มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 313 มีนาคม 2541]

ไซนัสอักเสบในเด็ก

หมอนี่


น้องๆ ครับ ช่วงนี้อากาศบ้านเราไม่รู้เป็นอย่างไรนะ เปลี่ยนแปลงกันไปได้ตลอดเวลา พลอยทำให้น้องๆ หลายคนต้องนอนกระเสาะกระแสะอยู่กับบ้านอดไปโรงเรียนเลย ก็เพราะว่าไม่ฉะบายกันยังไงล่ะ และถ้าจะพูดถึงโรคภัยไข้เจ็บชนิดหนึ่ง ก็เชื่อได้เลยว่าแทบจะทุกคนต้องคุ้นเคยกับเจ้าโรคนี้เป็นอย่างดี บางคนอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟนประจำของโรคนี้เลยก็ว่าได้

เรากำลังพูดถึงโรคหวัด โรคที่ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างสนิทชิดเชื้อ กับมนุษยชาติอย่างเราๆ กันเป็นอย่างดี แต่กระนั้นเถอะน้องๆ ก็อย่าไปหลงกลหรือไว้วางใจซะละ เพราะบางทีมันอาจตีสนิทถึงขนาดทำให้ น้องๆ ต้องป่วยเป็นหวัดเรื้อรังประเภทที่ 3 วันก็แล้ว 5 วันก็แล้วยังไม่หายซะที และท้ายที่สุดมันอาจมอบของขวัญสุดพิเศษอย่างไซนัสอักเสบให้กับน้องๆ เป็นการแถมพกอีกด้วยนา

ไซนัสอักเสบในเด็ก เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งนะครับ ที่ได้มีการพัฒนามาจากไข้หวัดธรรมดาๆ นี่แหละ บางทีหลายคน เป็นมาตั้งนานแล้วยังไม่รู้เลยว่าป่วยเป็นไซนัสอักเสบแล้ว และเจ้าไซนัสอักเสบนี่ล่ะมันมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรนะ นั่นนะซิมันคืออะไรล่ะ

โดยผู้ที่จะให้ความกระจ่างแจ้งถึงคำตอบนี้ คงต้องโยนไปให้ผู้รู้อย่าง นายแพทย์นพดนธ์ พงศ์รุจิกร กุมารแพทย์หนุ่มเลือดใหม่ แห่งโรงพยาบาลสมุทรปราการ ที่เขาผู้นี้ให้ความสนใจกับอนามัย ในส่วนของการเกิดไซนัสอักเสบในเด็กมาโดยตลอด

Q- จากการสืบเสาะเพื่อให้ทราบถึงที่มาของคุณหมอผู้นี้ก็พบว่า

หมอนพดนธ์ จบการศึกษาจากคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของหมอทุกคนที่จะต้องไปทำหน้าที่ รับใช้สังคม ด้วยการเป็นแพทย์ใช้ทุน โดยคุณหมอนพดนธ์เลือกที่จะไปใช้ทุน ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จนได้รับวุฒิบัตรในสาขากุมารเวชศาสตร์ หลังจากนั้นหมอนพดนธ์ก็มีอันต้องเกิดอาการโฮมซิกคิดถึงบ้านขึ้นมา จึงต้องทำเรื่องขอย้ายตัวเองมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน คือ ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการจนถึงปัจจุบัน

Q- จากการที่คุณหมอได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการดูแลรักษา โรคที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ และเลือกที่จะมาเป็นหมอเด็กนั้น หมอนพดนธ์ยอมเผยให้ฟังว่า

"ผมคิดว่า โรคที่เกี่ยวกับเด็กนั้น เป็นโรคที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อน คือ รักษาไม่นานเดี๋ยวก็หายและไม่ค่อย จะมีอาการเรื้อรังด้วย ส่วนขอบเขตที่ผมต้องรับผิดชอบนั้น ก็จะต้องเข้ามาดูแลคนไข้เด็กตั้งแต่ทารกแรกคลอด จนกระทั่ง เขามีอายุ 15 ปี โดยจะทำการรักษากันทุกชนิดทุกโรคที่คนไข้ ยังไม่ต้องการรับการผ่าตัด
"ซึ่งในสวนของการรักษาไซนัสอักเสบนั้น ที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็เป็นเพราะตลอดเวลาที่ผมทำการตรวจเด็กมา โรคที่พบบ่อยที่สุดก็คือ โรคหวัด ซึ่งจำนวนของคนไข้หวัดนั้นก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เป็นหวัดมาทำการรักษา แล้วก็ยังไม่หายสักที หรือว่าหายแล้วก็ไม่หายขาดเป็นซ้ำไปซ้ำมา"

Q- คิดว่าคงถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าเรื่องเข้าราว ตามเข้าไปดูในส่วนของ ไซนัสอักเสบแล้วละว่า เจ้าโรคนี้มันมีที่มาเป็นอย่างไรนะ แล้วอาการที่เรียกกันว่า ไซนัสอักเสบเฉียบพลันนั้น มันจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

"ไซนัส ถ้าจะพูดไปความหมายโดยทั่วไปของมันก็คือ โพรงอากาศที่อยู่รอบๆ โพรงจมูก จะมีหน้าที่ช่วยในการ ขับน้ำเมือกออกมาไล่ฝุ่นละออง หรือสิ่งแปลกปลอมภายในโพรงจมูก และยังช่วยให้เสียงของเรามีความก้องกังวานมากขึ้น ช่วยให้ศีรษะเราเบาขึ้น

"กรณีของไซนัสอักเสบที่พบบ่อยก็คือ เกิดจาการติดเชื้อ ในทางเดินหายใจส่วนต้น ไซนัสจะมีรูเปิดไปสู่โพรงจมูก เมื่อมีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น ก็จะทำให้บริเวณรูเปิดนั้นตีบตัน ซึ่งก็จะไม่สามารถระบายน้ำเมือกจากไซนัสออกมาได้ ทำให้มีโอกาส การติดเชื้อแทรกซ้อนเข้าไปได้

"ส่วนคำว่า เฉียบพลันนั้นก็คือ อาการที่เป็นไซนัสอักเสบ ได้ไม่นาน โดยทั่วไปถือว่าไม่น่าจะเกิน 3 เดือน โรคนี้เท่าที่พบมา ก็มีคนไข้มาทำการรักษาอยู่ไม่น้อยนะครับ เมื่อก่อนคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า เด็กเนี่ยจะไม่เป็นไซนัสอักเสบ แม้แต่ผมเองสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ อาจารย์เขาก็ยังบอกเลยว่า ไซนัสอักเสบเนี่ยเด็กๆ เขาไม่ค่อยเป็นกัน แต่เมื่อผมได้ประสบกับคนไข้จริงๆ ก็พบว่า โพรงไซนัสนั้น ได้มีการพัฒนามาตั้งแต่เด็กแรกเกิดแล้ว เนื่องจากการติดเชื้อหวัด เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดไซนัสอักเสบ ซึ่งแน่นอนเด็กนั้น พบว่าเป็นหวัดกันได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่

"ไซนัสนั้นค่อยๆ เริ่มมีพัฒนาการมาตั้งแต่เด็ก โดยโครงสร้างของไซนัสมันมีอยู่ด้วยกัน 4 คู่คือ บริเวณกระโหลกของเรา โดยคู่หนึ่งจะอยู่บริเวณแก้มคู่หนึ่ง อยู่บนหน้าผากคู่หนึ่ง อยู่ระหว่างตาคู่หนึ่งจะอยู่ลึกเข้าไป อย่างเด็กแรกเกิดนั้นก็ มักจะเจอคู่ที่บริเวณแก้มกับคู่ที่อยู่ระหว่างตา ส่วนอีก 2 คู่นั้นก็จะค่อยๆ พัฒนาในตอนหลัง โพรงไซนัส จำนวนขนาดจะเล็กกว่าผู้ใหญ่ แต่ว่าการติดเชื้อนั้น ก็เป็นไปในแบบเดียวกับผู้ใหญ่เลย

"ปัจจัยแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลันนั้น ถ้าหากละเลยไม่มาทำการรักษา ก็มักจะเกิดภาวะเรื้อรังขึ้นมาหรือไม่ก็ จะเกิดการติดเชื้อที่ลามไปถึงอวัยวะข้างเคียง อย่างเช่นลามเข้าไปถึงลูกตา หรือลามเข้าไปสู่สมองได้ ซึ่งก็อาจทำให้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

"สำหรับในส่วนความรุนแรงของโรคนั้น เท่าที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ถึงขนาดทำให้เด็กหายใจไม่ออก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของ การเป็นหวัดแล้วไม่หายซะที แต่ในแง่ของความรุนแรงนั้น ถ้าเทียบกันแล้วอาจดูด้อยกว่าโรคอื่นๆ อย่างเช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้เลือดออก ส่วนใหญ่ตัวโรคไซนัสอักเสบนี้ จะเป็นโรคที่รักษาไม่ค่อยจะหายขาด และมักจะเกิดอาการเรื้อรัง และจะรุนแรงก็ต่อเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนเข้าสู่อวัยวะอื่น"

Q- แล้วอย่างนี้จะสังเกตอาการหรือทราบได้อย่างไร ถ้าหากน้องๆ ที่น่ารักของเราป่วยไปซะแล้ว ยิ่งเดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่าเด็กๆ ก็เป็นกันไม่น้อยเหมือนกัน

"เด็กที่สงสัยว่าเป็นไซนัสอักเสบเนี่ย จะสังเกตได้ว่า โดยทั่วไปโรคหวัดในเด็กภายใน 3-5 วัน ก็มักจะหายขาดไป แต่อาการที่น่าสงสัยก็จะเป็นเด็กที่เป็นไข้หวัดนานเกิน 7-10 วัน จากการตรวจพบก็จะสังเกตเห็นว่าจะมีน้ำมูกปนหนองไหลออกมา และนี่ก็ยังไม่สามารถบอกอย่างชัดเจนได้เหมือนกันว่า เด็กจะเป็น ไซนัสอักเสบหรือเปล่า ซึ่งการวินิจฉัยที่แน่นอนก็คือ จะต้องนำคนไข้ ไปทำการ X-Ray ที่โพรงไซนัส

"ในส่วนของทารกนั้น เท่าที่ผ่านมาก็สามารถติดเชื้อได้ โดยส่วนใหญ่เด็กที่อยู่ในชุมชนที่หนาแน่นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นนั้นมาก เด็กมักจะติดเชื้อมาจากพี่น้อง หรืออย่างเด็กที่มาจากสถานเลี้ยงเด็ก ที่จะติดหวัดกันได้ง่ายมาก บางคนก็อาจติดจากคนเลี้ยงหรือคนใกล้ชิดก็ได้ ไซนัสจริงๆ แล้ว แรกเริ่มจริงๆ มันก็มาจากไข้หวัดแทบจะทั้งนั้น
"ซึ่งอุบัติการณ์โดยรวมนั้น ยังไม่สามารถระบุออกมาเป็นตัวเลขได้ ว่าเด็กไทยเป็นมากเป็นน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ผ่านมานั้นต้องบอกได้ว่าพบบ่อย ซึ่งตัวเลขที่มีคนเคยศึกษาไว้ เขาเพียงแต่บอกว่า เด็กที่มีอายุประมาณ 6-10 ปี ถ้าเป็นหวัดนานเกิน 7-10 วันจะมีโอกาสที่เป็นไซนัสอักเสบถึง 10%

Q- มีหลายคนสงสัยว่า ไซนัสอักเสบกับภูมิแพ้นั้นเป็นโรคที่คาบเกี่ยว หรือมาจากตระกูลเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งมีเรื่องของมลพิษในบ้านเรา ที่แทบจะเปลี่ยนเป็นอากาศให้เรา ๆ ได้หายใจไปซะด้วยซิ

"ไซนัสอักเสบกับโรคภูมิแพ้นั้น อาจพบร่วมกันได้ แต่มันเป็นคนละความหมายกัน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไซนัสอักเสบ ก็คือ การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น โดยอาจเกิดจาก โรคภูมิแพ้หรือว่าการว่ายดำน้ำ หรือแม้แต่การใช้ยาหยอดจมูก
"ฉะนั้นคงต้องบอกว่า โรคภูมิแพ้นั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดไซนัสอักเสบ และมักจะพบว่า 2 โรคนี้มักจะเจอร่วมกันบ่อยๆ ด้วย ซึ่งโรคภูมิแพ้นั้นจะเป็นเรื่องของความต้านทาน ส่วนไซนัสอักเสบนั้น จะเป็นเรื่องของการติดเชื้อ

"ส่วนกรณีของมลพิษนั้นจะว่าไปคงเป็นทางอ้อมนะครับ ก็อาจทำให้เกิดภูมิแพ้ทำให้เยื่อจมูกบวม จนทำให้เกิดไซนัสอักเสบตามมาได้
"ในเรื่องการติดต่อของเชื้อนั้น มันก็ไม่ได้ติดต่อโดยทางตรงหรอกครับ แต่ว่าถ้าหากมีการไอจามรดกัน ก็คงจะมีการแพร่เชื้อกันบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นไซนัสอักเสบ ไปไอจามใส่คนอื่น แล้วจะทำให้คนๆ นั้นป่วยเป็นไซนัสอักเสบคงไม่ใช่"

Q- คราวนี้มาดูในส่วนของการรักษาบ้างจะดีกว่า เพราะถ้าหากพลาดพลั้ง เสียทีจะได้มีทางแก้ทัน จะได้ไม่ต้องมาทนเป็นหวัดกันตลอดกาลเลยนะ

"การรักษานั้นถ้าหาว่ามากันตั้งแต่เนิ่นๆ การให้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่ 10-14 วันเนี่ย ก็สามารถทำให้หายขาดได้ ยกเว้นแต่กรณีที่เด็กคนนั้น จะมีปัจจัยเสี่ยงพื้นฐานของเขาเช่นว่า เป็นโรคภูมิแพ้หรือว่ามีโครงสร้าง ของจมูกที่ผิดปกติ หรือมีสิ่งแปลกปลอมในจมูก ซึ่งสิ่งแปลกปลอมที่ว่านี้ก็คือ อย่างเด็กที่ซุกซนเอาเมล็ดผลไม้ไปใส่จมูกอะไรอย่างนี้ เราก็จำเป็นต้อง เอาสิ่งนั้นออกไปก่อน

"โดยทั่วไปการรักษาไซนัสอักเสบจะทำการรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะเป็นตัวหลัก ส่วนวิธีการอื่นนั้น ก็จะเป็นเพียงแค่องค์ประกอบ ส่วนใหญ่เราจะดูผล หลังจากทำการรักษาภายใน 3 วัน โดยจะดูว่าคนไข้ตอบสนอง กับยาดังกล่าวหรือเปล่า ซึ่งบางทีเชื้อนั้นอาจดื้อยาได้ เราก็จะพิจารณา ขอเปลี่ยนยา แต่โดยทั่วไปถ้าเชื้อตอบสนอง อาการก็จะเริ่มดีขึ้นภายใน 3 วัน แล้วเราก็ให้ยาต่อไปจนครบกำหนดก็ประมาณ 14 วัน

จมูกเป็นสิ่งที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด และเรื่องของการล้างโพรงจมูกนั้น ก็จะเป็นการช่วยให้จมูกที่เราได้สูดดมกับกลิ่นกับควันต่างๆ มาตลอดวันตลอดปี นั้นมีความสะอาด จริงๆ มันก็เหมือนกับรถละ ล้างมันซะหน่อย จะได้มีลมหายใจที่ดูสะอาดขึ้น และที่สำคัญเป็นการล้างสิ่งสกปรกให้ออกไป แต่ให้คุณพ่อคุณแม่ทำให้ดีกว่านะ เชื่อถอะอย่าทำเองเลย

"การล้างโพรงจมูกนั้น สามารถทำได้เองครับ โดยการล้างนั้น จะใช้วิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเลย โดยจะใช้น้ำเกลือเพื่อการชะล้างฝุ่นละออง น้ำมูก น้ำเมือกในจมูกออกไป ซึ่งจะทำให้จมูกนั้นโล่งขึ้น และขับพวกเชื้อโรคจากไซนัสให้ระบายออกมาได้ดีขึ้น
"วิธีการล้างนั้นก็จะมีอุปกรณ์ช่วยคือ ลูกยาง ซึ่งโดยทั่วไป ใช้ในการดูดน้ำมูก หรือเสมหะในเด็ก โดยเราจะใส่น้ำเกลืออุ่นๆ ลงไปในลูกยาง ซึ่งการล้างก็จะมีกันอยู่หลายท่า อย่างท่านอนหงาย หรือว่าคว่ำหน้า ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายหน่อย โดยจะให้คนไข้คว่ำหน้า ลงไปกับอ่างล้างหน้า และบีบน้ำเกลือใส่เข้าไปในโพรงจมูก ให้น้ำเกลือมันไหลล้างเข้าไป ซึ่งถ้าหากเด็กกลืนเข้าไป ก็ไม่เกิดอาการร้ายแรงอะไร แต่วิธีการล้างนั้น อยากจะแนะนำว่า ควรจะเป็นเด็กโตสักหน่อย"

Q- มีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าหากว่าคนไข้มีอาการ ที่แสดงออกว่าไม่ได้เป็นไซนัสอักเสบออกมาให้เห็น แต่เวลามาทำการรักษาแล้วตรวจพบ มันจะเป็นไปได้แค่ไหนว่า เขาจะเป็นไซนัสอักเสบแล้ว

"ก็พบบ้างเหมือนกัน ซึ่งบางคนมีแต่ประวัติ อย่างที่เจอมานี่ บางคนมาด้วยอาการปวดหัวเฉยๆ ตรวจออกมาก็ไม่เจออะไร และไม่ได้ตรวจพบว่าน้ำมูกมีหนองด้วย บางคนก็มาด้วยอาการคล้ายๆ กับภูมิแพ้ธรรมดาๆ มีน้ำมูกใสๆ หรือบางคนแสดงอาการเป็นหวัดนานหน่อย คือ ตรวจแล้วไม่ได้พบอาการอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีการแก้นั้นเราจะใช้วิธี X-Ray เข้าช่วย
"โดยปกติไซนัสจะเป็นโพรงอากาศซึ่งจากภาพ X-Ray ที่ถ่ายออกมาจะเป็นสีดำ และส่วนที่เป็นกระโหลกนั้นจะเป็นสีขาว แต่ถ้าคนที่เป็นไซนัสอักเสบ บริเวณที่เป็นสีดำก็จะเป็นฝ้าขาวไป โดยส่วนที่เป็นสีขาวนั้นจะเป็นพวกเยื่อบุที่บวม หรือว่าเป็นน้ำมูก น้ำหนองที่อยู่ข้างใน

"และไซนัสอักเสบนั้นจริงๆ แล้วจะมีการแสดงออกมาที่อื่นด้วย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่จมูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งเวลาเป็นไซนัสอักเสบ อาการโดยทั่วไปที่แสดงออกมา ก็จะมีน้ำมูกเป็นหนองอยู่ในโพรงไซนัส เนื่องจากมันเป็นรูเปิดลง โพรงจมูกก็เลยดูเหมือนว่ามีอาการทางจมูก เช่นมีน้ำมูกจะใสหรือข้นก็แล้วแต่ ซึ่งทีนี้ถ้าหากว่าน้ำมูกนั้นมีน้ำหนองไหล แต่ไม่ได้ออกมาจากโพรงจมูกกลับไหลลงสู่คอ อันนี้ก็จะทำให้เกิดอาการไอขึ้นมาได้ ส่งผลให้เสียงแหบ และบางคนก็อาจมีอาการของหอบแทรกซ้อนขึ้นมาได้ เด็กที่ป่วยเป็นหอบนานๆ ไม่หายก็ควรจะต้องดูด้วยว่า มีอาการของไซนัสอักเสบร่วมอยู่ด้วยหรือเปล่า"

ก่อนที่คุณหมอนพดนธ์จะขอตัวไปปฏิบัติหน้าที่คุณหมอขวัญใจเด็กๆ ชาวปากน้ำกันต่อไป คุณหมอยังได้ฝากกล่าวไปถึงท่านพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งหลายว่าไม่ว่า

ลูกของคุณจะเป็นอะไร การไปหาหมอจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด มากกว่าการที่จะทำตัวเป็นหมอจัดยาให้ลูกกินเอง

"สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากไปถึงคุณพ่อคุณแม่นั้นคือ ถ้าลูกคุณเป็นหวัดก็ควรรีบไปรักษาเสียแต่เนิ่นๆ และไม่พาบุตรหลาน ไปที่ๆ มีคนพลุกพล่าน เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งนั่นก็เป็นปัจจัยเสี่ยง อย่างหนึ่ง และถ้ามีภูมิแพ้อยู่ด้วยก็ควรจะรีบไปรักษาซะ ถ้าสงสัยก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทำการ X-Ray เพื่อทำการวินิจฉัย

"การดูแลรักษานั้นพูดอย่างง่าย ๆ เลยก็คือ ถ้ารู้ว่าเด็กของคุณ เริ่มเป็นแล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไร พาไปพบแพทย์เพื่อหาหนทางรักษา แต่ที่สำคัญและเป็นปัญหาอยู่นั้นก็คือ ความไม่แน่ใจหรือไม่รู้ว่า ลูกเป็นหรือเปล่า และไม่พามาหาหมอ ผมจึงอยากแนะนำว่าให้ดูแลบุตรหลาน โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคหวัดนั้น ถ้าหากว่าป่วยนานเกินกว่าปกติ โดยทั่วไปก็ประมาณ 7-10 วัน หรือพบอาการปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุ มีน้ำมูกไหลเรื้อรัง หรือคนไข้บางคน รักษาด้วยการรักษา แบบภูมิแพ้มาก็เยอะแล้วก็ยังไม่หายไปซะที ก็คงต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลว่าจะมีโอกาสเป็นไซนัสได้มั้ย

"ไซนัสนั้น ผมพูดได้เลยว่าสามารถเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ แต่คงไม่บ่อยเท่ากับไข้หวัดหรอกครับ เพราะเป็นหวัดครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เป็นไซนัสอักเสบตามมาทุกครั้ง แต่ว่าถ้าหากเราเป็นหวัดซ้ำๆ บ่อยๆ เราก็สามารถเป็นไซนัสซ้ำได้ และปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ เวลาเป็นไข้หวัดแล้วซื้อยามากินเอง โดยเฉพาะพวกยาปฏิชีวนะบางส่วนถ้าการฆ่าเชื้อมีผลตอบสนองกับยา ก็สามารถทำให้หายได้ แต่ว่าซื้อยากันเองมักจะพบว่า กินยากันไม่ค่อยจะครบ ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ตรวจ ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา เวลาเกิดไซนัสอักเสบ เชื้อมักจะดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วไป เวลาทำการรักษาจึงจำเป็นต้องนัดคนไข้ว่าเชื้อนั้นดื้อยาหรือเปล่า"

และนี่คงเป็นเส้นทางสายหนึ่งของกุมารแพทย์หนุ่ม อย่างคุณหมอนพดนธ์ ที่เขาเลือกแล้วที่จะมาเป็นหมอขวัญใจเด็กๆ ชาวปากน้ำ ในการขจัดโรคภัยให้สิ้นซาก ยังไงๆ ก็อยากจะฝากน้องๆ หน่อยว่า รักษาเนื้อรักษาตัวกันให้ดีละ และอย่าซนกันให้มาก ยิ่งปีนี้เขาว่าเสือดุซะด้วย

เมื่อใดถึงจะสงสัยว่า เด็กเป็นไซนัสอักเสบ

การวินิจฉัย

จริงๆ แล้วอาการที่กล่าวมา อาจพบในโรคอื่น เช่น จมูกอักเสบหรือโรคหวัดธรรมดาก็ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรสงสัย บุตรหลานว่าอาจเป็นไซนัสอักเสบ ถ้ามีอาการดังกล่าวนานเกิน 10 วัน คุณพ่อคุณแม่ควรจะพาบุตรหลานของท่านมาพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะตรวจร่างกายว่ามีหนองไหลจากช่องรูเปิดของไซนัสหรือไหลลงคอ และทำการเอกซเรย์เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นไซนัสอักเสบหรือไม่
บางทีอาจต้องมีการเพาะเชื้อโรคเพื่อดูความไวของเชื้อต่อยา ต้านจุลชีพไปพร้อมกันด้วย

การรักษา

จุดประสงค์คือ การให้ยาต้านจุลชีพ เพื่อทำลายเชื้อก่อเหตุ ให้อาการดีขึ้น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา ฉะนั้นระยะของการรักษาจึงนานกว่าคออักเสบทั่วไป คือ นาน 10-14 วัน ยาที่ใช้ในการรักษา อาทิเช่น amoxicilin, amoxicilin-calvulanate (Augmentin), trimetroprimsulfamethoxazole (Bactrim), erythromycin/sulfisoxazole, cefaclor, cefuroxime ในรายที่แพ้ penicillin หรือมีปัญหากินยาอาจเลือกใช้ยากลุ่มใหม่ เช่น roxithromycin clarithromycin หรือ azithromycin (Zithromax)

หมอนี่


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600