มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2543]


หนุ่มโสดปี 2000

วลัญช์ สุภากร

"ผมเลิกกุมขมับแล้วครับ"

หลัง "ฟองสบู่แตก" เมื่อไม่กี่ปีก่อน ภาพความสวยงาม ในชีวิตกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมนานาฉาก "การปิดกิจการ" และ "การเลิกจ้างงาน" เกิดขึ้นรวดเร็ว และรุนแรงราวพายุร้าย ฉุดกระชากลากถู ตามมาด้วยสถานการณ์วิกฤติในสังคมมากมาย การฆ่าตัวตาย เสียสติ ความเครียด ปัญหา อาชญากรรม ยาเสพย์ติด ความอดอยาก เสียงคร่ำครวญก่นด่า ฯลฯ ปะทุขึ้นในสังคมอย่างน่าตกใจไม่เว้นแต่ละวัน ส่งผลกระทบต่อ "ความคิด" และ "การใช้ชีวิต" ของผู้คนที่ร่วมยุคสมัย

ตัวอย่างเรื่อง "การมีครอบครัว" สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานรับปี ค.ศ.2000 แนวโน้มการใช้ชีวิตครอบครัว ของคนในศตวรรษใหม่นี้ แปลกถึงขนาดคนเพศเดียวกัน จะแต่งงานด้วยกันเองมากขึ้น และนิยมครองตัวเป็นโสด ทั้งนี้ก็เพื่อตัดปัญหาและความรับผิดชอบในชีวิตลงให้ได้มากที่สุด

ศตวรรษนี้ คนหนุ่มสาวจะสร้างครอบครัวให้มีขนาดเล็กลง เป็นครอบครัวแบบมี "พ่อ แม่ และลูกอีกหนึ่งหรือสองคน" มากขึ้นทุกที ซึ่งกว่าจะตัดสินใจอยู่รวมเป็นครอบครัวได้ก็ใช้เวลานาน

ในโพลล์ชุด "เตรียมตนเป็นคนยุค 2000" ของ กรุงเทพวันอาทิตย์ จึงได้บรรจุเรื่องทัศนคติต่อความเป็นโสดไว้ด้วยกันสองหมวด เพื่อหยั่งเสียงดูว่ามุมมองต่อความโสด ไม่โสดในพอศอนี้ เปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ คนโสดยังถูกมองในแง่ลบ หรือได้รับการมองว่าเป็นเรื่องปกติ คนที่ยังเป็นโสดเดือดร้อน กับความเป็นโสดของตัวเองหรือไม่อย่างไร สัปดาห์ก่อน พบเรื่องสาวโสดไปแล้ว สัปดาห์นี้เป็นทัศนคติของบรรดาหนุ่มโสด แต่ก่อนที่จะได้พบคำตอบ ลองมาดูตัวอย่างทัศนคติเรื่อง การมีชีวิตครอบครัวของหนุ่มโสดชื่อดังสองคนที่สาวๆ กำลังให้ความสนใจ

สุรพันธ์ ชาวปากน้ำ

" ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ถึงไม่มีความสุข เราก็ทนได้ "

นายแบบรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในวงการ เอ-สุรพันธ์ ชาวปากน้ำ อายุ 22 ปี กำลังอยู่ในวัยเรียน แต่เมื่อโอกาส ในวงการบันเทิงเปิดรับ เขาก็กำลังหาประสบการณ์ บนเส้นทางการเป็นนายแบบให้กับแวดวงแฟชั่นเมืองไทย แน่นอนเป็นที่สะดุดตาของสาวๆ

เปิดประเด็นด้วยการถามถึงคนใกล้ตัวหรือเพื่อนๆ ว่ามีครอบครัวกันไปแล้วมากน้อยแค่ไหน? นายแบบหนุ่มไทยวัย 22 แต่สูงชนิดคนสูง 175 เซนติเมตร เมื่อยคอได้ง่ายๆ ตอบว่า
"หมายถึงแต่งงานหรือครับ ยังเลยครับ เพราะว่าในอายุ 22 หรือคนที่เอรู้จัก ยังไม่มีใครแต่งงาน เพื่อนในรุ่นที่เรียนมาด้วยกัน ก็ยังไม่มีใครแต่งงาน เพราะอายุยังน้อย ยังเรียมหาวิทยาลัยกันอยู่"

แต่เท่าที่สังเกต จากข่าวสารปัจจุบัน จากเพื่อน และจากญาติพี่น้อง สุรพันธ์ยอมรับว่า ผู้คนยุคนี้แต่งงานช้าขึ้นเรื่อยๆ
"เทียบกับอดีตแล้ว ผมว่าคนปัจจุบันนี้แต่งงานช้าลงครับ อย่างคุณแม่ผมท่านก็แต่งงานตอนอายุยี่สิบสองยี่สิบสาม"

ที่เขาต้องการพูดคือ "ตอนนี้โลกมีวิวัฒนาการที่เร็วขึ้น โลกเราเปลี่ยน แปลงเร็วขึ้น ผู้คนรักที่จะมีอิสระ และมีความฉลาดในการเลือกมากขึ้น"
เนื่องจาก "ทุกคนต้องการ สิ่งสมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิตตัวเอง"

"สิ่งสมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต" หมายถึง การแต่งงานเป็นสิ่ง ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตมากสำหรับเขาใช่หรือไม่?
"เป็นความใฝ่ฝัน" สุรพันธ์เลือกใช้คำนี้แทนคำว่ายิ่งใหญ่ และขยายความถึงความใฝ่ฝันต่อไปว่า
"อยากจะมีผู้หญิงที่เรารักคนหนึ่ง รู้สึกว่าคนนี้ใช่ คนนี้ดี แต่งงานกับเขา มีลูกกับเขา อยากจะแต่งงานประกาศให้ทุกคนรู้" ผู้หญิงคนดังกล่าวจะปรากฏเป็นตัวเป็นตนต่อหน้าสุรพันธ์ก็ต่อเมื่อ
"ต้องคบกันแล้วค่อยๆ เรียนรู้กันไป ถ้าเธอเป็นคนที่ใช่ ทำให้เรามีความสุขอยู่ตลอด คนๆ นั้นก็น่าจะเป็นคนที่เราคิดว่าใช่"

ถ้าผ่านไปเป็นสิบๆ ปีผู้หญิงคนดังกล่าวไม่ยอมปรากฏตัว สักที หนุ่มเอบอกว่า
"คงต้องลดมาตรฐานลงมาเรื่อยๆ ลดความต้องการลง หาคนที่ใกล้เคียงที่สุด คือไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบที่สุด แต่อะไรที่ใกล้เคียงที่สุด สิ่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เราเลือกมากกว่า"

ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันปีที่ผ่านมา ชีวิตแต่งงานพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่านำมาได้ทั้งความสุขและความเศร้า

ผู้ชายหลายคนตัดสินใจเลือกครองตัวเป็นโสดตลอดกาล แต่สำหรับสุรพันธ์หนุ่มวัยยี่สิบสอง เขาว่าสำหรับตัวเขา
"คงทำไม่ได้ เพราะผมอยากมีลูก อยากมีครอบครัวที่ดี"

หลายคนบอกว่าชีวิตปิดฉากเมื่อแต่งงาน แต่ก็มีอีกจำนวน ไม่น้อยที่ชีวิตแต่งงานเปรียบเสมือนละครบทใหม่ ที่ต้องเริ่มทำ ความคุ้นเคยใหม่

หากชีวิตแต่งงานไม่ราบรื่นเหมือนที่คิดไว้ และคำตอบมีให้เลือกระหว่างจะแยกทาง หรือจะยังอยู่ด้วยกันต่อไป? หนุ่มเออึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะบอกว่าอาจจะเป็นคำถามที่ยากไปสำหรับคน อายุ 22 อย่างเขาแต่ในที่สุดเขาก็ให้ความเห็นว่า
"ถ้ายังไม่มีลูกด้วยกัน ผมก็อาจจะขอแยกทาง แต่ถ้ามีลูกแล้วก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าจะเป็นยังไง"

ปัญหาในชีวิตคู่ที่หนักที่สุดสำหรับคนวัยหนุ่มอย่าง สุรพันธ์เขาให้ความเห็นว่า
"น่าจะเป็นความไม่เข้าใจกัน เช่น ผู้หญิงอาจเป็นคนหงุดหงิดเกินไป เป็นคนไม่มีเหตุผล ไม่เข้าใจผม ทำให้ผมต้องปวดหัว หมายความว่าเธอคือต้นเหตุแห่งทุกข์ ถ้าเธอเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์อยู่ตลอด ก็ทำให้เราไม่มีความสุข ใน ชีวิตใช่ไหมครับ"

"โดยส่วนตัวผมไม่ชอบทน หรืออยู่กับอะไรที่ไม่มีความสุข แต่ก็มีข้อแม้อีก ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ถึงแม้ไม่มีความสุข เราก็ทนได้"

เป็นหนึ่งตัวอย่างความคิดอ่านของคนหนุ่มยุคนี้ที่ทั้งหวานและโรแมนติก

ศุภวัฒน์ อ่ำประสิทธิ์

" คนดีย่อมมีคนต้องการ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร "

นายแบบหนุ่มลูกครึ่งวัย 30 อาร์ต-ศุภวัฒน์ อ่ำประสิทธิ์ ก้าวเข้าสู่วงการละครโทรทัศน์เมื่อปีก่อนและโด่งดังอย่างรวดเร็ว ได้รับคำถามคล้ายๆ กับ "เอ-สุรพันธ์"

"ถ้าพูดถึงเพื่อนอเมริกัน เพื่อนๆ ผมที่แต่งงานไปแล้ว ก็ไม่ค่อยเยอะนะครับ แต่สำหรับสังคมไทย ดูท่าทางว่าอายุ 30 ควรจะแต่งงานเรียบร้อยแล้ว"

"แต่ความที่ผมโตที่อเมริกา เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน จนกว่าเราจะพร้อม คนบางคนอยู่ด้วยกันโดยที่ยังไม่แต่งงาน มีเยอะแยะเลย" เป็นความคิดเห็นของหนุ่มโสดที่โตมาในสองสังคม

"สำหรับอาชีพที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ ทำให้ผมยังไม่พร้อม ด้วยประการทั้งปวง" ศุภวัฒน์หมายถึงอาชีพการแสดงของเขา
"ผมยังรักงาน ทุกๆ วันนี้ก็ทำแต่งาน ยังไม่มีเวลาให้ใครสักคน ที่อยากจะมาเริ่มชีวิตครอบครัวหรือแต่งงาน"

เหตุที่ยังทำงานหนักอยู่อย่างนี้ ศุภวัฒน์บอกว่า เพื่อสร้างความพร้อมให้กับตัวเองก่อนที่จะเริ่มชีวิตคู่
"ผมเชื่อมากเลยครับ ว่าก่อนที่เราจะแต่งงาน ก่อนที่เราจะมีลูก ก่อนที่เราจะนำอีกชีวิตหนึ่งเข้ามาในโลกนี้ เราต้องพร้อมทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาเจริญเติบโตได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ไม่พร้อมแล้วเอาเขามาอยู่ในโลกนี้ แล้วเขาก็ต้องเจออะไรต่อมิอะไร เพราะฉะนั้น ถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ ก็จะทำ" เขาหมายถึงการแต่งงาน

เรื่องการแต่งงานเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตมากหรือไม่?
"ก็ไม่เชิงครับ ผมถือว่าถ้าเพียงแค่ใจเรารักกัน อย่างอื่นก็ไม่สำคัญอยู่แล้วล่ะครับ มีคนหลายคนที่อยู่กันไป โดยไม่ต้องแต่งงาน การแต่งงานคืออะไร จำเป็นหรือ... ถ้าใจเรารักกันจริงๆ ก็ไม่น่าจำเป็นต้องเอาใบสมรส หรือเอาอะไรมาประกันตรงนี้"

แนวคิดคล้ายเนื้อหาละครเรื่องที่เขากำลังเป็นพระเอกขณะนี้ ทาง ททบ. 5 เรื่องจริงซึ่งหนุ่มสาวยุคนี้กำลังเผชิญเป็นส่วนใหญ่
"แต่สำหรับสังคมไทยมีค่ามาก...ผมรู้" ศุภวัฒน์กล่าวและว่า "ในสังคมไทย การแต่งงานต้องแต่งให้สมหน้าสมตา ต้องแต่งงานให้เหมาะสม แต่สำหรับผมสบายๆ ผมมีทั้งความเป็นไทย ทั้งความเป็นอเมริกัน เพราะฉะนั้นแล้วแต่ฝ่ายหญิงครับ เขาอยากทำอะไรยังไงก็แล้วแต่"

เพียงแต่ช่วงนี้ยังไม่พบคนที่ถูกใจ?
"คนเราก็อยากจะมีใครสักคนหนึ่งใช่ไหมครับ เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาที่จะมองหาหรือถ้ามีเคยมีแล้ว ก็มีเวลาไม่พอที่จะให้เขาหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อถึงจุดๆ นั้น ผมว่าผมต้องมีใครสักคนที่สามารถจะอยู่กับผมเป็นคู่ครองผม ไม่น่าจะยาก"

"ตอนผมเป็นเด็กผมจะแคร์มากๆ เกี่ยวกับรูปลักษณ์ หน้าตา สรีระ สเปคผมจะดูภายนอกเสียส่วนใหญ่ ต้องผมยาว ต้องยังนั้นอย่างนี้ แต่ตอนนี้เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ผมโตแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น สักวันหนึ่งก็ต้องไป หลายๆ คนคงจะเชื่อเหมือนผม แต่สิ่งที่อยู่ข้างในใจ ข้างในเป็นสิ่งที่หายาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะหาใครสักคน ที่รักผมจริงๆ และไม่ต้องการคนอื่น ได้แค่นี้ผมสบายแล้ว" หนุ่มโสดวัย 30 อธิบายสาวคนรักในคติของเขา

ถ้าไม่พบคนที่ถูกใจเลย คุณสามารถอยู่เป็นโสดได้ตลอดไปหรือไม่?
"ต้องพบสิครับ ผมรับประกันว่าต้องมีสักคน ยังไงก็ต้องมี๊" ยืนยันหนักแน่นเป็นอันดับแรก
"แต่ถ้าถามว่าอยู่เป็นโสดตลอดไป...." ศุภวัฒน์ทบทวนคำถามก่อนจะให้ความเห็นว่า

"ผมก็อยู่คนเดียวบ่อยครั้ง อยู่ตัวคนเดียวมานานเหมือนกัน อยู่นิวยอร์กก็อยู่คนเดียว ก็อาจจะอยู่ได้ ถ้ามีงานทำไปเรื่อยๆ มีงานทำเยอะๆ บางทีก็อาจไม่คิดถึงตรงนี้ (ชีวิตคู่) อาจจะอยู่ได้ อันนี้ไม่รู้สิครับ แต่คงน่ากลัวมากเลย อายุหกสิบแล้วอยู่คนเดียว" ยังไงเขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี

นายแบบนักแสดงหนุ่มเห็นด้วยที่ทุกวันนี้คนในปัจจุบัน แต่งงานกันยากขึ้นและมีแนวโน้มอยากอยู่เป็นโสดมากขึ้น
"ถ้าสังเกตดู สมัยก่อนจะแต่งงานกันยี่สิบต้นๆ แต่ตอนนี้ยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปด ยี่สิบเก้าถึงจะแต่งงาน บางคนสามสิบไปแล้วแต่งงานก็ยังมี" แต่สังคมไทย ผู้หญิงถ้าอายุสามสิบไปแล้วยังไม่แต่งงาน จะแต่งงานลำบาก ซึ่งตรงนี้ไม่น่าจะเกี่ยว คนดีย่อมมีคนต้องการไม่ว่า คุณจะอายุเท่าไร ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก" ศุภวัฒน์กล่าว เป็นมุมมองที่ผู้หญิงไทยน่าจะยิ้มแก้มปริ

สำหรับผลสำรวจหนุ่มโสดชาวไทยท่านอื่นๆ มีผลดังนี้

จากแบบสอบถาม หมวดที่ 3 : อคติที่มีต่อหนุ่มโสด

ในกรุงเทพวันอาทิตย์โพลล์ชุด "เตรียมตนเป็นคนยุค 2000" ที่กรุงเทพวันอาทิตย์ยิงส่งท้ายปี พ.ศ.2542 หรือ ค.ศ.1999 ปรากฏว่ามี "หนุ่มโสดชาวไทย" ที่อ่าน กรุงเทพวันอาทิตย์ ร่วมส่งเสียงแสดงความคิดเห็นเข้ามายังกองบรรณาธิการ ทั้งทางจดหมายและเครื่องโทรสาร จำนวน 32 ราย และหนุ่มโสดยุคคอมพิวเตอร์ที่ตอบแบบสอบถาม กลับมาทางอินเทอร์เน็ตอีกจำนวน 20 ราย รวมเป็นเสียงหนุ่มโสดจำนวนทั้งสิ้น 52 รายจากกรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงใหม่ นครพนม นครปฐม ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครั้งนี้

เป็นหนุ่มโสดจากหลายสาขาอาชีพ ระบุว่า เป็นพนักงานบริษัทเอกชนมากที่สุด จำนวน 32 ราย เจ้าของกิจการ (ธุรกิจส่วนตัว) 8 ราย วิศวกร 6 ราย นักศึกษา (ปริญญาตรี-โท-เอก) 4 ราย แพทย์ 1 ราย กสิกร 1 ราย อายุหนุ่มโสดกลุ่มตัวอย่างครั้งนี้แกว่งตัวหนาแน่นระหว่าง 23-36 ปี มีเพียงหนึ่งหรือสองรายที่อายุอยู่ในช่วง 38 ถึง 43 ปี

กลุ่มตัวอย่างทั้ง 52 รายร่วมกันสร้างข้อมูลต่อไปนี้

1. คุณเคยรู้สึก "ตกเป็นเหยื่อ" ของการมีอคติ เพียงเพราะคุณยังเป็นโสดหรือไม่?

ก. เคย หนุ่มโสดกลุ่มตัวอย่าง 12 ราย รู้สึกว่า "เคยรู้สึกตกเป็นเหยื่อ" ของการมีอคติ โดยคำพูดประเภท
"อายุป่านนี้ แก่แล้วนะยังหาใครไม่ได้อีกหรือ"
"เป็นเกย์หรือเปล่า"
"มีลูกช้า ไม่ทันใช้"
"เมื่อไหร่จะแต่ง หาแฟนได้หรือเปล่า"

วิธีรับมือกับข้อความดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้วิธีนิ่งเฉย พูดได้พูดไป เหนื่อยก็หยุดไปเอง

ข. ไม่เคย 40 รายตอบว่า "ไม่เคยรู้สึกว่าตกเป็นเหยื่อ"

2. สถานที่ใดที่คุณรู้สึกว่า "ถูกซุบซิบนินทา" หรือ "อึดอัดใจ" ในความเป็นโสดของตนเองมากที่สุด
ก. ในหมู่ญาติพี่น้อง
ข. ในสถานที่ทำงาน
ค. เพื่อนเรียนร่วมรุ่น
ง. สถานที่อื่นๆ

สถานที่ที่หนุ่มโสดรู้สึกว่า"ถูกซุบซิบนินทา" หรือ "อึดอัดใจ" มากที่สุด คือ ในหมู่ญาติพี่น้อง และ ในสถานที่ทำงาน ทำคะแนนสูงสุดเท่ากัน คือ 22 เสียงรองลงมาคือในหมู่ เพื่อนเรียนร่วมรุ่น 13 เสียง ส่วนสถานที่อื่นๆ ก็มีเสียงตอบมาประปราย เช่น ในกลุ่มเพื่อนรุ่นพี่ที่แต่งงานแล้ว ที่ที่มีผู้หญิงค่อนข้างสนใจตัวคุณ เป็นต้น

คำถามในข้อ 1 และข้อ 2 มีนัยให้ต้องทำความเข้าใจ คำถามในข้อ 1 มีหนุ่มโสดจำนวนถึง 40 รายตอบว่า "ไม่เคยรู้สึกตกเป็นเหยื่อของการมีอคติ" หมายความว่า หนุ่มโสดส่วนใหญ่สบายใจกับความเป็นโสดของตนเอง ไม่รู้สึกว่าตกเป็นเหยื่อของการมีอคติ ใครจะมองก็มองไป ใครจะว่าอะไร ก็ว่าไป แต่ตัวของตัวเองเห็นว่าความโสด ไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติ แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าตกเป็นเหยื่อ แล้วทำไม

คำถามในข้อ 2 จึงมีกลุ่มตัวอย่างเลือกตอบว่า"ถูกซุบซิบนินทา" ในที่ทำงาน และ ในหมู่ญาติพี่น้องมากที่สุด นั่นเป็นเพราะคำถามในข้อ 2 ต้องการเพียงแสดงให้เห็นว่า สถานที่ใด ที่ยังใส่ใจเรื่องความโสด (เรื่องของคนอื่น) มากที่สุด กลุ่มตัวอย่างรู้ว่าตัวเองถูกซุบซิบนินทา แต่จากคำตอบในข้อ 1 จึงรู้ว่าหนุ่มโสดยุคนี้ไม่ได้เก็บมากังวลให้รำคาญใจ

3. ทัศนคติต่อเรื่องการใช้ชีวิตคู่

ก. พอใจที่จะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต มีกลุ่มตัวอย่างเลือกคำตอบนี้ 7 ราย โดยให้เหตุผลว่า
"ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบชีวิตใครได้ (ภรรยาและลูก)"
"เพราะผมเป็นคนเห็นแก่ตัวเอง"
"เกรงว่าหากมีโอกาสทำงานที่ต้องการอาจทำให้ชีวิตคู่มีปัญหา"
"ไม่ชอบอยู่นิ่งกับที่"

ข. หวังว่าจะเจอคนรู้ใจในวันข้างหน้า และแต่งงานกัน กลุ่มตัวอย่าง 30 รายยังมีความหวัง และเป็นตัวเลขที่มากที่สุด ซึ่งหมายความว่าหนุ่มโสดยุคนี้ไม่ได้ตั้งใจอยู่เป็นโสด ยังมีความตั้งใจที่จะสร้างครอบครัว เพียงแต่หาคนรู้ใจยังไม่เจอเท่านั้นเอง

ค. เจอคนรู้ใจแล้ว แต่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องจัดงานแต่งงาน (หรือเรื่องจดทะเบียนสมรส)กลุ่มตัวอย่าง 11 รายพบปัญหาในข้อนี้

ง. ความคิดอื่นๆ
"เจอคนรู้ใจและถูกใจแล้ว พร้อมที่จะแต่งงานเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น"
"หวังเจอคนรู้ใจ แต่อาจไม่แต่งก็ได้ อิสระดี"

4. สำหรับเมืองไทย คุณคิดว่าการเป็นสาวโสด สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ "ง่ายกว่า" การเป็นหนุ่มโสด หรือไม่?

ก. เป็นสาวโสด ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม "ง่ายกว่า" การเป็นหนุ่มโสด 2 รายที่เลือกข้อนี้ ให้เหตุผลว่า
"หญิงโสดมีภาพพจน์และ การวางตัวในสังคมง่ายกว่า"
และ "สาวโสดพบปะเพื่อนฝูงน้อยกว่าหนุ่มโสด"

ข. เป็นสาวโสด ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม "ยากกว่า" การเป็นหนุ่มโสด 15 เสียงที่มีความเห็นเช่นนี้ ให้เหตุผล ทำนองว่า สาวโสดมักถูกล้อเลียนมากกว่า มีข้อน่ารังเกียจ และแก่เร็วกว่าผู้ชาย

ค. ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม "ยากเท่ากัน" 10 เสียงบอกว่า อยู่ในสังคมยากเท่ากัน เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เมื่ออายุมากและอยู่เป็นโสด ก็ถูกมองในแง่ลบเหมือนกัน

ง. ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม "ง่ายเท่ากัน" 19 เสียงที่เห็นว่า "ง่ายเท่ากัน" เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้สังคม ยอมรับคนมีความรู้ความสามารถ มากกว่าลักษณะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มโสดหรือสาวโสด ต่างก็สามารถพึ่งพาตนเองได้และสามารถหาความสุขใส่ตัวได้พอกัน ทุกคนต้องทำงานเหมือนกัน

จ. ความเห็นอื่นๆ 6 เสียง ให้ข้อคิดเห็นแนวทางอื่นว่า จะยากหรือง่าย ขึ้นอยู่กับใครจะใช้วิธีไหนเป็นเครื่องมือ ในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมรอบข้าง

5. คุณคิดว่าผู้ชายควรแต่งงานเมื่ออายุเท่าใด? จึง จะ "ไม่ถูกมอง" อย่างมีอคติ

ก. ต่ำกว่า 30 ปี 4 เสียงเทคะแนนให้กับตัวเลือกนี้ โดยเห็นว่าถ้าอายุเกิน 30 ปีแล้วยังไม่แต่งงาน สังคมจะมองอย่างมีอคติแน่นอน

ข. ระบุ "ตัวเลขอายุ" ที่อยู่ในใจคุณออกมาได้เลย
48 เสียงใส่ตัวเลขในใจมาในแบบสอบถาม บางคนให้โอกาสครองตัวเป็นโสดได้สูงสุดแค่ตัวเลข 32 ปี ไม่เช่นนั้นเสียงครหานินทาจะดังไปทั่ว (ลงคะแนนมา 2 เสียง) สามเสียงเลือกตัวเลข 40 ปี เกินกว่านี้เป็นต้องปวดหัว กับเสียงค่อนแคะ ตัวเลขที่กลุ่มตัวอย่างเลือกมากที่สุดคือ 35 ปี น่าจะเป็นอายุที่หมดเพดานแห่งการอยู่เป็นโสด ถ้าไม่อยากถูกมองอย่างมีอคติ มีกลุ่มตัวอย่างลงคะแนน เลือกตัวเลขนี้มาเกินครึ่ง (คือ 37 เสียง) ที่เหลือนอกนั้นให้ตัวเลขมาเป็นช่วงอายุ เช่น 30 ปีขึ้นไป, 30-40 ปี และมีถึงสองเสียงที่ยังให้กำลังใจเพื่อนชายโสดด้วยกัน และเผื่อเวลาให้ตัวเองไว้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป!

คำถามแต่ละข้อในแบบสอบถามหมวดที่ 3 สะท้อนความคิดเห็นของหนุ่มโสดในบางแง่มุม ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากแบบสอบถามคราวนี้ น่าจะลงตัวกับ....

"เลิกแล้วครับ ผมเลิกปวดหัวกับความเป็นโสดแล้วครับ"

ประกาศ สำหรับท่านผู้อ่านที่ร่วมสนุกกับ "กรุงเทพวันอาทิตย์" ด้วยการแสดงความคิดเห็นในโพลล์ "เตรียมตนเป็นคนยุค 2000" เมื่อปี ค.ศ.1999 ที่ผ่านมา ติดตามรายชื่อผู้โชคดี 30 ราย ในกรุงเทพวันอาทิตย์ ฉบับวันที่ 16 มกราคม 2543


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600