มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam


ไม่อ้วน...เอาเท่าไหร่


...โรคอ้วนอาจจะเป็นปัญหาแก่คนทั่วไป แต่ใครจะรู้ว่า
วิธีลดความอ้วนอาจจะเป็นปัญหาที่ยากกว่าเสียอีก...

ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่
ไม่มีใครปฏิเสธว่า อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต แต่ระวังนะอาหารบางประเภท อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายจนถึงชีวิต ถ้าคุณคอยแต่จะตามใจปากของคุณเอง ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณอ้วนเป็นหมูชวนฝันแล้ว ยังนำเอาโรคร้ายต่างๆ มาให้คุณอีกด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน เป็นต้น อาหารจานด่วนที่คุณๆ แต่ละคนต่างนิยมกันเห็นว่า มันเป็นสิ่งโก้เก๋ เท่ ไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ หรือ มันทอด ก็ล้วน

แต่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ทั้งสิ้น และเมื่อคุณอ้วนแล้ว หวนคิดจะลดน้ำหนักตัวเอง คุณก็ยังต้องเสี่ยงกับอะไรอีกหลายๆ อย่าง อย่างน้อยอาจทำให้คุณเป็นโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราแต่ละคนควรจะกินอาหาร โดยคำนึงถึงคุณค่าของมัน มากกว่าเพียงสนองความต้องการ ของตัวเองเท่านั้น

ลดความอ้วน...คุ้มไหมกับที่เสี่ยง ?

การลดน้ำหนักอาจกล่าวได้ว่า เป็นวิถีชีวิตปกติอย่างหนึ่งของคนส่วนใหญ่ จึงส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการลดน้ำหนักนั้นโตวันโตคืน แต่เราเคยหันกลับมามองหรือเปล่าว่าเราประสบความสำเร็จ กับการลดน้ำหนักมากน้อยเพียงใด จะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่านะ

เมื่อกล่าวถึงเทศกาลคริสตมาส เราคงจะนึกถึงงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง มีขนมเค้กก้อนโตๆ คุ้กกี้ และความสนุกสนาน แต่เมื่อเผลอแป๊บเดียวเราอาจจะพบว่า ตายจริงน้ำหนักเราเพิ่มขึ้นจนน่าใจหายอีกแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ต้องลดน้ำหนักกันในช่วงปีใหญ่ แต่ขอสะกิดใจสักนิดก่อนที่จะทำการลดน้ำหนักว่า มันจะคุ้มกันหรือไม่กับการเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสุขภาพตัวเอง

ไม่รู้ว่าคุณๆ จะเห็นความสำคัญของการลดความอ้วนมากแค่ไหน แต่ในบางประเทศการลดความอ้วนกลับกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ดังเช่นในประเทศอังกฤษ พบว่าชนในชาติถึง 20% กำลังพยายามจะลดน้ำหนักของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่า จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จกัน ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพ และวิถีการดำเนินชีวิตของชาวอังกฤษ ชาวสก็อต และเวลล์ รวม 5,000 คน ผลปรากฏว่า ในจำนวนนี้มีน้ำหนักเกินพิกัด มากกว่าครึ่ง แล้วพบอีกว่า 1 ใน 10 ของผู้ชายและ 1 ใน 5 ของผู้หญิงนั้นเป็นโรคอ้วน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้ สูงกว่าเมื่อ 7 ปีที่แล้ว จึงอาจสรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้มีน้ำหนักมากขึ้น

ในขณะที่อุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย ได้เกิดขึ้นเพื่อเติมความฝัน ของผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนัก ทอม แซนเดอร์ และ ปีเตอร์ เบเซิลเกซ ได้ร่วมกันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "คุณไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก" ได้ชี้ให้เห็นถึงรายได้ ที่ได้จากธุรกิจ เกี่ยวกับการลดน้ำหนักในประเทศอังกฤษ ซึ่งมากถึง 1 พันล้านปอนด์ต่อปี รายได้ส่วนนี้ได้มาจากสิ่งซึ่งไร้สาระ อันได้แก่ หนังสือที่อาจทำให้คุณไขว้เขว ผลิตภัณฑ์จอมปลอม และคลินิกที่คอยจ้อง แต่จะหลอกลวงเอาเงินของคุณ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ก็คือ อาหาร
ความอ้วนทำให้คุณป่วยได้อย่างไร ?

นายแพทย์ นิค ไฟเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคอ้วน แห่งโรงพยาบาลลูตันและดันสเตเบิล กล่าวว่า ถ้าร่างกายของเรามีน้ำหนักเกิน จากน้ำหนักปกติประมาณ 3 เท่า ก็จัดได้ว่าร่างกายของเราอยู่ในภาวะเสี่ยง โรคที่พบส่วนใหญ่ก็คือ โรคข้อกระดูกอักเสบ และโรคมะเร็ง ความอ้วนยังทำให้เรามีโอกาส เป็นโรคเบาหวานมากขึ้น 6-8 เท่า และอาจเป็นโรคหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูงได้มากถึง 3-4 เท่าของคนปกติ จะเห็นได้ว่า ความอ้วนเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมาย ในผู้ชายมีโอกาส เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และในผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งในมดลูกมากขึ้นอีกด้วย
พลังงานต่ำ ซึ่งกำลังมาแรงแต่หารู้ไม่ว่า ถ้าเราทานมันเข้าไปมากๆ จนร่างกายของเราได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งถ้าผู้หญิงได้รับพลังงานต่ำกว่า 400 แคลอรี/วัน และในผู้ชายต่ำกว่า500 แคลอรี/วัน ก็จะทำให้ เกิดปัญหาสุขภาพได้ นอกจากนี้การลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพลง บางคนนิยมทานอาหารสูตรสำเร็จรูปพลังงานต่ำ แทนมื้ออาหารเลย แต่คุณรู้มั้ยว่า อาหารเหล่านี้มีการสำรวจพบว่าประมาณ 75% มีเกลือโซเดียมค่อนข้างสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นโรคไต และมีปริมาณเส้นใยต่ำซึ่งอาจทำให้เป็นโรคทางเดินอาหารได้ คุณๆ รู้มั้ยว่าสิ่งที่คุณอาจคาดไม่ถึงก็คือ อาหารเหล่านี้มีปริมาณไขมัน ไม่ได้แตกต่างไปจากอาหารประจำวันทั่วไปเลย

ปัญหาทั่วๆ ไป สำหรับการลดน้ำหนักก็คือ เราจะกลับมาอ้วนเหมือนเดิมหรือไม่ เราอาจกลับมามีน้ำหนักมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้าหากเรายังไม่มีการเปลี่ยนวิถีชีวิตและนิสัยการบริโภค จึงเห็นได้ว่า ความฝันที่จะผอมของคนที่มีอันจะกินนั้น ดูจะเป็นไปได้ยากและค่อนข้างทรมาน
คุณคิดว่าเป็นคนอ้วนหรือไม่

เกณฑ์ที่ใช้ในการดูว่า เรามีน้ำหนักอยู่ในช่วงปกติ หรือว่าเราเริ่มอ้วนแล้วก็คือ ดัชนีน้ำหนักของร่างกาย (Body Mass Index, BMI) ค่า BMI นั้นค่อนข้างจะมีประโยชน์ ซึ่งสามารถคำนวณได้ จากน้ำหนักของร่างกายในหน่วยกิโลกรัม หารด้วยความสูงของร่างกายยกกำลังสอง ในหน่วยเมตร แล้วจึงนำค่าที่ได้ ไปเทียบกับมาตรฐาน ดังตัวอย่าง ถ้าคนเรามีน้ำหนัก 85 กิโลกรัม ในขณะที่สูง 1.72 เมตร ค่า BMI สำหรับคนนี้จะมีค่า 28.7

การผันแปรของค่า BMI ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง สำหรับผู้หญิงถ้าค่า BMI ต่ำกว่า 18 จัดอยู่ในเกณฑ์ผอมเกินไป ระหว่าง 18-20 จัดอยู่ในเกณฑ์ผอม ระหว่าง 20-22 จัดอยู่ในช่วงปกติ ถ้าอยู่ในช่วง 26-28 ก็เริ่มระวังตัวได้แล้วนะว่า เราเริ่มอ้วนแล้ว และถ้าหาค่า BMI ออกมาอยู่ในช่วง 34-36 ก็แย่แล้วล่ะ คุณเป็นโรคอ้วนซะแล้ว สำหรับผู้ชายค่า BMI อยู่ในช่วง 18-19 จัดอยู่ในเกณฑ์ผอม โดยเฉลี่ยทั่วไปผู้ชายจะมีค่า BMI ในช่วง 21-22 แต่ถ้าคุณมีค่า BMI ช่วง 24-25 ไม่ต้องตกใจ คุณมีรูปร่างที่กำลังดีทีเดียว แต่ถ้าเกินจากนี้ไปถึงช่วง 32-33 นั่นแหละคุณเป็นโรคอ้วนแล้ว

สำหรับคุณหมอจะใช้ Caliper ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดเส้นผ่านศูนย์กลาง ของชิ้นไขมันในร่างกาย วิธีนี้นิยมกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2473 ส่วนอีกวิธีหนึ่งจะเป็นการคำนวณกลับวิธีนี้ จะให้ผลที่ค่อนข้างถูกต้องและแม่นยำ แต่ว่าจะต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีวิธีที่ง่ายขึ้นคือการใช้ Bod pod ซึ่งมีลักษณะเป็นแคปซูล พัฒนาขึ้นมาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิธีนี้จะใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์ ในการวัดปริมาณอากาศในแคปซูล เมื่อมีใครสักคนเข้าไปนั่งในแคปซูลนี้ คอมพิวเตอร์จะเริ่มการคำนวณ เปรียบเทียบปริมาณอากาศ น้ำหนักของคนนั้นทันที เนื่องจากไขมันมีน้ำหนักน้อยกว่ากล้ามเนื้อ จึงเห็นได้ว่าถ้าคนที่มีรูปร่างใหญ่ แต่น้ำหนักน้อย จะมีปริมาณไขมันในร่างกายสูงกว่า ถ้าเรามีน้ำหนักมากกว่าปกติ 10% แสดงว่าเราเริ่มที่จะอ้วนแล้ว แต่ถ้ามากถึง 20% ก็จัดว่าเป็นโรคอ้วน ในทางกลับกันถ้าเรามีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ 10% ก็จัดว่าเรานั้นผอมเกินไป
ตลอดระยะเวลาในศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนว่า การลดน้ำหนักให้ดูผอมนั้นเป็นที่นิยมกันมากในสังคมตะวันตก นักวิจัยชาวอเมริกาได้ติดตามผู้เข้าประกวดนางงามสหรัฐอเมริกา และนางแบบนิตยสารเพลย์บอยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 พบว่านางแบบเหล่านี้จะมีรูปร่างเล็กลงทุกปี และพบว่าประมาณ 13% มีน้ำหนักต่ำกว่าพิกัดที่ควรจะเป็นในช่วงอายุและความสูงระดับนั้น แนวโน้มเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.2483-2493 ซึ่งเป็นช่วงของสงคราม เป็นช่วงที่ขาดแคลนอาหารจึงทำให้นางแบบต่างๆ มีรูปร่างที่เล็กลง

ดูเป็นเรื่องที่น่าแปลกในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีอาหารไม่เพียงพอ ประชากรกลับมีรูปร่างใหญ่กว่าชาวตะวันตกเสียอีก และในทวีปแอฟริกาตะวันตกได้มีการกระตุ้นให้สตรี ที่ยังไม่ได้แต่งงานให้เพิ่มน้ำหนักของตัวเอง เนื่องจากมีประเพณีที่เชื่อกันว่า ผู้หญิงที่อ้วนจะสามารถมีบุตรได้มากกว่า ในทางกลับกัน คนอ้วนทางแถบยุโรปกลับถูกกีดกันให้อยู่สังคมระดับล่าง โดยเฉพาะสตรี ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัว หรือฐานะทางการงานจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคนทั่วไป

ที่ผ่านมาพูดถึงผลเสียของความอ้วนซะเป็นส่วนใหญ่ แต่คนอ้วนก็มีดีเหมือนกัน นักโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย คิงส์คอลเลจ ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า เมื่อคนอ้วนออกกำลังกายทำให้หัวใจของเขาทำงานหนักกว่า จึงทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์กว่า ส่งผลให้คนอ้วนเป็นโรคหัวใจวายน้อยกว่า นอกจากนี้ผู้หญิงที่อ้วนจะได้เปรียบ เนื่องจากไขมันเป็นสิ่ง
แคปซูลมหัศจรรย์

แคปซูลนี้สร้างขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถวัดปริมาณไขมัน ที่มีอยู่ในร่างกายได้ภายใน 30 วินาที เครื่องมือนี้ค่อนข้างสะดวก สามารถที่จะบอกได้ว่า ผู้ที่ต้องการจะลดความอาหารนั้น มีปริมาณไขมันในร่างกายเท่าไร ควรจะรับประทานอะไรบ้าง และจะมีโปรแกรมในการออกกำลังกายอย่างไร
จำเป็นสำหรับการผลิตฮอร์โมนทาง เพศชื่อเอสโตรเจน ซึ่งสามารถป้องกันโรคกระดูกกร่อน และโรคหัวใจได้

อ้วนหรือผอม
อยู่ที่ตัวคุณเอง

หลายๆ คนคงจะมีคำถามอยู่ในใจมากมาย เช่น ทำไมเราจึงอ้วน แล้วเราทำจะอย่างไร คนอ้วนนี้อ้วนมาตั้งแต่เกิดจริงหรือ หรือว่าจากการกินอย่างตามใจปาก

เหตุผลง่ายๆ อันหนึ่งที่ทำให้เราอ้วนก็คือ เรากินอาหารเข้าไปมากกว่าพลังงาน (แคลอรี) ที่เราใช้ไปภายในหนึ่งวัน ไม่ว่าพลังงานที่เราได้รับ จะมาจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือโปรตีนก็ตาม จะสะสมไว้ในร่างกาย ในรูปของไขมันไว้เป็นพลังงาน ใช้ในยามขาดแคลน

การใช้พลังงานของร่างกายมีคำศัพท์ ที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า อัตราการเผาผลาญอาหาร (Basic Metabolicrate) พลังงานที่เราใช้ไป จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำกันในแต่ละวัน

กระทรวงเกษตร กรมประมงและองค์การอาหารและยา ได้ทำการสำรวจพบว่า น้ำหนักของคนเราในช่วงหลังนี้ มากกว่าคนในสมัยก่อน ทั้งๆ ที่ปริมาณอาหารทื่กินเข้าไป น้อยกว่าคนในสมัยก่อนด้วยซ้ำไป นั่นเป็นเพราะว่า ในปัจจุบันนี้เราใช้พลังงานกันน้อยลงแทนที่จะเดินเราก็ขับรถกันมากขึ้น เวลาเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าเราก็ใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน ดูๆ ไปจะเห็นว่าคนในปัจจุบันขี้เกียจกว่าคนในสมัยก่อน ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น งานที่ทำกันส่วนใหญ่ ก็จะกลายเป็นงานนั่งโต๊ะทุกๆ คนจะหนีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ได้ แต่ทำไมจึงมีบางคนอ้วนและบางคนผอมได้ล่ะ ดูเหมือนว่าวิวัฒนาการของมนุษย์จะมีส่วนอยู่บ้างอย่าง เช่น ส่วนใหญ่จะพบว่าผู้หญิงจะอ้วนมากกว่าผู้ชาย นั่นเป็นเพราะว่าสรีระทางร่างกายของผู้หญิงนั้น เหมาะสมสำหรับการเก็บพลังงานมากกว่า เพื่อรองรับการตั้งครรภ์และการสร้างน้ำนม

ผู้หญิงส่วนใหญ่จะดูอ้วนบริเวณ สะโพกและต้นขา รูปร่างจะเหมือนกับลูกสาลี่ แต่คุณหมอกลับบอกว่า อ้วนแบบผู้หญิงนี้ยังไม่อันตราย เท่าอ้วนแบบผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นการสะสมไขมันบริเวณท้อง จะมีผลทำให้ตับทำงานผิดปกติ ทำให้ระดับของกรดไขมันในร่างกายสูงขึ้ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และโรคเบาหวานมากขึ้น รูปร่างของผู้ชายที่อ้วน ก็จะดูคล้ายกับลูกแอปเปิลนั่นเอง

ลักษณะทางพันธุกรรม ดูเหมือนว่าจะมีผลต่อความอ้วนเหมือนกัน เนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรม เป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของร่างกาย และสัดส่วนของเนื้อเยื่อ ผู้ที่มีเนื้อเยื่อไขมันน้อยกว่า จะมีอัตราการเผาผลาญอาหารที่สูงกว่าเด็กๆ ที่มีอัตราการเผาผลาญอาหารต่ำจะมีโอกาส

คุณว่าคุณอยู่กลุ่มไหน ?

วิธีหนึ่งในการดูว่า คุณมีน้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูง ของคุณหรือไม่ก็คือ การใช้แผนภาพระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง ดูว่าน้ำหนักของเราในหน่วย Stone Z1 Stone = 14 ปอนด์ ; 1 ปอนด์ = 0.45 กิโลกรัม) กับความสูงของเราในหน่วยฟุต ( 1 ฟุต = 0.3 เมตร) จะตกบริเวณใดของแผนภาพ แต่แผนภาพนี้ยังมีข้อบกพร่องคือ ไม่สามารถบอกความแตกต่าง ระหว่างน้ำหนักของกระดูกกับกล้ามเนื้อ หรือลักษณะโครงสร้างของร่างกายนั่นเอง
เป็นโรคอ้วนได้ง่ายเมื่อโตขึ้น แต่ก็นั่นอีกแหละ ไม่ใช่อัตราการเผาผลาญอาหารเท่านั้น ที่มีผลต่อความอ้วน เพราะอัตราการเผาผลาญอาหารจะเพิ่มขึ้น เมื่อเรามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย บางคนกล่าวว่า ลักษณะทางพันธุกรรมจะมีผลต่อการสั่งการของสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ไฮโปทาลามัสซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความรู้สึกทางเพศ ความกระหาย และความหิว ถ้าระบบประสาทส่วนนี้ถูกตัดลงก็จะมีผลทำให้ การกินอาหารของเราผิดปกติได้

ดูเหมือนว่าทฤษฎีเหล่านี้จะกล่าวเป็นนัยๆ ว่า คนอ้วนนั้นเกิดเนื่องจากการเผาผลาญอาหารของคนอ้วน แตกต่างไปจากคนปกติ จึงทำให้ต้องกินไขมันเพิ่มขึ้น แต่คุณหมอได้ยืนยันว่าความจริงแล้วสาเหตุของความอ้วนนั้น มาจากจิตใจมากกว่า

การลดขนาดของกระเพาะอาหาร

วิธีแรกที่ใช้กัน ในการลดขนาดของกระเพาะอาหาร คือ Stomach balloon ซึ่งทำโดยการบรรจุถุงน้ำเกลือ ลงไปในกระเพาะอาหาร ทำให้เรารู้สึกอิ่ม และอาจมีการผ่าตัดลำไส้เล็กให้สั้นลง ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้มีการดูดซึมสารอาหารลดลง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ คนเหล่านี้จะมีเกลือแร่ และวิตามินไม่เพียงพอ พร้อมกันนั้นไขมันที่ไม่ถูกย่อย ยังทำให้เกิดอาการท้องเสียอีกด้วย จึงมีการคิดค้นวิธีการใหม่ขึ้นมา เรียกว่า Stomach Stapling ซึ่งเป็นการเจาะกระเพาะอาหาร ออกบางส่วนให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กลง ดังนั้นเมื่อเรากินจะรู้สึกอิ่มเร็ว และถ้ายังกินต่อไปจะเริ่มอึดอัด อาจอาเจียนได้ในที่สุด
จากการศึกษาพบว่า คนอ้วนส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ไม่ดีเท่าคนปกติ คนอ้วนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจตัวเอง ไม่ค่อยรับรู้ว่าอาหารที่กินเข้าไปนั้นเพียงพอแล้ว ซึ่งต่างไปจากคนน้ำหนักปกติ ที่มักจะคอยระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่ออิ่มแล้ว รู้จักพอ ไม่ตามใจปาก ของตัวเองมากจนเกินไป

อยากผอมทำอย่างไร

จริงอยู่ การกินยา จะทำให้คุณผอมได้แต่ต้องใช้เวลา คุณลองเปลี่ยนนิสัยการกินอาหาร และวิถีการดำเนินชีวิตดูซิ คุณจะพบว่าคุณผอมลงได้ อย่างอัศจรรย์ใจเชียวแหละ

บางคนยอมทำทุกวิถีทาง
เพื่อให้น้ำหนักของตัวเองลดลง บางครั้งถึงกับยอมเข้าทำการผ่าตัด คุณหมอหลายๆ คนพยายามคิดค้นเครื่องมือ วิธีการที่จะทำให้คนอ้วนกินอาหารได้น้อยลง บางวิธีก็ทรมานมาก เช่น การมัดขากรรไกร (Jaw wiring) การใส่ถุงบอลลูนในกระเพาะอาหาร (Stomach balloons) และการลดขนาดกระเพาะอาหาร (Stomach staples) ซึ่งวิธีการเหล่านี้ไม่เห็นผลเท่าไรนัก

นายแพทย์ริชาร์ด เฮริสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด จากโรงพยาบาล Edgware General แห่งกรุงลอนดอน ได้กล่าวว่า วิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้กินอาหารโดยใช้วิธีทางกายภาพต่างๆ นั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ตรงประเด็นเท่าไร ทำไมจึงไม่ค้นหาสาเหตุที่ทำให้อ้วนกันล่ะ

การใช้ยาก็เป็นอีกหนทางหนึ่งแต่ว่ามีการโต้แย้งกันอย่างมากมาย การใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักนั้นเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งตัวยานี้สกัดจากพืชเมืองจีนที่ชื่อ Ephedra sinica และมีการนำสารนี้ใส่ลงในชา ในปี 2473 ได้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารประกอบดังกล่าว ซึ่งเป็นที่มาของการผลิตสาร แอมเฟตามีน ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แอมเฟตามีน เป็นสารกระตุ้นให้ระบบประสาทส่วนกลาง มีความอยากอาหารลดลง โดยการปล่อยสารสื่อประสาท ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบ ตามส่วนปลายของระบบประสาท เช่น นอร์อะดรีนาลีน, ชีโรโตนิน และ โดปามีน เป็นต้น สารเหล่านี้จะทำให้เรา ไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่แอมเฟตามีน เป็นสิ่งเสพติดและมีผลข้างเคียง เช่น โรคนอนไม่หลับ รู้สึกหงุดหงิดง่าย มองเห็นไม่ชัด และทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และที่สำคัญ คือมันไม่ได้ช่วยให้เราผอมได้อย่างถาวร คือถ้าเราหยุดยานี้เมื่อใด เราก็จะรู้สึกอยากอาหาร สุดท้ายก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม ในประเทศอังกฤษได้ระงับการใช้ยา แอมเฟตามีน นี้ตั้งแต่ กลางทศวรรษที่ 60 แล้ว แต่ไม่รู้ว่าในประเทศของเรา ยังมีการใช้ยานี้อยู่หรือไม่ ในเมื่อคุณรู้แล้วว่ายานี้เป็นอย่างไร เราเชื่อว่าคุณคงจะไม่เสี่ยง ที่จะไปลองมันอย่างแน่นอน

มีสารเคมีอีกชนิดหนึ่ง ใกล้เคียงกับ แอมเฟตามีน ก็คือ เดกซ์เฟนฟลูรามีน ซึ่งยังมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน ยาตัวนี้จะออกฤทธิ์ตรงจุดกว่า และมีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สารเด็กซ์เฟนฟูลรามีน จะยับยั้งการสร้างสาร ชีโรโตนินในระบบประสาท จึงทำให้เรายังมีความรู้สึกอยากอาหารเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันจะเพิ่มสารชีโรโตนิน ในสมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นสมองส่วนควบคุมความหิว ความอิ่ม จึงทำให้เรารู้สึกอิ่มอย่างรวดเร็ว ในเวลากินอาหาร ต่างจากสารแอมเฟตามีน ซึ่งจะไปยับยั้งความอยากอาหารโดยตรง

ศาสตราจารย์จอห์น กาโลว ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านโภชนาการของมนุษย์ ประจำโรงพยาบาลบาร์โธโลมิว ในกรุงลอนดอน เห็นว่าไม่เป็นการสมควร ที่จะใช้ยาเพื่อลดความอยากอาหาร ที่พูดอย่างนี้เพราะมี คลินิกบางแห่งใช้ยานี้ไป ในทางที่ไม่ถูกวิธี คือใช้กับบุคคลที่ไม่อ้วน เพียงแต่อยากควบคุมน้ำหนัก
อาหารนั้นสำคัญไฉน ?

อาหารที่เราบริโภคกัน จะมีองค์ประกอบของอาหารแตกต่างกันไป ซึ่งเราควรจะบริโภคให้ครบดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า "กินอาหารให้ครบหมู่ ร่างกายจะแข็งแรง" องค์ประกอบของอาหารที่ว่ามีดังนี้

1. โปรตีน เป็นส่วนที่เกี่ยวข้อง กับโครงสร้างของร่างกาย เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ โปรตีนเกิดจากองค์ประกอบย่อยๆ ที่เรียกว่า กรดอะมิโน มาเรียงตัวต่อกัน ซึ่งการเรียงตัวที่แตกต่างกัน จะทำให้โปรตีน มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปด้วย กรดอะมิโนสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ซึ่งจะมีประมาณ 10 ชนิด ส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มที่ร่างกาย ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ ต้องได้รับจากอาหารภายนอกเท่านั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม และไข่ จึงจัดได้ว่าเป็นกรดอะมิโน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย

2. คาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก ได้แก่ แป้ง อาจได้จากข้าว ขนมปัง หรือมันฝรั่ง น้ำตาลซูโครสจากน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลแล็กโทสจากนม คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลาย ให้อยู่ในรูปน้ำตาลกูลโคส และจะถูกเผาผลาญ ให้เป็นพลังงานในที่สุด

3. ไขมัน โมเลกุลของไขมันจะรู้จักกัน ในรูปของไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของกลีเซอรอล และกรดไขมัน 3 ชนิด กรดไขมันจะเป็นโมเลกุลของคาร์บอน เรียงตัวกันโดยมีไฮโดรเจน และออกซิเจนมาจับอยู่ กรดไขมันสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ด้วยกัน คือ กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชีงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากๆ (Polyunsaturated fatty acid) ร่างกายของเรา ต้องการกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากๆ เนื่องจากตับไม่สามารถ สร้างกรดไขมันประเภทนี้ได้

4. เส้นใย ส่วนใหญ่ไดจากพืช ซึ่งจะเป็นส่วนของโครงสร้างและใบ เยื่อใยมีคุณสมบัติในการดูดน้ำ และพองตัว นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคอาหารที่มีเยื่อใยมากๆ จะไม่มีปัญหาทางระบบขับถ่าย อุจจาระจะมีลักษณะนิ่ม ในทางกลับกัน ถ้าบริโภคเยื่อใยน้อยเกินไป จะทำให้เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

5. วิตามิน เป็นสารที่ต้องการเพียงเล็กน้อย แต่สำคัญมาก เป็นสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาทางร่างกาย ร่างกายของเรา ไม่สามารถสร้างวิตามินได้ เราจะต้องบริโภคให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะการขาดวิตามิน
เท่านั้น ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่กำลังตกเป็นเหยื่อของคลินิกประเภทนี้

แต่อย่างไรก็ตาม การคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ก็ยังคงมีต่อไป สิ่งที่ทำก็เพื่อให้มีการดูดซึมไขมันลดลง ในประเทศอังกฤษ ได้มีการทดสอบสารตัวหนึ่งชื่อว่า เตตราไฮโดลิปสเตติน สารนี้จะไปยับยั้งขั้นตอนการเปลี่ยนจากไตรกลีเซอร์ไรด์ไปเป็นกรดไขมัน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของการดูดซึมไขมัน ร่างกายจึงไม่สามารถนำไขมันไปใช้ได้ แต่คุณหมอต่างเป็นห่วงกันว่า ถ้ามีปริมาณไขมันเข้าไปในลำไส้เล็กมากจนเกินไป จะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในไขมันเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังทำให้สมดุลของร่างกายเสียไปอีกด้วย

บางทีวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการใช้สารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (เอนเตอโรสเตติน) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในลำไส้เล็ก มีการทดลองให้สารเอนเตอโรสเตตินกับหนู พบว่า หนูจะกินไขมันลดลงในขณะที่ไม่มีผลต่อการกินคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน

สาร เอนเตอโรสเตติน เกิดจากสาร โปรโคไลเปส ซึ่งเป็นเอนไซม์จากตับอ่อน มีบทบาทในการย่อยสลายไขมัน เมื่อตับอ่อนหลั่ง โปรโคไลเปส เข้ามายังลำไส้เล็กจะแยกตัว เป็นโคไลเปสซึ่งจะช่วยละลายไขมัน และสารเอนเตอโรสเตติน โดยทั่วไปร่างกายของคนเราจะมีกระบวนการยับยั้งความอยาก ในการบริโภคไขมันอยู่แล้ว คือถ้าเรากินไขมันมาก ตับอ่อนจะหลั่งโปรโคไลเปสมาก ซึ่งทำให้สร้างเอนเตอโรสเตตินมาก สารตัวนี้จะไปลดความอยากในการบริโภคไขมัน โดยการส่งข้อมูลกลับไปยังระบบประสาทส่วนกลาง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการค้นพบต่างๆ นี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าจะต้องรู้จักที่จะใช้ เช่น การใช้ยาไม่ได้ทำให้เราผอมลงได้อย่างถาวร ยาเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนเราเปลี่ยนแปลงนิสัยซึ่งจะค่อยเป็นค่อยไป เราต้องพยายามเปลี่ยนวิถีในการดำเนินชีวิตด้วย อาจจะเริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง บริโภคคำอาหารให้เล็กลง และที่สำคัญจะต้องมีการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ เชื่อว่าในเวลาไม่นานคุณต้องเอาชนะเจ้าโรคอ้วนนี้ได้แน่ๆ

แปลและเรียบเรียงจาก Diet and Health Focus January 1994

แสงสวัสดิ์ อุดเดชวัฒน


[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 104 มกราคม 2538]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600