มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม 2542]

อาหารกับโรคเบาหวาน

เภสัชกรสรจักร ศิริบริรักษ์


"อย่ากินหวานจัด เดี๋ยวจะเป็นโรคเบาหวาน" คำเตือนจากผู้หวังดี มีให้ได้ยินบ่อย ๆ ทั้งที่จริง ๆ ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย ไม่เคยมีหลักฐาน งานวิจัยชิ้นใดที่บอกว่าคนเป็นเบาหวานเพราะกินของหวาน แต่คนเป็นเบาหวานห้ามกินหวาน…เอ๊ะ…ยังไงกัน
แล้วห้ามกินอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า?
กินอะไรแสลงโรค ? กินอะไรเสริมการรักษาโรค?

เบาหวานไม่ใช่โรคใหม่เหมือนเอดส์ มีหลักฐานว่า มนุษย์รู้จักเบาหวานนานหลายพันปี จารึกสมัยอียิปต์โบราณเมื่อ 3,500 ปี พูดถึงโรคที่ทำให้ปัสสาวะบ่อย บิดาทางการแพทย์ของชาวฮินดู (Susruta of the Hindus) จำแนกโรคเบาหวานได้ตั้งแต่สามพันปีที่แล้ว แสดงความสามารถทางการแพทย์ของฮินดู
เดเมตริส แห่งอาพาเมีย บันทึกวิธีวินิจฉัยเบาหวานไว้ เมื่อประมาณสองพันปีก่อน
ปี ค.ศ.1622 มีการทบทวนตำราแพทย์ฮินดู และพบว่า เบาหวานเกี่ยวข้องกับอาหาร
จนถึงปี ค.ศ.1889 เมห์ริง และมิน คาวสกี้ สามารถทำให้ หมาเป็นเบาหวานได้โดยตัดตับอ่อนทิ้ง นั่นเป็นการพิสูจน์ว่า เบาหวานเกิดจากการบกพร่องของตับอ่อน
และปี 1921 แบนติงและเบสท์ พบฮอร์โมนอินซูลิน

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีโอกาสหายน้อย วงการแพทย์แผนปัจจุบันยังค้นไม่พบวิธีการที่จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน หายเป็นปกติ แต่เราก็เรียนรู้มากพอที่จะทำให้ผู้ป่วย สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยหากมีวินัยในการดูแลตนเอง รวมทั้งคนใกล้ชิดให้ความร่วมมือจัดบรรยากาศที่ดีสำหรับผู้ป่วย

คนที่เป็นเบาหวาน จะมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนธรรมดา ถ้าไม่ควบคุม มันก็จะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง น้ำตาล จะละลายปนออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหรือ "เบา" มีรสหวาน จึงเรียกเบาหวาน เด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้ว่า คนโบราณใช้คำ "ถ่ายหนัก" หมายถึงถ่ายอุจจาระ และ "ถ่ายเบา" คือถ่ายปัสสาวะ

ถ้าใครชิมปัสสาวะคนเบาหวานดู จะรู้สึกหวาน ๆ (ไม่แนะนำให้ทำ เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณ)

ความสัมพันธ์

สรุปความสัมพันธ์ได้ง่าย ๆ ว่า

คนปกติ

กินอาหาร -->กลายเป็นน้ำตาล --> ไม่เข้าสู่เซลล์ --> น้ำตาลคั่งในเลือด --> เบาหวาน

คนเป็นโรคเบาหวาน

กินอาหาร --> กลายเป็นน้ำตาล --> ไม่เข้าสู่เซลล์ --> น้ำตาลคั่งในเลือด --> เบาหวาน

การควบคุมเบาหวาน จึงอาศัยการควบคุมอาหารที่กินเข้าไป โดยมีหลักการว่า เมื่อน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ทีละเล็กละน้อย ไม่สมบูรณ์เหมือนคนปกติ ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรเลือกอาหาร ที่ปลดปล่อยน้ำตาลออกมาช้า ๆ เช่น แป้งเชิงซ้อน หรือ Complex carbohydrate (คืออะไรจะเฉลยภายหลังครับ) เช่น ของหวาน เพราะน้ำตาลจะล้นทะลัก เปรียบเหมือนน้ำท่วม กทม. เพราะรูระบายน้ำ แคบไม่ทันกับน้ำฝนที่ตกหนัก

น้ำตาลมาจากไหน ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขออนุญาติอธิบายคำศัพท์แสงทางการแพทย์ เป็นพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจโรคพอหอมปากหอมคอดังนี้ครับ

กลูโคส

เป็นศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ผู้ป่วยเบาหวานมักได้ยินบ่อยที่สุด กลูโคสเป็นน้ำตาลที่ร่างกายเราใช้ มันสลายตัวให้พลังงานแก่เซลล์ ร่างกายเราใช้กลูโคสเป็นเชื้อเพลิงเหมือนที่รถใช้น้ำมัน
อาหารส่วนใหญ่ที่เรากินเข้าไป จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสละลายอยู่ในกระแสเลือดและเดินทางไปทั่วร่างกาย มันจะถูกดูด เข้าเซลล์ตลอดเวลา เพื่อให้เซลล์นำไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน

อินซูลิน

เป็นฮอร์โมนหรือสารเคมีที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคส ในกระแสเลือด ฮอร์โมนอินซูลินถูกสร้างที่ตับอ่อน ใครที่ไม่มีอินซูลิน ย่อมไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล และไม่สามารถนำ "ก้อนพลังงาน" หวาน ๆ ไปใช้ประโยชน์ได้ ผลที่ตามมาคือ หมดแรงและตายในที่สุด

อ้อ…ลืมบอกไปว่า ตับอ่อนเป็นอวัยวะชนิดหนึ่งนะครับ คนละอย่างกับตับธรรมดา และมิใช่ตับที่จะกลายเป็นโรคตับแข็งเมื่อดื่มสุรา ส่วนตับหวานและตับย่างนั่นเหมาะที่จะกินกับสุราจนเกิดตับแข็ง

เบาหวานประเภทหนึ่ง

เป็นเบาหวานที่เกิดฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน และต้องใช้อินซูลินฉีดเข้ากระแสเลือด ทันทีเป็นระยะ

เบาหวานประเภทสอง

ไม่ใช่เบาหวานแปลงเพศนะตัวเอง แต่เป็นเบาหวานที่เกิดอย่างช้า ๆ ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลิน และอาการจะปรากฎชัดขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ มักสัมพันธ์กับความอ้วน

เอาล่ะครับ ทีนี้มาดูสิว่า น้ำตาลในเลือดมาจากไหน และทำไม เมื่อมีมากมายผิดปกติ จึงสามารถก่ออาการเจ็บไข้ได้ป่วย
น้ำตาลมาจากอาหารครับ เมื่อเรากินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแป้งและน้ำตาล มันจะถูกเปลี่ยนหรือย่อยสลาย จนกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส
น้ำตาลกลูโคสจะซึมผ่านผนังกระเพาะลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดทวีสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณว่า สูงสุดภายในสองชั่วโมงหลังอาหาร
ขณะที่น้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น มันจะไปกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินออกมา อินซูลินมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ก็จะเปิดสวิตซ์ลำเลียงน้ำตาลเหล่านั้น ผ่านเข้าผนังเซลล์ทุกเซลล์ที่ยังมีชีวิตในร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินต่อไป

อธิบายถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านคงเดาต่อไปได้เลยว่า คนเป็นเบาหวานน่าจะเกิดจากการที่

  1. ตับอ่อนเสื่อมสภาพ ไม่สร้างอินซูลิน หรือสร้างไม่เพียงพอ ทำให้ไม่มีฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลหรือ
  2. ตับอ่อนยังทำงานดี แต่อินซูลินลดความสามารถที่จะ ชักนำให้น้ำตาลกลูโคสผ่านเข้าไปในเซลล์ เมื่อเซลล์ได้รับน้ำตาล ขาด ๆหาย ๆ ก็จะเกิดอาการขาดพลังงาน ร่างกายจึงเสื่อมโทรม อ่อนเปลี้ยเพลียแรงทั้ง ๆ ที่กินอาหารได้ตามปกติ

เมื่อน้ำตาลไม่สามารถซึมผ่านเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น คนธรรมดา น้ำตาลส่วนที่ไม่ถูกนำไปใช้ ก็จะสะสมเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกระแสเลือด เลือดกลายเป็นน้ำเชื่อม
นอกจากนี้น้ำตาลกลูโคสบางส่วนยังล้นทะลักออกมากับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน ถึงขนาดมีมดมาตอมโถฉี่

มีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นอันตรายหรือ ?

ลองคิดดูว่าเมื่อน้ำเลือดในร่างกายกลายเป็นน้ำเชื่อมอะไรจะเกิดขึ้น ? ไตทำงานมากขึ้น เพราะไตมีหน้าที่ขับของเหลวออกจากร่างกาย และพาเอาสารที่ไม่มีประโยชน์ออกมาด้วย เมื่อมีน้ำตาลมากล้น ไตย่อมทำงานหนัก คนเป็นเบาหวานจึงมีโรคไตพิการตามมาอีก

อาการของคนที่กำลังจะเป็นหรือเป็นเบาหวาน

จะรู้ได้อย่างไรว่า คุณอาจกำลังเป็นเบาหวาน คนที่กำลังเป็นเบาหวานอาจสังเกตเห็นอาการแปลกๆ เกิดขึ้นกับตัวเองดังนี้
  1. หิวน้ำ ดื่มน้ำมาก ร่วมกับการฉี่ครั้งละมาก ๆ และบ่อย ๆ
  2. กินจุแต่ก็ยังหิว อ่อนเพลีย ซึม
  3. น้ำหนักลด ผอมลง
  4. เป็นแผลแล้วหายยาก หรือเป็นฝีบ่อย ๆ
  5. คันตามผิวหนัง โดยเฉพาะอวัยวะเพศหรือตกขาว
  6. ตาพร่ามัว ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย
  7. ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า

ถ้ามีอาการหลายๆ อย่างตามที่บอก ลองแวะไปหาหมอหรือศูนย์ แล็บต่างๆ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์จะช่วยตรวจวัด ระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้โดยง่าย

ทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น

เราอาจจะรู้ได้ว่าเป็นเบาหวานหรือไม่โดยการตรวจปัสสาวะ หรือจะตรวจด้วยตนเองก็ได้
ดังที่กล่าวมาแล้ว คนเป็นเบาหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง และถ้าสูงมาก ก็จะเล็ดลอดออกมาทางปัสสาวะ การตรวจหาน้ำตาลในเลือด หรือปัสสาวะจึงเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับวินิจฉัยโรคเบาหวาน การตรวจจากเลือดโดยตรงย่อมแม่นยำกว่าตรวจปัสสาวะ แต่คนไข้ทำเองไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาลหรือศูนย์แล็บ

การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ

คุณอาจทำเองได้ โดยวิธีการหลายแบบ เช่น
  1. ใช้น้ำยาเบเนดิกต์ สมัยยี่สิบปีที่แล้ว ผมทำงานในโรงพยาบาล อำเภอเล็ก ๆ อุปกรณ์เครื่องมือยังไม่ทันสมัย เราใช้น้ำยาเบเนดิกต์ ตรวจน้ำตาลในปัสสาวะคนไข้ น้ำยาเบเนดิกต์อาจมีขายตามร้านเคมี แถวถนนราชดำเนิน สมัยก่อนองค์การเภสัชกรรมก็มีจำหน่าย น้ำยาเบเนดิกต์มีลักษณะใส สีน้ำเงิน วิธีการตรวจก็ไม่ยุ่งยากนัก ใส่น้ำยาเบเนดิกต์ลงไปในหลอดแก้วทนไฟ 1 ช้อนชา แล้วใช้หลอดแก้ว สำหรับหยอดยา ดูดปัสสาวะลงไป 8 หยด เขย่า ๆ แล้วแช่ในน้ำเดือดนาน 5 นาที หรือเผาบนไฟนาน 2 นาที จนน้ำยาผสมปัสสาวะเดือด ดูสีของน้ำยา
    ไม่เปลี่ยนสี = ไม่มีน้ำตาล
    สีเขียว = มีน้ำตาลบวกหนึ่ง
    มีเหลือง = มีน้ำตาลบวกสอง
    สีส้ม = มีน้ำตาลบวกสาม
    มีแสดแดง = มีน้ำตาลมากที่สุดคือบวกสี่

  2. ใช้ยาเม็ดตรวจปัสสาวะ ใช้ปัสสาวะ 5 หยดกับน้ำเปล่า 10 หยด แล้วใส่ยาเม็ดลงไป (ไม่ต้องเผาไฟหรือต้ม) จะเกิดฟองเดือดเอง รอจนหมดฟองแล้วดูสีที่เกิดขึ้นเหมือนการใช้น้ำยาเบเนดิกต์

  3. ใช้กระดาษทดสอบ มีกระดาษตรวจน้ำตาลในปัสสาวะขาย ตามร้านยาใหญ่ ๆ วิธีนี้ง่ายมาก เพียงจุ่มแผ่นทดสอบลงไปในปัสสาวะ แล้วเอาขึ้นมาเทียบสีกับตารางข้างกล่อง ก็สามารถบอกได้เลยว่า มีน้ำตาลในปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน ผู้ป่วยเบาหวาน ควรซื้อกระดาษทดสอบไว้ประจำตัว

เทคนิคสำคัญในการตรวจเบาหวานก็คือ ปัสสาวะที่ใช้ตรวจต้องถ่ายกันใหม่ ๆ

ถ้าเป็นตอนเช้าตื่นนอน ควรถ่ายปัสสาวะทิ้งก่อน 1 ครั้ง แล้วดื่มน้ำเปล่าสัก 1-2 แก้ว ประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ค่อยถ่ายออกมาตรวจ หรือถ้าจะให้ดี งดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง จึงค่อยตรวจ
ถ้ามีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะตั้งแต่บวกหนึ่งขึ้นไป และมีอาการผิดปกติที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ควรลองตรวจซ้ำ หลายๆ หน ถ้ายังเจอน้ำตาลอยู่อีก แสดงว่าเป็นเบาหวาน ควรไปพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ อาจเกิดความผิดพลาดได้ เช่น หญิงมีครรภ์ หรือผู้ที่กินยาเตตราซัยคลีน ที่หมดอายุ จะมีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะได้ แต่ไม่เป็นเบาหวาน และแม้จะตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะเลย คนสูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคไต ก็อาจเป็นเบาหวานได้

ก่อนกินอาหาร คนปกติจะมีน้ำตาลในเลือดจะไม่เกิน 120 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร (เรียกย่อ ๆ ว่า 120) ถ้าสูงกว่านี้แสดงว่าเป็นเบาหวาน
น้ำตาลในเลือดขนาด 120 ถึง 180 มิลลิกรัม ถือว่ายังไม่รุนแรง และจะยังไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะ เพราะไตจะเป็นเขื่อนคอยกักกั้นน้ำตาล ไว้ใช้ประโยชน์ แต่ถ้าน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงเกิน 180 ไตกักไว้ไม่ไหว น้ำตาลจะล้นออกมากับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน
ดังนั้นถ้าน้ำตาลในเลือดอยู่ระหว่าง 120 ถึง 180 จะเรียกว่าเป็นเบาหวานเหมือนกันแต่เป็นไม่มาก

คนอายุมากบางคน หรือคนมีโรคไตแทรก ไตทำงานไม่ดี ไม่ยอมปล่อยน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ จนอาจทำให้ในเลือดมีน้ำตาลสูงถึง 300 มิลลิกรัม จะเรียกว่า "เลือดหวาน" แต่ตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะเลย
สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์บางคน หรือคนที่กินยาเตตราซัยคลีนที่หมดอายุ จะมีน้ำตาลในปัสสาวะได้ แต่น้ำตาลในเลือดปกติ คือไม่เกิน 120 เพราะไตบกพร่องทำให้น้ำตาลรั่วออกมาเรียกว่า เบาหวานจริง แต่เลือดไม่หวาน ในกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน
ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจซ้ำ

การตรวจเลือด

ถ้าตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะ แต่มีอาการผิดปกติ ต้องเจาะเลือดตรวจ วิธีตรวจเลือดอาจทำโดย

  1. ตรวจหลังจากงดอาหารมาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง นิยมเจาะเลือดก่อนอาหารเช้า
    • ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 140 แสดงว่าเป็นเบาหวาน
    • ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 115 แสดงว่าปกติ
    • ถ้าน้ำตาลในเลือดระหว่าง 115-140 ถือว่ายังไม่แน่นอน อาจต้องตรวจซ้ำ หรือตรวจเพิ่มเติม เช่น กินน้ำตาลกลูโคสแล้วเจาะเลือด เรียกว่าการทดสอบความทนต่อกลูโคส
  2. ตรวจหลังจากกินอาหารมาแล้ว 2 ชั่วโมง นิยมเจาะตอนสาย หลังอาหารเช้า ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 200 แสดงว่าเป็นเบาหวาน

อาหารชนิดใดให้น้ำตาลเร็ว

อาหารบางชนิด เมื่อตกถึงท้องจะปลดปล่อยน้ำตาลออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำตาลล้นทะลักเพราะใช้ไม่ทัน เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
อาหารบางชนิด เมื่อตกถึงท้องจะปลดปล่อยน้ำตาลออกมาอย่างช้า ๆ ทำให้น้ำตาลในเลือดค่อย ๆ เพิ่ม ร่างกายใช้ทัน

เราสามารถทดสอบได้ว่า อาหารชนิดใดเพิ่มน้ำตาลเร็ว อาหารใดเพิ่มน้ำตาลช้า โดยการกินอาหารแต่ละชนิดเข้าไป เจาะเลือดวัดน้ำตาลเป็นระยะ ๆ บันทึกไว้เปรียบเทียบกัน

แต่ไม่ต้องทำเองก็ได้ครับ เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ทำไว้ให้แล้ว เป็นตาราง เรียกว่า ค่าดัชนีน้ำตาล หรือ Glycemic Index จะให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่ากัน ค่าที่วัดได้เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ เรียกว่า ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index)
ค่าดัชนีน้ำตาลบอกอะไร? มันบอกให้รู้ว่า อาหารชนิดใดเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วให้น้ำตาลในเลือดสูงเท่าใด

ผลการศึกษาพบว่า

อาหาร เปอร์เซ็นต์น้ำตาลในเลือด
น้ำตาลกลูโคส100
แครอท คอร์เฟลค หัวมันเทศ น้ำผึ้ง ฯลฯ 80-90
ขนมปัง ข้าว70-90
ขนมปังขาว กล้วย ลูกเกด60-69
สปาเกตตี้ ข้าวโพดหวาน ส้ม น้ำส้ม 40-49
เนยถั่ว ถั่วดำ แอปเปิ้ล นมสด
โยเกิร์ต(ไม่หวาน) มะเขือเทศ
30-39
ถั่วลิสง ถั่วเหลือง 10-19

จะเห็นว่า อาหารจำพวกถั่วดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอย่างยิ่ง แต่แครอท และมันเทศ ให้น้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว ทานเยอะๆ อาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเฉียบพลันได้
และจากตาราง ผลไม้เช่น แอปเปิ้ล มะเขือเทศ เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานครับ เพราะให้น้ำตาลเพียง 30-39% เมื่อเทียบกับกลูโคส

เสียดายว่า ตารางที่มีผู้ทำการศึกษาไว้มีอาหารไม่มากชนิด จึงทำให้ท่านผู้อ่านไม่มีตัวเลือกมากนัก อย่างไรก็ตาม ผมขอให้คำแนะนำกว้าง ๆ ว่า ผักแทบทุกชนิดมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ควรกินผักให้มาก ๆ โดยเฉพาะผักประเภทใบและถั่วสด เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักกระเฉด มะระ มะเขือยาว ถั่วงอก ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ฯลฯ

สำหรับผลไม้ ควรทานผลไม้ที่มีรสหวานไม่มาก ได้ประมาณมื้อละ 6-8 คำ เช่น ส้ม มังคุด มะม่วง มะละกอ พุทรา ฝรั่ง
หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ อ้อย ขนุน สับปะรด นานๆ ทานครั้ง ไม่เกินสองคำพอให้หายคิดถึง และลดอาหารชนิดอื่นในมื้อนั้น ลงเป็นสัดส่วนกัน

คนที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องทำใจเสมอว่า เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่ต้องตีอกชกหัวหากรู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน เพราะเบาหวาน ไม่รุนแรงเหมือนเอดส์ เบาหวานจะไม่ก่ออาการร้ายแรงเลย หากคุณดูแลสุขภาพไว้เสมอ แต่ในทางตรงกันข้าม มันจะกลายเป็น เพชฌฆาตหากปล่อยตัวปล่อยใจ

จงถือเสียว่า เบาหวานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ ดูแลจัดการเรื่องอาหารการกินและระมัดระวังตัวตามควร คุณก็สามารถมีชีวิตเป็นสุขได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไปเดินชมนิทรรศการในงาน "แพทย์แผนไทย ใส่ใจผู้สูงอายุ" จัดขึ้นที่กระทรวงสาธารณสุข มีการออกร้านรวงโดยแพทย์แผนไทยหลายสำนัก การประคบ จับเส้น ฤาษีดัดตน
พอดีช่วงนั้นผมนอนตกหมอนคอเคล็ด เลยลองใช้ บริการแพทย์แผนไทย รู้สึกดีขึ้นทันตาเห็น

ภูมิปัญญาไทยยังมีอะไรดี ๆ อีกเยอะ คุณว่ามั้ย? อยู่ที่ว่ารุ่นลูกหลานจะเห็นคุณค่าหรือเปล่า แม้แต่ในวงการสาธารณสุขเอง บุคลากรทางการแพทย์ก็ยังมีสามประเภท คือ พวกส่งเสริม พวกเฉย ๆ กับพวกคัดค้าน เพราะเห็นว่าเก่า คร่ำครึ ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามวิธีแบบฝรั่ง จึงไม่แปลกที่ยาแผนไทยของเรา จะถูกเรียกตามภาษาทางการว่า "ยาแผนไทย" (แทนที่จะเรียกแผนไทยให้รู้ว่าของไทยเราเอง ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเหยียด ๆ ว่า ของท่านน่ะโบราณนะ เป็นอดีตไม่ใช้แล้ว) ตรงกันข้ามกับยาฝรั่ง กลับเรียกแผนปัจจุบัน เชิดชูเต็มที่ เฮ้อ…ก็บ่นกันไป

ในงานแพทย์แผนไทย ยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ อาหาร สมุนไพรมากมาย จากผู้ผลิตภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นชาวบ้านต่างจังหวัด มียาต้ม ยาดอง อาหารสุขภาพ วางให้ทดลองชมตามอัธยาศัย ผมก็ชิมเพลินเหมือนกัน

และที่ชอบใจเป็นพิเศษคือ ธัญชาติหุงสุกเร็ว เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ผสมเม็ดธัญพืชหลายชนิดด้วยกัน เช่น ข้าวกล้องภูเขา ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย เม็ดบัว จากนั้นใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ทำให้สุกพอประมาณโดยแห้งอยู่ ใส่ซองขนาดหุงทานหนึ่งมื้อพอดีอิ่ม
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบข้างกล้อง ต้องฝืนทานเพื่อสุขภาพ แต่พอได้ลองธัญพืชหุงสุกเร็ว ปิ๊ง! ให้คะแนนเต็มร้อยไปเลย

ที่ชอบใจเพราะว่า หนึ่ง เป็นผลผลิตฝีมือคนไทยแท้ ๆ สอง เป็นส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดขาว อันประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จึงเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานเป็นพิเศษ สาม ที่ผ่านกรรมวิธีทำให้สุกมาบ้างแล้ว จึงหุงง่ายเหมือนข้าวธรรมดา และรสชาตินุ่มอร่อย ไม่กระด้าง สี่บรรจุในซองเล็กๆ ขนาดพอหุงทานเฉพาะตัว

ผู้ป่วยเบาหวานหลายคน ไม่ทานข้าวกล้องตามที่หมอแนะนำ เพราะทนรสชาติกระด้างลิ้นไม่ไหว หรือไม่สะดวก แช่ข้าวร้อนรอนาน หรือต้องทานข้าวที่หุงสุกเร็วมาใช้สิครับ สะดวกและดีต่อสุขภาพจริง ๆ

สูตรอาหาร HCF

สูตรอาหารแบบหนึ่งที่แพทย์หลายท่านนิยมแนะนำให้ผู้ป่วยทาน เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด คือ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์สูง (High Carbohydrate-high fiber Foods หรือ CHF)

นี่เป็นแนวคิดของ น.พ.เจมส์ แอนเดอร์สัน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้

แนวคิดนี้ตรงข้ามกับความคิดดั้งเดิมที่ว่า คนเป็นเบาหวาน ควรกินคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารจำพวกแป้งให้น้อยเข้าไว้
น.พ.เจมส์ ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบกับสูตรอาหาร แบบดั้งเดิมกับสูตร HCF ที่มีคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์สูง

เขาพบอย่างน่าอัศจรรย์ว่า สูตรอาหารคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์สูงกลายเป็นหนทางควบคุมน้ำตาลดีที่สุด เป็นรองก็แต่การฉีดด้วยอินซูลินเท่านั้น
เขาได้ทำการทดลองหลายครั้ง ขอยกตัวอย่างย้อนไปในปี 1970 เมื่อเขาแยกคนไข้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ กลุ่มที่สองทานคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ปริมาณสูง พบว่า

อธิบายได้ว่า

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ทำไมผมจึงกล่าวว่าอาหารธัญพืชที่เป็นแป้งเชิงซ้อน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานเป็นพิเศษ
คงจำได้นะครับว่า ผู้ป่วยเบาหวานจำต้องคอยดูแลมิให้ระดับน้ำตาลกลูโคส ในกระแสเลือดมีสูงหรือต่ำเกินไปอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน คือ HCF หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์สูง

คาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารอยู่ในหมู่ใหญ่ที่อยู่ในรูปของน้ำตาล แป้งไฟเบอร์
ผักผลไม้ หัวเผือก หัวมัน ธัญพืชทั้งหลายมักมีแป้ง และน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต ให้กลายเป็นกลูโคส และเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานต่อไป
เมื่ออาหารตกถึงท้อง คาร์โบไฮเดรตจะสลายเป็นน้ำตาลกลูโคส ซึมเข้ากระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง

คาร์โบไฮเดรตมี 2 พวกคือ

  1. คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple Carbohydrate) คือ พวกที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน สลายตัวง่าย เช่นน้ำตาลกลูโคส ฟรุคโตส ซึ่งมีมากในผลไม้รสหวาน น้ำผึ้งซูโครสจากอ้อยน้ำตาลทราย แลคโตสจากนมพวกนี้สลายเป็นกลูโคส และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายรวดเร็ว ดังนั้นหากทานคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวเข้าไปมาก ๆ น้ำตาลก็จะล้นทะลักวูบวาบ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
  2. Complex Carbohydrate หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนคือ อาหารคาร์โบไฮเดรตที่สลายตัวเป็นกลูโคสช้า ๆ เพราะมีโครงสร้างซับซ้อนกว่า เช่น แป้งจากธัญพืช การที่มันสลายตัวช้า ระดับกลูโคสจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในกระแสเลือด พร้อม ๆ กับที่เซลล์ค่อย ๆ ดึงกลูโคสไปใช้ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจึงค่อนข้างสมดุล

อาหารจากธัญพืชที่ไม่ขัดสีเอาไฟเบอร์ออกไปจนหมด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท สลายตัวเป็นน้ำตาล ช้ากว่าข้าวขัดขาวหรือน้ำตาลทราย
ดังนั้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ ผู้ป่วยเบาหวาน สมควรอย่างยิ่งที่จะรับประทานแป้งไม่ขัดขาว หุงข้าวกล้อง และเมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาวเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

อาหารไฟเบอร์

ผมกล่าวหลายครั้งว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ควรทานอาหารไฟเบอร์สูง ไม่ใช่ไฟเบอร์สำเร็จรูปเป็นเม็ดเป็นซองนะครับ ผมหมายถึงไฟเบอร์ที่มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ
ลองจินตนาการถึงมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ดูสิครับ อาหารของพวกเขาคงเป็นผักผลไม้สด ๆ ที่เก็บหน้าถ้ำ หรือเนื้อที่ล่าได้ ย่างหอมฉุย เมล็ดข้าวตำกับมือ หัวเผือกหัวมัน อาหารสมัยโบราณ ล้วนมีไฟเบอร์-เส้นใยกากอาหาร เป็นองค์ประกอบ นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่า อาหารที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์รับประทานมีไฟเบอร์จากพืชเจือปนถึง 65%

แต่วิวัฒนาการของอาหารยุคอุตสาหกรรมเรา ได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถขจัดไฟเบอร์ออกจากอาหาร โดยการขัดสี บด ขยี้ สกัดจนเจ้าไฟเบอร์และวิตามินที่มีประโยชน์หลายชนิด ถูกกำจัดเกือบหมด ข้าวขัดขาวอร่อยกว่าข้าวซ้อมมือ เพราะมัน ไม่มีไฟเบอร์แข็งกระด้างติดคอน่ารำคาญ ขนมแป้งทั้งหลายทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบัวลอย สาคู สอดไส้ ขนมกวน ขนมเค้ก ล้วนทำจาก แป้งที่ไม่มีไฟเบอร์ เรียกว่าอาหารมนุษย์ยุคใหม่คือ อาหารไร้ไฟเบอร์

คุณอาจสังเกตเห็นไฟเบอร์ได้ง่ายเวลาหั่นผัก เซลล์ผักที่มีอายุ จะมีสารบางชนิดมาสะสมจนแข็งเป็นเสี้ยน เคี้ยวลำบาก แต่อันที่จริงไฟเบอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นเสี้ยนหรอกครับ ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ก็มี
เมื่อเรากินผักผลไม้เข้าไป ร่างกายจะปล่อยกรดในกระเพาะ มาย่อยอาหารส่วนหนึ่งและลำไส้เล็กอีกส่วนหนึ่ง เหลือทิ้งไว้แต่ไฟเบอร์เป็นกากอาหารซึ่งเดิมเราคิดว่าไร้ประโยชน์

ถึงแม้ว่าไฟเบอร์จะไม่ถูกย่อยโดยน้ำย่อย หรือดูดซึม ในกระเพาะอาหารและลำไส้ แต่เมื่อเดินทางถึงลำไส้ใหญ่ มันจะถูกแบคทีเรียจำนวนมากย่อยสลาย กลายเป็นสารเคมีบางชนิด ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ และนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า สารเหล่านี้เองที่มีบทบาทต่อสุขภาพหลายประการ รวมทั้ง การลดระดับน้ำตาลในเลือด

ชนิดไฟเบอร์ไฟเบอร์มี 2 ชนิด

  1. ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ (Soluble Fiber) พวกนี้สามารถละลายน้ำ เห็นเป็นเมือกใส ๆ หรือขุ่นคล้ายยาง พบมากในผลไม้ และพืชตระกูลถั่วไม่ว่าจะเป็นเมล็ดหรือฝัก และยังมีมากในข้าวโอ๊ต ไฟเบอร์ละลายน้ำนี้จะมีคุณประโยชน์ ในการลดคอเลสเตอรอล ลดความอ้วน และควบคุมเบาหวาน
  2. ไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) พวกนี้จะเห็นเป็นกากใยเพราะไม่ละลายน้ำ พบมากในข้าวซ้อมมือ และรำข้าวทุกชนิด เสี้ยนผักต่าง ๆ ที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน ก็มีไฟเบอร์แบบไม่ละลาย แต่คนส่วนใหญ่กินผักผลไม้น้อยเกินไป

คุณประโยชน์

นักวิทยาศาสตร์สนใจบทบาทของไฟเบอร์กับสุขภาพ มากว่าร้อยปีแล้ว โดยในปี ค.ศ.1820-1830 ซิลเวสเตอร์ เกรแฮม นักประดิษฐ์ชาวอเมริกา ได้ตระเวนขายคุกกี้ไฟเบอร์ เรียกว่า "เกรแฮม แครกเกอร์" สวนกระแสความคิดของแพทย์สมัยนั้น ที่เชื่อว่า อาหารที่มีไฟเบอร์มากไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะเป็นอาหารแข็ง ย่อยยาก

จนถึงปี ค.ศ.1966 ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษค้นพบว่า โรคหลายชนิดของคนเราเป็นผลจากการรับประทานอาหารขัดขาวที่ขจัดไฟเบอร์ออกไปแล้ว การค้นพบครั้งนี้ก่อกระแสความสนใจใจวงการแพทย์ นำมาสู่การวิจัยในปี ค.ศ.1972-1976 โดยโทรเวล และเบอร์กิต ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ว่า ใครที่กินอาหารไฟเบอร์เยอะ ๆ จะมีคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดน้อย และการศึกษาต่อมาพบว่า อาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ จะจับตัวกับน้ำดีในทางเดินอาหาร ซึ่งน้ำดีถูกสร้างจากคอเลสเตอรอล เมื่อน้ำดีถูกไฟเบอร์จับไว้ ร่างกายก็ไปดึงคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ออกมาใช้ ทำให้คอเลสเตอรอลถูกใช้หมดไปเรื่อย ๆ ถึงขณะนี้ มีงานวิจัยที่ออกแบบจำนวน 7 ชิ้น ช่วยยืนยันผลอันน่าชื่นชม ในการลดคอเลสเตอรอลได้

ต่อมานายแพทย์เจมส์ แอนเดอร์สัน แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคนทัคกี้ แนะนำคนไข้ของตนให้รับประทานอาหาร ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และในคนไข้โรคหัวใจ เพื่อลดการกำเริบของโรคหัวใจ นายแพทย์เจมส์ได้ทดลอง ให้คนไข้ทานไฟเบอร์จากธัญพืชเพื่อลดคอเลสเตอรอลหลายร้อยคนพบว่า ระดับคอเลสเตอรอลลดลงมาเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ แม้ในผู้ป่วย ที่ไม่ยอมลดไขมันในอาหาร การค้นพบครั้งนี้ และการวิจัยอีกนับร้อยครั้งต่อๆ มา กระตุ้นให้มีการรับรองคุณประโยชน์ของไฟเบอร์อย่างเป็นทางการ โดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งชาติอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ และออสเตรเลีย ได้ยอมรับและสนับสนุนให้แพทย์ใช้เทคนิคควบคุมเบาหวาน ด้วยอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีปกติ

ผลการศึกษาในประชาชนขนาดใหญ่อีกสองชิ้นยังพบว่า คนที่ทานอาหารที่มีไฟเบอร์มากจะเกิดอาการความดันโลหิตสูง ได้ยากกว่าคนทั่วไป

ถึงวันนี้ เราได้พบหลักฐานมากมายที่จะเชื่อได้ว่า ไฟเบอร์หรือเส้นใยกากอาหาร อาจช่วยปกป้องมนุษย์ จากโรคมะเร็งบางชนิด ลดอัตราเสี่ยงจากอาการหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน คนที่กินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดความอ้วนและควบคุมเบาหวานและยังประโยชน์ ต่อผู้ที่มีอาการท้องผูกและริดสีดวงทวาร ช่วยการขับถ่าย

เป็นที่รับรองกันทั่วไปว่า คนเราควรได้รับไฟเบอร์วันละ 25 กรัม เป็นประจำทุกวัน สม่ำเสมอ เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคหลายชนิด

แหล่งไฟเบอร์

จริง ๆ แล้ว อาหารธัญพืชอันได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ฯลฯ และ ผักผลไม้ ล้วนเป็นแหล่งอันอุดมของ ไฟเบอร์แต่ในยุคอุตสาหกรรม มีการปฏิบัติขบวนการผลิต อาหารจากการผลิตด้วยมือก็กลายเป็นเครื่องจักร ข้าวซ้อมมือ กลายเป็นข้าวขัดขาว มีการแข่งขันด้านรสชาติ สารอาหารระคายลิ้น ถูกขัดออกไปเหลือแต่แป้งเปล่า ๆ ที่ดูขาวสะอาดแต่ขาดวิตามิน

มาถึงวันนี้ เรารู้แล้วว่า สิ่งที่เราขัดออกไปให้หมูกินคือ รำข้าวนั้น คือส่วนที่มีวิตามินสูงสุดมีไฟเบอร์มากที่สุดในเมล็ดข้าว แต่พวกเขาก็ถูกสอนให้กินแต่ข้าวขัดขาว วัฒนธรรมการบริโภคเปลี่ยนไป จนไม่ยอมหันกลับมาหากแหล่งอาหารที่ทรงคุณค่าแบบดั้งเดิม โรคภัยไข้เจ็บจึงเกิดตามมามากมาย

ไฟเบอร์เป็นสารประกอบเชิงซ้อนของน้ำตาลหรือ Polysaccharides ที่อยู่ในผังเซลล์พืชไฟเบอร์จากเม็ดแมงลักก็ต่างจากไฟเบอร์จากข้าวซ้อมมือ และแต่ละชนิดก็แสดงออกฤทธิ์ป้องกันโรคแตกต่างกัน การจะซื้อหาไฟเบอร์จากพืชชนิดเดียวมารับประทานทุกวัน จึงให้ประโยชน์ในการป้องกันโรคได้น้อยกว่าไฟเบอร์จากพืชหลากชนิด

ทุกวันนี้ มีไฟเบอร์อัดเม็ดจำหน่าย ทำจากเปลือกไม้ ผลไม้ ถั่ว หรืออะไรก็ได้ที่ผู้ผลิตอ้างว่าดีกว่ากัน แต่ในความเห็นผม อาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์มีมากมาย ทั้งผักผลไม้ ไม่จำเป็นต้องซื้อไฟเบอร์ชนิดเม็ดมารับประทานหรอกครับ ลองดูตาราง

ผลไม้ ไฟเบอร์คิดเป็นกรัม
ส้ม 1 ผลกลาง 2.9
แอปเปิ้ล 1 ผลกลาง 2.8
กล้วย 1 ผลกลาง 2.2
สับปะรด 1/3 ด้วย 1.4
แคนตาลูป 1 ถ้วย 1.1

และสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรทานไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำให้มาก คุณจะพบไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำในถั่วต่าง ๆ ผลไม้ ผัก และข้าวโอต ไฟเบอร์ละลายน้ำจะมีลักษณะเป็นเจลใส เมื่อละลายน้ำจะเห็นเป็นเมือก เช่นในผักหลายชนิด
นอกจากนี้ เพคตินยังเป็นไฟเบอร์ละลายน้ำที่หาง่ายอีกชนิดหนึ่ง เพคตินมีมากในผักผลไม้หลายชนิดที่เรารู้จักกันดี คือ ผักขมหรือปวยเล้ง กะหล่ำปลี มันฝรั่ง หัวหอม ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วเมล็ดชนิดต่าง ๆ และในผลไม้ เช่น

ผลไม้ 1 ผลกลาง ประมาณเพคติน
ส้มเขียวหวาน ส้มโอ 0.9
แอปเปิ้ล 0.7
พีช 0.6
สตรอว์เบอร์รี่ 0.5
กล้วย 0.4
องุ่นช่อกลาง 0.3
แตงโมซีกทานอิ่ม 0.1

ถ้าคุณทานผักผลไม้ให้ได้วันละ 5 ถ้วย คุณจะได้ไฟเบอร์ เพียงพอแน่นอนครับ และไม่จำเป็นต้องซื้อหาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มารับประทานหรอกครับ เพราะเมื่อเทียบกับทานผลไม้สดหลากชนิด ผมว่าทานผลไม้ดีกว่าเยอะ เพราะได้วิตามินสารพัดชนิดเข้าไปด้วย และยังอุดมด้วยไฟเบอร์ทั้งละลายและไม่ละลายดีกว่าผลิตภัณฑ์เดี่ยวๆ เป็นไหนๆ
อ้อระวังอย่าทานผลไม้รสหวานมากเกินนะครับ ตรวจวัดน้ำตาละสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดียาวนาน

เมื่อรู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน

เบาหวานอาจอยู่เคียงคู่กับคุณไปนานตลอดอายุขัย แม้แพทย์และพยาบาลจะคอยให้การดูแลรักษาคุณอย่างดีเพียงใดก็ตาม แต่ภาวะของโรคจะขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองเสียเป็นส่วนใหญ่ พูดง่าย ๆ ว่าเบาหวานเป็นโรคที่คุณจะต้องดูแลตนเอง เพราะแพทย์จะช่วยได้เพียงบอกให้คุณรู้ว่าน้ำตาลในเลือดของคุณมากหรือน้อยไป คุณต้องทานยาและอาหารอย่างไร แต่การปฏิบัติตนเป็นเรื่องของคุณเอง
  1. ควรมีลูกอมพกติดตัวไว้เสมอ เวลาที่มีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืดหรือหิวข้าวจัด ๆ ให้อมลูกอมจะช่วยได้
  2. ควรหมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ
    ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตรงซอกเท้า อย่าถูแรง ๆ
    เวลาตัดเล็บเท้า ควรตัดออกตรง ๆ อย่าตัดโค้งหรือตัดถูกเนื้อ
    อย่าเดินเท้าเปล่า
    อย่าสวมถุงเท้าหรือรองเท้าที่คับหรือแน่นมาก
    ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้า ควรให้แพทย์รักษา
    ถ้ามีตุ่มพองหรือบาดแผลอักเสบที่เท้าควรรีบไปให้แพทย์รักษา

    เพราะว่าผู้ป่วยเบาหวานหากเกิดมีบาดแผลอักเสบจะหายได้ยาก และอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเน่าได้

  3. ควรตรวจปัสสาวะและเลือดตามที่แพทย์นัด
  4. ควรทำใจให้ร่าเริง ไม่เครียดหรือวิตกกังวล
  5. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป
  6. ควรรักษาน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอ
  7. การควบคุมอาหารอย่างง่าย ๆ ทำได้ดังนี้
    งดขนมหวานทุกชนิด
    งดมันสัตว์ทุกชนิด
    งดเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดสม น้ำหวาน เหล้า เบียร์
    ลดการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง
    พยายามรับประทานอาหารที่นึ่งหรือย่าง

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน

การดูแลรักษาตัวเอง มีหลักใหญ่ดังต่อไปนี้

  1. การควบคุมอาหาร
  2. การออกกำลังกาย
  3. การใช้ยารักษา
  4. การติดตามผลการรักษา
  5. การดูแลรักษาเท้า
  6. การทำบันทึกประจำวัน
  7. อย่าเชื่อโฆษณา

คนที่เป็นเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอจะ ช่วยให้

  1. น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น
  2. รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับระดับปกติ
  3. ป้องกันโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ
  4. สุขภาพแข็งแรง และอายุยืน

ผู้ป่วยเบาหวานที่อ้วนมาก ๆ ถ้าลดน้ำหนักได้สำเร็จอาจไม่ต้องใช้ ยารักษาเบาหวานเลยก็ได้ ผู้ป่วยเบาหวานมีหลักในการกินอาหารง่ายๆ ดังนี้

  1. กินอาหารวันละ 3 มื้อ ยกเว้นผู้ป่วยเบาหวานที่ฉีดอินซูลิน ควรกินอาหารว่างตอนบ่าย และ/หรือก่อนด้วย อาหารว่างอาจให้นมจืด 1 แก้ว หรือขนมปังจืด 2-3 แผ่น หรือผลไม้ เช่น กล้วยน้ำว้า หรือส้มเขียวหวาน 1 ผล กินให้ตรงเวลา ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง กินในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันทุกมื้อ
  2. อย่ากินจุบจิบ ไม่เป็นเวลา
  3. ในแต่ละมื้อ ให้กินอาหารที่มีทั้งแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมันและผัก
  4. ห้ามกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดสม ขนมหวาน ขนมเชื่อมน้ำตาล นมหวาน ผลไม้กระป๋อง ผลไม้แช่อิ่มหรือเชื่อมน้ำตาล
  5. ถ้าชอบหวาน ให้ใช้น้ำตาลเทียมแทนได้
  6. ควรงดดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า เครื่องดื่มบำรุงกำลัง
  7. หลีกเลี่ยงการกินเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู เนย มันหมู มันไก่ เนื้อติดมัน หมูสามชั้น ครีม กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง หอยนางรม อาหารทอด
  8. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และอาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง
  9. กินอาหารประเภทแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ถั่ว ขนมปัง ในจำนวนพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือตลอดชีวิต คนเป็นเบาหวานจะมีโรคแทรกซ้อนได้ง่าย
ดังนั้นเพื่อรักษาอาการของโรค และป้องกันอันตราย จากโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คุณจำเป็นจะต้องรับประทานยา ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด นอกจากนี้ควรรู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัว การทานอาหารที่ถูกต้อง เพราะเป็นที่รู้กันกว่าสองพันปีแล้วว่า เบาหวานกับอาหารมีความสัมพันธ์กัน

เภสัชกรสรจักร ศิริบริรักษ์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600