มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2542]

สมอง! ของไอน์สไตน์

รุ่งมณี เมฆโสภณ


คุณคงเคยสงสัยใช่ไหมว่า ทำไม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ถึงได้ฉลาดกว่าคนธรรมดา

ข้อสงสัยนี้มีคำตอบแล้วระดับหนึ่ง

เมื่อคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ (McMaster Universtity) เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ได้เสนอรายงานผลการวิจัยสมองของไอน์สไตน์ ในวารสาร ทางการแพทย์ The Lancet เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า จากการศึกษาเปรียบเทียบสมองของไอน์สไตน์กับสมองคนฉลาดปกติทั่วไป เป็นชาย 35 คน หญิง 56 คน พบว่า บริเวณส่วนล่าง ของสมองด้านข้าง (inferior parietal region) ของไอน์สไตน์ ใหญ่กว่าของคนปกติธรรมดาถึง 15 เปอร์เซ็นต์ สมองบริเวณดังกล่าว อยู่ในระดับเดียวกับหู มีหน้าที่เกี่ยวกับการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์

นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกด้วยว่า ร่องสมองของไอน์สไตน์ หายไปบางส่วนโดยที่สมองของคนทั่วไปจะมีร่องสมองจากส่วนหน้า ต่อเนื่องไปยังสมองส่วนหลังซึ่งร่องที่หายไปบางส่วนนี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์ เนื่องจากทำให้เส้นประสาทและเซลล์สมองบริเวณนั้น สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

ผลของการศึกษาวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า อัจฉริยภาพ ของนักทฤษฎีทางฟิสิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกผู้นี้ มีมาตั้งแต่กำเนิด

อย่างไรก็ตาม คณะนักวิทยาศาสตร์ทางด้านประสาทวิทยา ของมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ได้ชี้ว่า การค้นพบจากการศึกษา ด้านกายภาพของสมองไอน์สไตน์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการบรรลุจุดหมาย ปลายทางของการศึกษาเรื่องสมอง พวกเขาตระหนักดีว่า สภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองเช่นกัน เพียงแต่การศึกษาสมองของไอน์สไตน์ครั้งนี้สามารถบอกได้ว่า สภาพแวดล้อมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อพัฒนาการของสมอง

ผลการวิจัยของสมองไอน์สไตน์ที่เผยแพร่ออกมานี้ นับเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 2498 ที่พรินซตัน (Princeton) รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา และสมองของเขาตกอยู่ในความครอบครอง เพื่อการศึกษาของดอกเตอร์โธมัส ฮาร์วีย์ (Thomas Harvey) นักพยาธิวิทยาซึ่งทำหน้าที่ชันสูตรศพเขา โดยดอกเตอร์ฮาร์วีย์ ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องทั้งจากกองมรดกและบุตรชาย ไอน์สไตน์-Hans Albert

ดอกเตอร์ฮาร์วีย์ได้ถ่ายภาพสมองของไอน์สไตน์ พร้อมทั้งวัดขนาดไว้ นอกจากนั้นยังได้ตัดสมองออกเป็นชิ้นขนาดต่างๆ กันถึง 240 ชิ้น แต่ไม่มีผลการศึกษาวิจัยใด ๆ ออกมา

จนกระทั่งเมื่อปี 2539 ดอกเตอร์ฮาร์วีย์ได้ส่งโทรสารประโยคเดียว ไปยังมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ในแคนาดา ถามว่า สนใจที่จะศึกษา สมองของไอน์สไตน์ไหม ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากคณะนักวิจัย ด้านประสาทวิทยาของที่นั่นกลับมาว่าสนใจ จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยครั้งนี้

ซึ่งก็เป็นตามความมุ่งหวังของตัวไอน์สไตน์เองที่เคยบอกไว้ ในประวัติของเขาชิ้นหนึ่งว่า เขาหวังว่าจะมีการศึกษาสมองของเขา เมื่อเขาตายแล้ว

จนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ยังไม่มีความเห็นในเรื่องผลการศึกษาครั้งนี้ จากดอกเตอร์ฮาร์วีย์ผู้ซึ่งเก็บสมองของไอน์สไตน์ไว้นานถึง 41 ปี ก่อนที่จะส่งต่อให้กับนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์

ส่วนหัวหน้าทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์บอกว่าชั้นต่อไป พวกเขาจทำการถ่ายภาพสมองของบรรดานักคณิตศาสตร์ ที่มีความฉลาดหลักแหลมซึ่งยังมีชีวิตอยู่ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ กับสิ่งที่ค้นพบจากสมองของไอน์สไตน์

ขณะเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีรายงานข่าวความเกี่ยวข้อง ระหว่างสมองกับความรุนแรงในรายการ 48 Hours ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) ของสหรัฐว่า

พฤติกรรมรุนแรงของคนเรานั้นติดตัวมาตั้งแต่เกิด

ดอกเตอร์แดเนียล อาเมน (Daniel Amen) นักจิตวิทยาซึ่งมีคลินิกอยู่ที่เมืองแฟร์ฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาสมองของคน 7,000 คน พบว่า ความผิดปกติดังกล่าวนั้นจะอยู่ที่กลีบสมองบริเวณขมับซ้าย (left temporal lobe) ซึ่งเป็นแหล่งควบคุมความคิดที่ก้าวร้าว

ดอกเตอร์อาเมนบอกว่า ทฤษฎีของเขานั้นไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เป็นคำอธิบาย

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางคนมองว่า ดอกเตอร์อาเมน ยังทำการวิจัยไม่พอที่จะพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าว แต่ปรากฏว่า เขาได้รับการว่าจ้างจากทนายที่ว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีอาญาถึง 20 คดี ด้วยกันให้เขาไปให้การเป็นพยาน เพื่ออธิบายต่อคณะลูกขุน เกี่ยวกับทฤษฎีของเขาว่า ที่เด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงนั้น เกิดมาพร้อมกับสมองที่ผิดปกติซึ่งดอกเตอร์อาเมนบอกว่า คำให้การเป็นพยานของเขา ทำให้ผู้ต้องหาได้รับการผ่อนผันโทษ จากหนักเป็นเบา

ดอกเตอร์อาเมนบอกว่า ที่เขาทำเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ต้องหาเหล่านั้นไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขากระทำลงไป (โดยจำเลยกลายเป็นกลีบสมองบริเวณขมับซ้ายแทน) แต่ดอกเตอร์อาเมนเห็นว่า การที่ไม่ให้ความสนใจว่า ความผิดปกติของสมองนั้นมีอยู่จริง จะยิ่งยุ่ง!

เ รื่องนี้ยังคงต้องถกเถียงและศึกษาเพิ่มเติมต่อไปไม่ว่าจะเป็น สมองอัจฉริยะหรือสมองของพวกที่มีพฤติกรรมรุนแรง

เห็นทีดิฉันจะต้องส่งโทรสารหรืออี-เมล์ ไปให้ดอกเตอร์อาเมนหรือคณะวิจัย ด้านประสาทวิทยาของมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ในแคนาดา ถามว่าไม่สนใจศึกษาวิจัยสมองของผู้คนในสังคมไทยบ้างหรือ

โดยเฉพาะนักการเมืองไทย !

ซึ่งดิฉันสงสัยว่า พวกเขาจะต้องมีกลีบ (พู) ร่องสมอง หรือส่วนหนึ่งส่วนใด ผิดปกติเหมือน กันอย่างแน่นอนมิเช่นนั้นแล้ว คงไม่มีพฤติกรรมหมู่ ใกล้เคียงกันได้มากขนาดนี้ แม้บ้างคนจะมีภูมิหลังต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม

รุ่งมณี เมฆโสภณ


ขอบคุณหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600