มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2542]

หอบหืดยุค ค.ศ.2000


โรคหอบหืดมีแนวโน้มว่าจะพบมากขึ้น เพราะจะมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคนี้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงยากคือ มลพิษในอากาศ การเพิ่มปริมาณของโอโซนซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุ่น ควันต่างๆ และเมื่อเป็นโรคนี้แล้วผู้ป่วยมักไม่มารักษาสม่ำเสมอ จะมาโรงพยาบาลต่อเมื่อหอบมากๆ เท่านั้น รวมทั้งการใช้ยาไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ทำให้อัตราป่วย และอัตราตายของโรคหืดสูงขึ้น

ในต่างประเทศ มีรายงานว่า อัตราการเป็นโรคนี้ และอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา ข้อมูลระหว่างปี ค.ศ.1980-1990 พบจำนวนผู้ป่วยโรคหืดสูงขึ้น ร้อยละ 66 และจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 เสียชีวิตเพราะมาถึงโรงพยาบาลช้าไป เนื่องจากประเมินความรุนแรงของโรคต่ำกว่าความเป็นจริง

วงการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า โรคหืดเพราะคำว่าหอบ ซึ่งหมายความว่า หายใจเร็วกว่าปกติ เป็นอาการที่อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายติดต่อกันนานๆ จนรู้สึกเหนื่อยหอบ เมื่อหยุดพักอาการก็หายไป ไม่ได้เกิดจากโรคอะไร หรือเป็นอาการของโรคบางโรค เช่น โรคหัวใจวาย โรคปอดอักเสบ หรือโรคหืด เป็นต้น แต่คนทั่วๆ ไปจะเรียกว่า โรคหอบหืด

จากงานอบรมด้านสุขภาพอนามัยสำหรับประชาชน ครั้งที่ 203 ของภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ทำให้ทราบว่า การเกิดโรคหืดเป็นผลจากปฏิกิริยาของหลอดลมที่มีต่อสารต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารเหล่านี้ไวเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลมรัดตัว เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะออกมามากขึ้น ทำให้เกิดอาการไอหายใจลำบาก เนื่องจากรูของหลอดลมตีบลง มีเสียงวี้ดเกิดเวลาหายใจ จากการทดสอบความไวของหลอดลมในผู้ป่วยโรคหืดพบว่า ผู้ป่วยเหล่านี้ไวต่อการกระตุ้น 50-100 เท่าของคนปกติ และยังมีการอักเสบเกิดขึ้นที่ผนังหลอดลมด้วย

นอกจากนั้นสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชักนำทำให้เกิดสภาวะหลอดลมไว โดยมีความผิดปกติของยีนเป็นตัวกำหนด จึงเกี่ยวกับพันธุกรรมด้วย โรคหืดประมาณร้อยละ 40 มีประวัติการเป็นหืดในครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา เป็นต้น

ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการจับหืด เช่น

  1. อากาศเย็น บางคนมีความไวต่ออากาศเย็น ในต่างประเทศจะเห็นได้ชัดผู้ที่เป็นหืดอยู่แล้ว เมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นท่ามกลางหิมะ จะเกิดการจับหืดขึ้นมา

  2. อารมณ์ ความเครียด อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ป่วยเกิดการจับหืดได้ เชื่อว่ามีความเครียดหรืออารมณ์ มีส่วนกระตุ้นต่อประสาทเวกัส ซึ่งควบคุมหลอดลมทำให้จับหืดได้

  3. การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ผู้ป่วยหืดมักจะเกิดการจับหืด ในตอนดึกหรือเช้ามืด แต่จะสบายขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น เชื่อว่าระดับของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต อาจมีส่วนสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

  4. สารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ไรฝุ่น ละออง เกสรหญ้า ละอองเกสรดอกไม้ สปอร์ของเชื้อรา ขนสัตว์ แมลงสาบ เป็นต้น สารเหล่านี้เมื่อผู้ป่วยสูดเข้าไปจะกระตุ้นให้เกิดการจับหืดได้ ห้องที่ปูพรม หิ้งหนังสือเก่าๆ จะเป็นที่กักเก็บไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี ห้องนอนของผู้ที่เป็นโรคหืดจึงไม่ควรปูพรม และควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดส่องถึง เพื่อลดปริมาณของไร่ฝุ่นลง

ละอองเกสรหญ้า ละอองเกสรดอกไม้ สปอร์ของเชื้อราในบรรยากาศ เป็นสารก่อภูมิแพ้ ทำให้ผู้ป่วยหืดจับหืด ขนแมวและสุนัขทำให้เกิดการแพ้ และจับหืดได้ น้ำลายแมลงสาบก็เป็นสารก่อภูมิแพ้เช่นกัน

ฝุ่น ควัน และสารระคายเคือง ฝุ่นในท้องถนน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการจับหืดได้ ควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ เช่น ท่อไอเสียรถยนต์ ตลอดจนควันบุหรี่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ป่วย เกิดจับหืดได้ สารระเหย เช่น ทินเนอร์ก็เป็นตัวกระตุ้นได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางรายไวต่อการเปลี่ยนแปลงของแรงดันบรรยากาศ เช่น ฝนจวนจะตกทีไรก็จะจับหืดทันที

การออกกำลังกายหนักๆ สามารถทำให้เกิดการจับหืดได้ พบบ่อยในผู้ป่วยเด็กอาการจะไม่เกิดขึ้นในขณะออกกำลังกาย แต่จะเกิดเมื่อหยุดแล้ว แต่การออกกำลังกายพอประมาณ อาจจะไม่ปรากฏอาการ

ยา ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ทำให้ผู้ป่วยบางราย เกิดการจับหืดได้ ผู้ป่วยบางคนจะมีอาการคัดจมูกจากก้อนเนื้อโพลิป (Polyp) ในจมูกร่วมด้วย ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจเต้นผิดปกติบางชนิด อาจทำให้ผู้ป่วยหืดเกิดการจับหืดได้

สัญญาณอันตรายซึ่งแสดงว่า ผู้ป่วยหืดมีอาการรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้ ได้แก่

  1. การรู้ตัวของผู้ป่วย ผู้ป่วยถามหรือตอบคำถามไม่รู้เรื่อง
  2. ชีพจรเต้นเร็วเกิน 120 ครั้ง/นาที
  3. ชีพจรเบาในช่วงหายใจเข้า
  4. ชีพจรเต้นจังหวะผิดปกติ
  5. ใช้ยาขยายหลอดลมจนเต็มขนาด แล้วอาการหืดยังไม่ดีขึ้น
  6. ริมฝีปากเขียว เล็บเขียว

ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าผู้ป่วยหืดเข้าขั้นอันตราย ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

แนวทางการรักษาโรคหืด

เป้าหมายของการรักษาก็คือ พยายามทำให้ผู้ป่วย อยู่ในช่วงดีนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างปกติ หรือใกล้ปกติ ในผู้ที่จับหืดบ่อยและไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติได้ เป้าหมายของการรักษาก็คือ การลดความรุนแรงของโรคลง ด้วยการใช้ยาที่เหมาะสมอย่างเต็มที่ โดยทั่วไปการรักษาโรคหืด ในโรงพยาบาลจะกระทำเท่าที่จำเป็นหรือเมื่อมีอาการหนัก และมีสัญญาณอันตรายซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยหืดมีอาการรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้ เมื่อมีอาการดีพอที่จะให้กลับไปดูแลตนเองที่บ้าน ผู้ป่วยและญาติควรจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัว เพื่อปฏิบัติตนในการป้องกันและขจัดอาการเบื้องต้น

ข้อแนะนำการปฏิบัติตนต่างๆ ซึ่งควรกระทำที่บ้านอย่างเคร่งครัดได้แก่

  1. การควบคุมสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น การขจัดฝุ่นโดยเฉพาะในห้องนอนเพื่อลดจำนวนไรฝุ่น ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของการแพ้ งดสูบบุหรี่ ถ้าเกิดจากการประกอบอาชีพก็ต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่

  2. การใช้ยารักษาโรคหืด ได้แก่ ยาขยายหลอดสมส่วนใหญ่ มีทั้งชนิดกิน สูด และฉีด และยาลดการอักเสบ หรือยาอื่นๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

  3. ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เป็นระยะๆ ตามนัด ถ้ามีอาการรุนแรงอาจต้องมาพบบ่อย ถ้ารุนแรงน้อยก็นานๆ ครั้ง

  4. จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้มีฝุ่นน้อยที่สุด ห้องนอนไม่ควรปูพรม

  5. ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์และใช้ให้ถูกวิธี

  6. ออกกำลังกายแต่พอเหมาะ เช่น ว่ายน้ำ เล่นเทนนิส ฯลฯ อาจต้องสูดยาขยายหลอดลม 1-2 ครั้งก่อนออกกำลังกาย จะป้องกันการจับหืดจากการออกกำลังกายได้

  7. หลีกเลี่ยงยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดข้อต่างๆ ประเภทต้านตัวรับเบต้า เพราะยาเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดการจับหืดได้

  8. ลดความเครียด รู้จักพักผ่อนคลายเครียด ทำจิตใจให้สงบหรือฝึกสมาธิ อาจช่วยลดความถี่ของการจับหืดได้

  9. ฝึกการหายใจด้วยกระบังลม คือหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ ฝึกหายใจออกให้ช้าลง เพื่อว่าเวลาจับหืดจะได้ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหายใจขณะหายใจออก ซึ่งจะช่วยให้การตีบตัวของหลอดลมไม่มากขึ้นไปอีก หรืออาจจะลดลงได้

โรคหืดเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ บางครั้งมีอาการเรื้อรัง ลักษณะของโรคมีช่วงที่เป็นปกติ และบางช่วงที่ปรากฏอาการ ผู้ป่วยควรเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงจากตัวกระตุ้นต่างๆ หรือสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ การใช้ยา การดูแลตนเอง เพื่อลดการจับหืดให้น้อยลง

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600