มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่12พฤศจิกายน พ.ศ.2542]



ก้าวย่างสู่สุขภาพเท้าที่ดี

ศ.น.พ.เทพ หิมะทองคำ


เท้าเป็นอวัยวะที่หลายๆ ท่านมักนึกถึง และให้ความสำคัญเป็นอับดับท้ายๆ ทั้งๆ ที่แต่ละวัน เราจะใช้เท้าในการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเดิน ยืน หรือวิ่ง เท้าแต่ละข้างต้องแบกรับน้ำหนัก ถึง 3 เท่าของน้ำหนักตัวเรา เท้าจึงมีโอกาสบาดเจ็บได้ง่าย

ลักษณะและอาการของเท้าที่จะทำให้เกิดปัญหาได้แก่

1. ผิวหนังใต้ฝ่าเท้าหนา (Plantar callus) ตามปกติกระดูกฝ่าเท้าของนิ้วที่ 2 มักจะยาวกว่า และต่ำกว่ากระดูกอื่นๆ ดังนั้นเวลาเดิน กระดูกชิ้นนี้จะกดลงบนพื้นก่อน ทำให้ได้รับการกดแรงกระแทก มากกว่ากระดูกชิ้นอื่นๆ เป็นผลให้ผิวหนังใต้ฝ่าเท้าบริเวณนั้น หนากว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวด และเจ็บฝ่าเท้าได้

การรักษา อาจจะใช้อุปกรณ์เสริม เพื่อลดแรงกดบริเวณฝ่าเท้าช่วย แต่ถ้าไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดกระดูก ("V" osteotomy) เพื่อลดแรงกดในฝ่าเท้าบริเวณนั้น

2. นิ้วหัวแม่เท้าเอียง (Deviated hall) จะพบได้ในลักษณะที่หัวแม่เท้าเอียงเข้าหานิ้วอื่นๆ ของเท้า และอาจจะกดเบียด โดยเฉพาะนิ้วที่ 2 ของเท้า ทำให้เกิดแผล หรือตาปลาขึ้นได้

การรักษา ผ่าตัดเอากระดูกชิ้นเล็กๆ ออกจากกระดูกหัวแม่เท้าจะแก้ปัญหาได้

3. กระดูกส้นเท้างอก (Heel spur) กระดูกส้นเท้าที่งอกนี้ อาจเกิดจากการดึงรั้งของกล้ามเนื้อในฝ่าเท้าเป็นเวลานานๆ มักจะพบในผู้ที่มีฝ่าเท้าสูงทำให้กล้ามเนื้อตึงมากเกินไป กระดูกส้นเท้างอกเป็นสาเหตุของอาการเจ็บส้นเท้าเมื่อมีการลงน้ำหนัก

การรักษา ผ่าตัดนำกระดูกงอกออก รวมทั้งตัดคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อในฝ่าเท้า

4. เล็บขบ (Ingrown toenail) เล็บขบคือ การที่ด้านข้างของเล็บจิกลงไปในผิวหนังของนิ้วเท้า เมื่อมีการเสียดสีบ่อยๆ จะทำให้เกิดการอักเสบฉีกขาด และมีการติดเชื้อตามมาได้ เล็บขบอาจเกิดด้านเดียว หรือขบทั้ง 2 ด้านก็ได้

การรักษา ถ้าเล็บขบด้านเดียว การตัดเล็บออกบางส่วนจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ถ้าขบ 2 ด้าน จนทำให้มีอาการเจ็บปวดไม่สามารถลงน้ำหนักได้ การถอดเล็บจะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป เมื่อเล็บถูกถอดไป ร่างกายจะสร้างเล็บเทียมขึ้นจากผิวหนังใต้เล็บจะหนา และแข็งขึ้นคล้ายเล็บ และสามารถทาเล็บเทียม ด้วยยาทาเล็บได้

5. กระดูกงอกใต้เล็บ (Bone spur under the nail) กระดูกของนิ้วเท้าอาจจะงอกขึ้นไปหาเล็บ และกดกับเนื้อเยื่อใต้เล็บ ทำให้มีอาการเจ็บปวด โดยเฉพาะเวลาใส่รองเท้าหรือลงน้ำหนัก

การรักษา ใช้สว่านขนาดเล็กตัด และตะไบกระดูกงอกให้เล็กลงผ่านรอยตัดเล็กๆ ใต้เล็บ

6. เนื้องอกของเส้นประสาท (Neuromas) ที่เกิดจากรูปร่างของกระดูกนิ้วเท้าที่ผิดจากปกติ การใส่รองเท้าคับๆ มากเกินไป จนทำให้เส้นประสาท ที่อยู่ระหว่างกระดูกนิ้วเท้ากดเบียดกันบ่อยๆ (มักเกิดระหว่าง กระดูกนิ้วเท้าที่ 3 และ 4) มีขนาดโตขึ้น และเกิดการกดเบียดมากขึ้น ก่อให้เกิดอาการปวด

การรักษา ตัดเส้นประสาทออก ซึ่งอาจทำให้นิ้วเท้าบางส่วนมีอาการชาบ้าง

7. ถุงน้ำ (Ganglions) บางครั้งเยื่อหุ้มข้อ หรือเยื่ออุ้มเส้นเอ็น อาจจะกลายเป็นถุงน้ำ ทำให้มีอาการโป่งพองของผิวหนังบริเวณเท้าในขนาดต่างๆ กัน ก่อให้เกิดความรำคาญ และเจ็บเมื่อมีการเสียดสี

การรักษา โดยการผ่าตัดนำถุงน้ำออก

8. ฝ่าเท้าสูงกว่าปกติ (High-arched feet) รูปร่างของเท้าอาจจะเป็นตัวบ่งบอกปัญหาของเท้าในอนาคต ผู้ป่วยบางรายมีฝ่าเท้าสูงกว่าปกติ เนื่องจากมีการเสียสมดุล ของกล้ามเนื้อต่างๆ ในฝ่าเท้า ซึ่งมักถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดปัญหาปวด หรือเมื่อยล้าฝ่าเท้า ปวดส้นเท้า ปวดข้อเท้า รวมทั้งอาจเกิดตาปลาขึ้นได้

การรักษา ใช้อุปกรณ์เสริมฝ่าเท้า หรือผ่าตัดแก้ไขให้ฝ่าเท้าเตี้ยลง

9. ฝ่าเท้าแบน (Flat feet) ฝ่าเท้าแบนนี้ อาจเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเหมือนกัน ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อฝ่าเท้าขาดความสมดุล ก่อให้เกิดปัญหาเช่น นิ้วเท้าจิกลงพื้น หัวแม่เท้าบิดเอียง ปวดฝ่าเท้า ปวดขา รวมทั้งปวดน่องเวลาเดิน

การรักษา อาจใช้อุปกรณ์เสริมฝ่าเท้า หรือผ่าตัดใส่พลาสติกเสริมฝ่าเท้า

น.พ.ศักดิ์ชัย จันทรอมรกุล
แพทย์ประจำคลีนิกสุขภาพเท้าโรงพยาบาลเทพธารินทร์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600