแดดแล้ว ผิวนั้นจะสามารถจะตากแดดได้นานเพิ่มเป็น 15 เท่า ของผิวซึ่งไม่ได้ทายา คือ จะลดอาการผิวไหม้เกรียมได้แม้ตากแดดนาน ๆ

การเลือกใช้ยาควรพิจารณาดังนี้

  1. เลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ถ้าต้องการแสง UVA และ UVB ควรใช้ Benzophenone หรือ Anthranilate
  2. ผู้ที่มีผิวคล้ำอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ SPF สูง
  3. ผู้ที่มีผิวขาวมากควรใช้ SPF สูง ยากันแดดในรูปน้ำ แอลกอฮอล์จะมี SPF สูงกว่าครีม และมีข้อเสียคือ ทำให้ผิวแห้ง จึงเหมาะสำรับผู้ที่มีผิวมัน
  4. ราคาไม่แพง
  5. ทาแล้วไม่เหนอะหนะ ไม่กองเป็นกระจุก
  6. ยา PABA จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้มากกว่า Benzophenone อาการแพ้จะเริ่มด้วยแสบระคายเคือง และมีผื่นแดง หรือบวมในที่สุด ผู้ที่แพ้ PABA จะแพ้สารอื่นร่วมด้วย เช่น แพ้ยาย้อมผม ยาชา ยาขับปัสสาวะและยาซัลฟา

ก่อนทายากันแดดผิวต้องแห้ง สะอาด และควรให้ยาแห้งสนิทก่อน จึงออกตากแดดได้

ข้อควรทราบ

  1. การทาครีมหรือโลชั่นทาผิวก่อนออกตากแดด จะทำให้แสง ผ่านผิวได้มากขึ้นไปอีก และไม่มีคุณสมบัติในการกันแสงใด ๆ เพราะครีมและโลชั่นทาผิวจะทำให้แสงผ่านผิวได้ดีมากกว่าเดิม
  2. Suntan Lotion ไม่มีคุณสมบัติในการกันแสงแต่อย่างใด ใช้ เพื่อเปลี่ยนสีผิวจากขาวให้เป็นสีแทนเท่านั้น

พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600