มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอก จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2541 ]

การรักษาอาการติดเชื้อ โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ

ภญ.ยุวดี สมิทธิวาสน์


เชื่อว่า ทุกท่านคงเคยรับประทานยาปฏิชีวนะมาก่อน ยาปฏิชีวนะเป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นมา เพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อโรคแต่ละชนิดจะถูกทำลายโดยยาปฏิชีวนะต่างชนิดกัน ดังนั้นจึงต้องเลือกยาปฏิชีวนะให้เหมาะกับโรคจึงจะใช้ได้ผล ปัญหาของการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปเป็นปัญหาของบ้านเรา เช่นเดียวกับต่างประเทศที่เจริญแล้ว มีการถามตอบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในอินเตอร์เนต ซึ่งน่าสนใจ ผู้ตอบปัญหาชื่อ อลิซาเบท เมิชร์ ตอบได้ดีมาก สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้ จึงขอนำมาเสนอดังนี้

คำถาม - เราจะกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะจะได้หรือไม่ ดิฉันใช้ยาปฏิชีวนะมาเป็นเวลา 30 ปี เป็น ๆ หาย ๆ จากโรค หูอักเสบ, ไวรัส, ไซนัสอักเสบ เป็นต้น จะมีผลต่อร่างกายดิฉันอย่างไรบ้าง ?

คำตอบ - นอกจากจะใช้ยาปฏิชีวนะรักษาอาการติดเชื้อปานกลางได้แล้ว ยังอาจมีวิธีอื่น ๆ อีกที่นำมารักษาได้ ยาปฏิชีวนะไม่ได้กำจัดไวรัสจึงไม่สมควรนำมาใช้รักษาอาการเป็นหวัด หรือแพ้อากาศ การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไป หรือใช้อย่างไม่เหมาะสม จะเป็นเหตุให้เชื้อโรคพัฒนาขึ้นและดื้อยาต่อได้ ทำให้ต้องผลิตยาใหม่ ๆ ที่มีฤทธิ์มากขึ้น จึงจะรักษาได้ผล

ยาปฏิชีวนะมีที่ใช้เฉพาะเจาะจง เช่น ติดเชื้อรุนแรงหรือมีอาการมากอันอาจถึงแก่ชีวิตได้ จึงสมควรนำมาใช้ และจะใช้ได้ผลจำเป็นต้องเลือกยาให้เหมาะกับชนิดของเชื้อโรคที่บ่งชี้ว่ารักษาได้ ทางที่ดีแล้วควรจะทำการเพาะเชื้อก่อนเพื่อดูประสิทธิภาพของยาที่จะนำมาใช้ ว่าได้ผลจริง ๆ จึงนำมาใช้กับคน

จำนวนยาและระยะเวลาในการให้ยาต้องเหมาะสม เพื่อกำจัดเชื้อโรคให้ออกจากร่างกาย ให้หมดสิ้นไป ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีปริมาณยาในกระแสเลือดมากเพียงพอ ที่จะฆ่าเชื้อได้ตลอดเวลา เช่น ให้รับประทานยาวันละ 3 ครั้ง หมายถึงให้ยาทุก 8 ชั่วโมง การรับประทานยาก่อนหรือหลังอาหารก็มีส่วนสำคัญในการรักษาโรค ยาบางชนิดสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร จึงควรปรึกษาเภสัชกรก่อน

การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ๆ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อที่มีอยู่ประจำในลำไส้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเชื้อในลำไส้ บางตัวอาจมีมากเกินไป บางตัวอาจลดน้อยลง สูญเสียสมดุลไป ก็จะเกิดการติดเชื้อและมียีสต์เพิ่มขึ้น วิธีป้องกันให้รับประทานนมเปรี้ยว ซึ่งจะเพิ่มแลตโตบาซิลลัสในลำไส้ จะเป็นระหว่างหรือหลังรับประทานยาปฏิชีวนะก็ได้ การใช้ยาปฏิชีวนะซ้ำ ๆ อาจเกิดอาการแพ้ยาได้ในบางคน (Allergic Sensitivity) ประโยชน์ของมันมีมากก็จริง แต่ก็มีพิษมากเช่นกัน เช่น พิษต่อตับ, ไตถูกทำลายไป, เม็ดเลือดถูกทำลายไป หรือระบบประสาทถูกกระทบกระเทือนได้

ในกรณีของคุณ สงสัยว่าทำไมจึงได้ติดเชื้อเรื้อรังนานเช่นนั้น เป็นสัญญาณแสดงความอ่อนแอของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาจจะมีโรคแอบแฝงบางอย่างที่ไปกระทบต่อภูมิคุ้มกัน หรือได้สารอาหารไม่ครบถ้วน ความเครียดและการใช้ชีวิตอย่างผิด ๆ

คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงจะช่วยลดปริมาณ และความรุนแรงของการติดเชื้อ ตลอดจนสามารถป้องกันตนเองจากการเป็นมะเร็งได้ด้วย สารอาหารที่มีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีได้แก่ วิตามิน เอ, ซี, อี, มีทุกชนิด โฟลิคแอซิด, เหล็ก, อาหารที่ให้สารอาหารครบ ๆ เช่น ผลไม้สด, ผักสด, เมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน, ปลา ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลทรายที่ฟอกให้ขาว จะมีส่วนสำคัญต่อความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน การพักผ่อนให้เพียงพอ, การลดความเครียด และการควบคุมอารมณ์ได้ดี จะช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพ สมุนไพรที่ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้นได้แก่ เอดินาเซีย (echinacea) คล้ายฟ้าทะลายโจร, แอสตรากากัส (astragalus), ชิตาเกะ (shitake) เป็นเห็ดญี่ปุ่นที่เป็นยาได้

ภญ.ยุวดี สมิทธิวาสน์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด
มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]