>
มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2542]

แพ้ยา

ภญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล


โดยปกติแล้ว ธรรมชาติสร้างให้ร่างกายของคนเรามีภูมิต้านทาน ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านสิ่งที่เป็นภัยต่อร่างกาย เช่น สารพิษ สิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคต่างๆ และเมื่อได้รับอันตรายแล้ว ร่างกายก็จะเตือนผู้ที่ได้รับสารนั้นด้วยการหลั่งสารหลายชนิดในร่างกาย เช่น ฮีสตามีน (Histamine) สารที่หลั่งออกมานี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น อักเสบ บวม แดง คัน และเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายนั้นออกไป

เมื่อใดที่ภูมิต้านทานนั้นทำงานผิดปกติ แม้จะได้รับสิ่งที่คนทั่วไป ได้รับแล้วไม่เป็นอันตราย เช่น ละออง เกสรดอกไม้ ยางไม้ ความร้อน ความเย็น อาหารทะเลก็ทำให้เกิดการแพ้ได้ หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ ในทำนองเดียวกัน อาการแพ้นี้เกิดจากยาก็จะเรียกว่า การแพ้ยา

การแพ้ยาไม่ได้ขึ้นกับขนาดของยา หมายถึงได้รับยาชนิดนั้น ในปริมาณมากน้อยเท่าใด ก็เกิดการแพ้ได้ทันที และไม่สามารถจะชี้ชัดได้ว่า จะเกิดขึ้นกับใครบ้าง แต่ก็อาจพบได้ง่ายในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน หรือคนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน การรับประทานยามีโอกาสแพ้ยาน้อยที่สุด ส่วนการทายา จะทำให้แพ้ง่ายที่สุด และถ้าฉีดยา โอกาสที่แพ้เกิดรุนแรง และแก้ยากที่สุด ฉะนั้นการฉีดยาบางชนิด จึงต้องทดสอบดูก่อนว่า แพ้หรือไม่

การแพ้ยาแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

1. การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดแบ่งเป็น

1.1 อะนาฟัยแลกซีส (Anaphylaxis) เป็นอาการแพ้ที่พบได้น้อย แต่ว่ารุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากหลอดลมตีบ ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ อาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้น อาจเสียชีวิตได้ ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้เช่นนี้ เช่น เพนนิซิลิน ยาฉีดทุกชนิด
1.2 อาการแพ้อื่นๆ เช่น มีอาการผื่นคัน บวม มีไข้ หอบหืด หากหยุดยา 2-3 วัน ไข้ก็จะหายไป บางครั้งอาจเกิดอาการหอบหืด คัดจมูกได้

2. การแพ้แบบทิ้งช่วง ร่างกายจะแสดงอาการหรือมีการตอบ สนองต่อยา หลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน อาการที่พบ ได้แก่ ผื่นแดงอักเสบ เม็ดเลือดขาวลดลง โลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหาร จนถึงไตถูกทำลาย

เมื่อแพ้ยาควรทำอย่างไร

  • ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นแดง คัดจมูก แน่นหน้าอก ให้หยุดยา เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน อาการเหล่านี้จะหายเองภายใน 2-3 ชั่วโมง
  • ถ้ามีผื่นคันมาก อาจให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานบรรเทาอาการได้
  • ถ้าแพ้รุนแรง หยุดยา และรีบไปพบแพทย์ ขณะส่งแพทย์ ควรทำให้ผู้ที่แพ้อาเจียน หรือให้รับประทานสิ่งที่ช่วยลดการดูดซึมของยา เช่น ยาเม็ดผงถ่าน ยาแก้ท้องเสียคาลินแพคติน

เมื่อแพ้ยาใดแล้ว ต้องจดจำชื่อสามัญทางยา ของยาที่แพ้นั้น หรือ จดใส่สมุดบันทึก ไม่ควรจำสี หรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบ่งบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซอง หรือฉลากที่ใช้ ท่านควรกลับไปขอชื่อสามัญทางยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง งดใช้ยาที่ท่านเคยแพ้ และเมื่อไปพบแพทย์ หรือซื้อยา ควรแจ้งให้ทราบว่า ท่านเคยแพ้ยาอะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้น หรือยาที่มีส่วนผสมของยาที่ท่านเคยแพ้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง กว่าที่เคยเป็นได้

ที่สำคัญคือ ไม่ควร ใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ ท่านไม่มีโอกาสทราบเลยว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วยมากต้องได้รับการรักษาด้วยยา ควรพบแพทย์ หรือขอคำแนะนำเรื่องยาโดยเภสัชกรจะดีที่สุด

ภญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600