มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[ที่มา..จากหนังสือ UP DATE ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 ธันวาคม 2536]


เปลี่ยนกลุ่มเลือด

หมอวัตสัน


ธนาคารเลือดก็คล้ายกับธนาคารอื่นๆ มีการฝากโดยผู้บริจาคเลือด และการถอนโดยแพทย์ เพื่อนำเลือดไปให้ผู้ป่วย แพทย์ผู้บริหารธนาคารเลือดมีภาระรับผิดชอบอันสำคัญ เพราะเลือดที่ออกจากธนาคารจะต้องได้รับการตรวจสอบจนแน่ใจว่า ปลอดภัยเหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยอย่างแท้จริง วิชาการด้านธนาคารเลือดย่อมหมายถึงชีวิต หรือความตายของผู้ป่วยที่รับเลือดโดยตรง

ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในธนาคารเลือด คือ การขาดสภาพคล่อง เลือดที่ได้รับบริจาคในบางช่วงเวลา มีไม่พอกับความต้องการ เช่นเวลาปิดภาคการศึกษา หรือบางคราวมีเลือดอยู่จริง แต่เป็นกลุ่มที่ให้กับผู้ป่วยไม่ได้ การกักตุนเลือดไว้มากๆ ก็ไม่เป็นผลดีเสมอไป เพราะการแช่แข็งทำให้เม็ดเลือดเสื่อมสภาพ สารที่มีประโยชน์ในเลือดลดร้อยลงเรื่อยๆ เลือดทั่วๆ ไป จะเก็บไว้ไม่เกิน 35 วัน ผู้ป่วยที่เลือดออกเพราะได้รับอุบัติเหตุ ต้องการเลือดที่เพิ่งบริจาคใหม่ๆ เพราะช่วยการนำออกซิเจนได้ดีกว่า

ธนาคารเลือดต้องดิ้นรนทุกทาง เพื่อให้มีเลือดไว้สนองความต้องการ ที่นิวยอร์กถึงกับต้องนำเข้าเลือดส่วนหนึ่ง (30%) จากยุโรป แต่ก็ต้องกลั่นกรองอย่างละเอียดยิบ การสังเคราะห์เลือดเทียม ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น หนทางที่เหลืออยู่คือ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนมาบริจาคเลือดกันมากๆ ถึงกระนั้นเลือดที่ได้รับมาก็ไม่อาจกำหนดได้ล่วงหน้าว่า จะเป็นเลือดกลุ่มใด จำนวนเท่าใด เลือดบางกลุ่มได้รับบริจาคมามาก แต่ในที่สุดก็ต้องทิ้งไป เพราะในช่วงเวลานั้น ไม่มีความต้องการเลือดกลุ่มนั้นเลย

แจ๊ค โกลด์สไตน์ นักชีวเคมี ประจำศูนย์บริการโลหิตนิวยอร์ก อธิบายว่า เลือดมนุษย์แบ่งได้ง่ายๆ เป็น 4 กลุ่ม คือ A, B, AB และ O กลุ่มที่ใช้ง่ายที่สุดคือ กลุ่ม O เพราะอาจนำไปให้กับผู้มีเลือด กลุ่มอื่นได้ถ้าจำเป็น โกลด์สไตน์พยายามหาวิธีเปลี่ยนแปลง เลือดกลุ่มอื่นๆ ให้กลายเป็นเลือดกลุ่ม O ซึ่งถ้าทำได้ เลือดที่จะต้องทิ้งไปเปล่าๆ ก็อาจกลับมีประโยชน์ได้

การที่จะเปลี่ยนเลือดกลุ่มอื่นให้กลายเป็นกลุ่ม O นั้น จะต้องรู้เสียก่อนว่า เลือดแต่ละกลุ่มมีส่วนประกอบต่างกันอย่างไร

สิ่งที่บางบอกกลุ่มเลือดของมนุษย์ คือโมเลกุลของน้ำตาล ที่เกาะอยู่บนผิวเม็ดเลือดแดงซึ่งเลือดทั้ง 4 กลุ่ม มีส่วนปลายสายน้ำตาลเป็นโมเลกุลของฟูโคส (fucose) เหมือนกัน และถัดมาก็เป็นน้ำตาลกาแลคโตสเหมือนกันอีก ความแตกต่างอยู่ตรงตำแหน่งของกาแลคโตสนี่เอง ว่า มีโมเลกุลชนิดใดพ่วงอยู่

ถ้ามี N-acteyl-galatosamine เกาะอยู่กับกาแลคโตส เม็ดเลือดนั้นจะเป็นกลุ่ม A ถ้าเป็นกาแลคโตสอีกโมเลกุลหนึ่งเกาะอยู่ จะเป็นกลุ่ม B และถ้ามี N-acteyl-galatosamine บ้าง กาแลคโตสบ้าง เลือดก็เป็นกลุ่ม AB แต่ถ้าไม่มีอะไรเกาะอยู่กับกาแลคโตสเลย (นอกจาก ฟูโคสซึ่งอยู่ตรงปลาย) นั่นก็คือเลือดกลุ่ม O

ด้วยเหตุนี้ เลือดกลุ่ม O จึงนำไปให้คนที่มีเลือดกลุ่มใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น O, A, B หรือ AB เพราะการที่เลือดเข้ากันไม่ได้นั้น เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้น้ำตาลผิดแปลกไปจากที่เคยมีอยู่ น้ำตาลจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ออกมาทำลายเม็ดเลือด ที่มีน้ำตาลแปลกปลอม เมื่อเป็นเช่นนี้ เลือดกลุ่ม A ย่อมจะให้กับคนที่มีกลุ่มเลือด A หรือ AB ได้ ส่วนเลือดกลุ่ม B ก็ให้ได้เฉพาะคนที่มีเลือดกลุ่ม B หรือ AB แต่เลือด AB จะให้ใครไม่ได้เลยนอกจากกลุ่ม AB ด้วยกัน สำหรับเลือดกลุ่ม O นั้นจะให้ใครก็ได้ เพราะน้ำตาลบนเม็ดเลือดแดง ไม่มีของแปลกปลอมที่เป็นพิษภัยแต่อย่างใด

โกลด์สไตน์จึงคิดว่า ถ้าปลด N-acteyl-galatosamine ออกจากเลือดกลุ่ม A และปลดกาแลคโตสหนึ่งตัว ออกจากเลือดกลุ่ม B ได้สำเร็จ เราก็จะได้เม็ดเลือดแดง ที่ไม่มีพิษภัยกับใครเช่นเดียวกับเลือดกลุ่ม O และตราบใดที่เลือดยังไม่หมดเกลี้ยงจากธนาคาร ก็ยังมีโอกาสจะนำไปใช้ประโยชน์ได้

การตัดโมเลกุลน้ำตาลออกต้องใช้เอนไซม์หรือน้ำย่อยออกมาช่วย งานที่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งก็คือ การค้นหาเอนไซม์ มาตัดโมเลกุลที่ต้องการออกได้พอดี โดยไม่รบกวนโมเลกุลอื่น ปรากฏว่านักล่าเอนไซม์ไปพบสารที่ใช้เปลี่ยนเลือดกลุ่ม B เป็น O ในเมล็ดกาแฟดิบซึ่งเมื่อผสมกับเม็ดเลือดกลุ่ม B เป็นเวลา 2 ชั่วโมง กาแลคโตสเฉพาะโมเลกุลที่สองก็ถูกตัดออกไป เป็นอันว่า น้ำตาลบนผิวเม็ดเลือดแดงนี้มีโครงสร้างเหมือนของเลือดกลุ่ม O แล้ว

จากนั้นต้องทดสอบว่า เม็ดเลือดยังนำออกซิเจนได้อยู่หรือเปล่า สัตว์ที่มารับการทดสอบแทนมนุษย์ก็คือ ชะนี เมื่อทดสอบว่าปลอดภัยแล้ว ก็มาทดลองกับคนอาสาสมัครที่มีกลุ่มเลือดต่างๆ กัน พบว่า เม็ดเลือดแดงดัดแปลงนี้มีอายุอยู่ได้ถึง 120 วัน เช่นเดียวกับเม็ดเลือดปกติ และไม่ถูกร่างกายทำลายแต่อย่างใด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ คนที่มีเลือดกลุ่ม O เกิดมีระดับโปรตีนที่ต่อต้านเซลล์กลุ่ม B เพิ่มขึ้นในเลือด เป็นเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไปเอง แม้ว่าเซลล์เม็ดเลือดจะไม่ถูกทำลาย แต่โกลด์สไตน์ก็ไม่ประมาท และพยายามค้นคว้าว่า จะมีผลเสียต่อผู้รับเลือดอย่างไร หรือไม่

สำหรับเซลล์กลุ่ม A การหาเอนไซม์มาย่อย เพื่อให้กลายเป็นกลุ่ม O นั้นเรียกว่าต้องพลิกแผ่นดินกันทีเดียว หลังจากใช้เซลล์แทบทุกชนิด ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในที่สุดก็พบเอนไซม์จากต ซึ่งก็ยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์นัก เพราะใช้ได้กับผู้มีเลือดกลุ่ม A เพียงบางส่วนเท่านั้น

ท้ายที่สุด ยังมีเรื่องของ Rh factor ซึ่งก็กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ แต่ตัวการบนเม็ดเลือดแดงเป็นโปรตีน ไม่ใช่น้ำตาล คนส่วนใหญ่มี Rh factor อยู่บนเม็ดเลือดแดง เรียกว่า Rh positive แต่ก็มีบางคนที่ไม่มีโปรตีนนี้ เรียกว่าพวก Rh negative ถ้าคนส่วนน้อยนี้ได้รับเลือด Rh positive เข้าไป ร่างกายจะมีปฏิกิริยาของสิ่งแปลกปลอมและทำลายเม็ดเลือดแดงทันที แม้ว่ากลุ่ม ABO จะตรงกันก็ตาม ในทางกลับกัน คนทั่วไป (Rh positive) ถึงได้เลือด Rh negative ก็ไม่เป็นอันตราย เพราะไม่มีโปรตีนที่ผิดปกติแต่อย่างใด

แม้ว่าคนที่ Rh negative จะมีน้อย แต่ทั้งโกลด์แมน และนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ก็พยายามหาเอนไซม์ที่จะย่อย Rh factor ออกจากเม็ดเลือดให้ได้ เพราะถ้าทำสำเร็จ ทุนสำรองเลือดในธนาคารเลือดทุกแห่ง ก็จะสามารถปรับให้อยู่ ในสกุลเดียวกันหมด คือ กลุ่ม O negative เป็น กลุ่มเลือดสากล ที่สามารถให้กับผู้รับเลือดเกือบทุกคนได้ โดยไม่ต้องปฏิเสธด้วย คำตอบว่า
"ไม่มีเลือด ชนิดนี้อยู่ในธนาคาร" อีกต่อไป


[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600