มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



เปลือกกุ้งสารพัดประโยชน์


ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับปัญหาของเรื่องกุ้งๆ มีออกมากันบ่อยมาก โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาการทำนากุ้งแบบเดิมๆ ที่ทำกันอยู่ ซึ่งมีผู้ศึกษาพบว่า มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ดินเค็มปลูกพืชผักไม่ได้ เวลานี้จึงเป็นเรื่องของนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจง แถลงไขกันให้กระจ่างและหาระบบการจัดการที่เหมาะสม ในการทำนากุ้งเพื่อไม่ให้มีปัญหากับสิ่งแวดล้อม เพราะยังไงเสีย เราคงจะเลิกเลี้ยงกุ้งกันไปหมดไม่ได้แน่ เพราะกุ้งนั้นเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยเลยทีเดียว

ออกนอกประเด็นไปเล็กน้อยแต่ก็ยังอยู่ในเรื่องของกุ้ง ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งเนื้อและเปลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเปลือกกุ้งมาใช้ประโยชน์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องควรค่าแก่การศึกษาวิจัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในกุ้งแต่ละตัวนั้น สัดส่วนของส่วนที่เป็นเนื้อ และส่วนที่เป็นเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งก็สูสีกัน ขนาดแบ่งน้ำหนักกัน ไปคนละเกือบ 50-50

ดังนั้น หากพิจารณาดูอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็ง ในปัจจุบันที่มีกุ้งป้อนเข้าโรงงานถึงปีละ 180,000 ตัน แล้วส่วนที่เป็นเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งก็มีถึง 90,000 ตัน เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนเนื้อกุ้งนั้นเราเอามาใช้บริโภคกันเห็นๆ แต่ส่วนเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งที่เป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนแปรรูปกุ้งนั้น คนทั่วไปอาจยังมองไม่เห็นการใช้ประโยชน์ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ปริมาณเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งที่มากมายจากโรงงานดังกล่าว หากทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ก็คงน่าเสียดายอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน การนำเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งไปใช้ประโยชน์ โดยมากก็จะเป็นการนำไปป่นบดทำเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งแบบนี้ก็เป็นการใช้ประโยชน์ โดยทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปให้ถึงองค์ประกอบทางเคมี ของเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งแล้ว มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนของสารพอลิแซ็กคาไรด์ ซึ่งเป็นไบโอพอลิเมอร์ที่เรียกว่า ไคทิน อันเป็นองค์ประกอบหลัก ที่มีอยู่ไม่น้อยในเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งนั้น หากมีการสกัดออกมา และนำมาแปรรูปใช้งานแล้วก็เรียกได้ว่า มันเป็นสารพัดประโยชน์ตัวหนึ่งเลยทีเดียว

ในต่างประเทศมีการนำสารไคทินมาแปรสภาพ ให้อยู่ในรูปของสารที่สามารถละลายได้ง่ายในสารละลายทั่วไปเพื่อใช้งาน โดยแปรสภาพไคทินเป็นไคโทซานหรือเป็นสารอนุพันธ์อื่นๆ ของไคทิน และไคโทซานสำหรับนำไปใช้ประโยชน์กันในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยา เคมี เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการใช้ในการบำบัด น้ำเสีย

สำหรับในบ้านเราที่ผ่านมาก็ได้มีการศึกษาการสกัดไคทิน จากเปลือกกุ้ง-หัวกุ้ง โดยหน่วยงานต่างๆ กันอยู่บ้าง และในหน่วยงานบางแห่งเริ่มมีความก้าวหน้าไปถึงระดับ ศึกษาการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ไคทินที่ได้จากเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งด้วย ดังเช่น ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วท. ที่สามารถนำไคทินจากเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งกุลาดำมาแปรสภาพ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อันได้แก่
- แปรเป็นไคโทซานและสารอนุพันธ์ของไคโทซาน เพื่อใช้เป็นสารดูดซับโลหะอย่างเช่น ทองแดง นิเกิล และสังกะสีในน้ำทิ้งของโรงงานชุบโลหะด้วยไฟฟ้า
- การนำสารอนุพันธ์ของไคทินมาใช้เป็นสารผสมในแชมพู เพื่อช่วยทำให้เส้นผมเงางาม
- และการนำไคโทซานมาใช้เป็นสารช่วยในการผลิตวัสดุ ป้องกันการรบกวนของกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า ดังเช่นอุปกรณ์บางชนิดที่ใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่

การศึกษาวิจัยการนำเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งมาใช้ผลิตไคทิน ไคโทซาน และสารอนุพันธ์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ดำเนินงานโดย อาจารย์สุมาลัย ศรีกำไลทอง และคณะซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยทั้งชาวไทยและญี่ปุ่น โดยในงานวิจัยบางส่วน ที่ได้ร่วมงานกับนักวิจัยชาวญี่ปุ่นนั้นจะร่วมกับตัวแทนจากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น อันได้แก่ National Institute of Materials and Chemical Research และ Osaka National Research Institute ซึ่งการร่วมมือกับญี่ปุ่นนั้น ทำให้นักวิจัยชาวไทยได้มีโอกาสใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีบางอย่างที่ทันสมัยมากขึ้น

กระบวนการสกัดไคทินจากเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งโดยคร่าวๆ นั้นทำได้โดยการนำเปลือกกุ้ง- หัวกุ้งมาล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วอบให้แห้ง จากนั้นจึงบดให้ละเอียดแล้วร่อนผ่านตะแกรงให้ได้ขนาดที่เหมาะสม สำหรับนำผ่านกระบวนการแยกโปรตีนและลดปริมาณแร่บางชนิด ที่มีอยู่ในเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งออก โดยการแยกโปรตีนออก ทำได้ด้วยการใช้สารละลายโซดาไฟ (NaOH) แยกออกภายใต้ สภาวะที่เหมาะสม จากนั้นจึงล้างทำความสะอาดและทิ้งไว้ให้แห้ง และทำการลดปริมาณแร่ด้วยการใช้สารละลายกรดเกลือ (HCI) ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม หลังจากนั้นจึงนำส่วนที่ได้มาล้างน้ำให้สะอาด แล้วอบให้แห้งอีกครั้ง โดยส่วนที่ได้นี้จะเป็นสารไคทินซึ่งคิดแล้ว เป็นปริมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ของเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งที่นำมาใช้ในการสกัด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไคทินที่ได้จะเป็นสารที่ละลายได้ยาก ในสารละลายทั่วๆ ไป ดังนั้น ในการใช้งานให้สะดวก จึงจำเป็นต้องแปรสภาพไคทินให้เป็นไคโทซานหรือสารอนุพันธ์อื่นๆ ของไคทินและไคโทซานซึ่งมีความสามารถในการละลายที่ดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับการแปรสภาพไคทินเป็นไคโทซานนั้น ทำได้โดยการแยกหมู่อะเซทิลซึ่งเป็น องค์ประกอบตัวหนึ่ง ในโครงสร้างของไคทินออก โดยนำไคทินไปทำปฏิกิริยา กับสารละลายโซดาไฟภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ส่วนการเตรียมสารอนุพันธ์อื่นๆ ของไคทินและไคโทซานนั้น ก็ทำได้โดยใช้สารเคมีและสภาวะในการแปรสภาพไคทินและไคโทซาน ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การเตรียมสารอนุพันธ์ของไคทินที่ชื่อ คาร์บอกซิลเมทิล ไคทิน (CM-chitin) สำหรับนำไปใช้เป็นสารผสมในแชมพู ก็ทำได้โดยการนำไคทินมาทำปฏิกิริยากับสารละลายกรดโมโนคลอโร แอซิติก ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม เป็นต้น

ส่วนของการใช้งานสารพัดประโยชน์ที่ได้จากเปลือกกุ้ง-หัวกุ้งนี้ ทาง วท. ก็ได้มีการศึกษาใน 3 แนวทาง คือ

แนวทางที่หนึ่ง เป็นการนำไคโทซานมาใช้ดูดซับโลหะหนัก ในน้ำทิ้งของโรงงานชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ซึ่งก็พบว่า ไคโทซานที่เตรียมได้สามารถดูดซับทองแดง นิเกิล และสังกะสีในน้ำทิ้งได้ดีอีก ทั้งยังให้ผลดีกว่าไคโทซานที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย โดยเมื่อปรับสภาพของน้ำทิ้งให้เหมาะสมแล้ว ประสิทธิภาพในการดูดซับทองแดง นิเกิลและสังกะสีของไคโทซาน จะเป็น 58, 13 และ 25 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

แนวทางที่สอง เป็นการใช้สารอนุพันธ์ของไคทิน (ในที่นี้ คือ CM-chitin) มาใช้เป็นสารผสมในแชมพูในปริมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็พบว่าในการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของ CM-chitin จะช่วยให้เส้นผมมีความนุ่ม เงางามมากขึ้น และช่วยลดการแตกปลายของเส้นผมมากกว่าแชมพูที่ไม่มีส่วนผสม ของ CM-chitin โดยผู้ใช้จะเริ่มเห็นผลเมื่อใช้แชมพูที่มี CM-chitin สระผมตั้งแต่หนที่สามเป็นต้นไป

สำหรับใน แนวทางที่สาม นั้น เป็นงานวิจัย การเตรียมวัสดุป้องกันการรบกวนกระแส แม่เหล็กไฟฟ้า ดังเช่นอุปกรณ์บางชนิดที่ใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้ ไคโทซานเป็นสารเตรียม พื้นผิวแผ่นพลาสติกพวกพอลิเอสเทอร์ก่อน การชุบด้วยนิเกิล เพื่อใช้เป็นวัสดุป้องกันการรบกวน กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าในอุปกรณ์ ซึ่งก็พบว่า ไคโทซานสามารถใช้งานได้ดีเช่นกัน

จากการศึกษาวิจัยการนำเปลือกกุ้งมาใช้ผลิตไคทิน ไคโทซาน และสารอนุพันธ์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ของนักวิจัยไทยดังที่กล่าวไปบางส่วนนี้ หากในอนาคตงานวิจัยมีความก้าวหน้า จนสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นงานในระดับอุตสาหกรรมแล้ว ก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ประเทศไทยเราสามารถลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไคทิน และไคโทซานจากต่างประเทศได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่เปลือกกุ้ง-หัวกุ้ง ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการแปรรูปกุ้ง ที่บ้านเรามีอยู่เป็นจำนวนมากด้วยนั่นเอง



[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 13 ฉบับที่ 141 ก.ย. - ต.ค. 2541]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600