มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
http://www.geocities.com/Tokyo/Harbor/2093/
จำสั้นๆ i.am/thaidoc

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ.2543]


สัก ใครคิดว่าไม่สำคัญ

สิมิลัน
แปลและเรียบเรียงจากนิตยสารนิวส์วีค


การสักและการเจาะตามร่างกาย ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในสังคมเหมือนที่เคยเป็นในอดีตอีกต่อไป ในทางตรงข้าม การแสดงออกซึ่งความงามทางศิลปะบนร่างกายมนุษย์แขนงนี้ กลับกระตุ้นให้คนยุคปัจจุบันตระหนักถึงอำนาจและจุดยืน ที่ไม่มีวันสั่นคลอนของเหล่าศิลปิน ซึ่งยืนหยัดต่อสู้เพื่อศิลปะแขนงนี้มาตลอด ในช่วงประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติได้เป็นอย่างดี

การเคลื่อนไหวทางศิลปะอันยิ่งใหญ่มักเปิดฉากด้วยการถูกต่อต้าน และจบลงด้วยการถูกนำไปเก็บหรือกลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่ต่างจากจุดเปลี่ยนที่เกิดกับศิลปะสักตามร่างกายนัก เมื่อผู้คนพากันเปลี่ยนวิธีตอบสนองต่อการแสดงออกทางศิลปะแขนงนี้ จากเดิมที่เคยแสดงอาการช็อก และส่ายหัวไม่ยอมรับ มาเป็นการยอมรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

แต่นี่ยังไม่ใช่ความสำเร็จสูงสุดที่ศิลปินแขนงนี้ต้องการ โดยเฉพาะกับ ไมเคิล แม็คเคป ซึ่งสักลวดลายตามแขนทั้งคู่ ระเรื่อยลงไปจนถึงข้อมือ และยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับการสักตามตัว นอกเหนือจากการสวมบทบาทศิลปินสักตามตัวมานานถึง 20 ปีเต็ม ตั้งแต่สมัยที่การสักยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายในกรุงนิวยอร์ก

แม็คเคปพอใจที่จะได้เห็นศิลปะแขนงนี้ยืนยงต่อไป โดยได้พยายามเผยแพร่ความงามของศิลปะการสัก ในวงสังคมทุกระดับชั้นทั้งในหมู่นางแบบแฟชั่น กลุ่มไฮโซฯ บุคคลในแวดวงศิลปะระดับโลก นักกรีฑา ตลอดจนบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคผิวหนังทั้งหลาย จนสามารถนำบุคคลเหล่านี้มามีส่วนร่วม ในนิทรรศการและการสาธิตศิลปะการสัก ในงาน "Body Art : Mark Of Identity" ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ โดยหวังว่า นิทรรศการครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้งสาธิต การสักตามร่างกายและการเจาะจมูก

ในงานแสดงศิลปะสมัยใหม่ Armory Show เมื่อปี 1913 แม็คเคปหวนนึกถึงวันคืนเก่าๆ สมัยที่การสักยังเป็นเพียง สัญลักษณ์ของพวกฮิปปี้และพวกนอกกฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่แม่บ้านอเมริกันจะกล้าหาญชาญชัยลุกขึ้นมาทำ เพื่อฉลองที่สามารถลดน้ำหนักได้ 20 ปอนด์ และนึกไปถึงช่วงต้นปี 1980 ที่เขาเจอหญิงสาวคนหนึ่งในงานเลี้ยงและบอกเธอว่า เขาสักรูปอะไรไว้ตามร่างกายบ้าง ไม่ถึง 1 นาที หญิงสาวคนนั้นก็ผละจากเขาไป เดินเข้าไปคุยกับนักดนตรีร็อค รูปหล่อ ท่าทางปลอดภัย ซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องเต้นรำทันที และแม็คเคปก็มั่นใจว่าเหตุการณ์อันน่าเจ็บปวดทำนองนั้น จะไม่เกิดขึ้นในงานนิทรรศการที่จัดขึ้นครั้งนี้อย่างแน่นอน

ในนิทรรศการครั้งนี้ แม็คเคป ในฐานะเป็นผู้สาธิตความงาม ของศิลปะการสัก ที่เน้นเรื่องราว และลวดลายโบร่ำโบราณ ซึ่งรู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ ได้ใช้พื้นที่ขนาด 15-20 ตารางฟุต ของผิวหนัง บริเวณลำตัวเป็นเหมือนผืนผ้าใบรองรับรูปภาพต่างๆ อันเกิดจากรอยสัก ทั้งรูปมังกร ยูนิคอร์น ดอกไม้นานาพันธุ์ พระแม่มารีผู้บริสุทธิ์ ภาพหญิงสาว และโครงกระดูกสัตว์โลกล้านปี ไม่นับรวมริ้วรอยของแผลเป็น อันเกิดจากการลอกแบบ ร่องรอยของเนื้อที่ถูกนาบด้วยเปลวไฟ และเนื้อบริเวณที่ถูกฝังด้วยขนนก กระดูก และทอง ส่วนติ่งหูทั้ง 2 ข้าง ถูกดึงจนตึงและยืดขยายออก ด้วยแผ่นวัสดุกลมใหญ่ที่ถูกสอดเข้าไปกลางใบหู

การจะทำให้ได้อย่างแม็คเคป จะต้องใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์บีบรัดร่างกาย ยกน้ำหนักเพื่อให้ร่างกายบางส่วนยืดขยาย โกนขนตามร่างกายจนหมด และใช้สีของลิปสติก เป็นตัวช่วยให้รอยสักเด่นชัดขึ้น

คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าความงามของศิลปะแขนงนี้ เกิดจากกระบวนการผลิตที่แปลกประหลาดเหมือนการแต่งกาย ของชนเผ่าอะบอริจิน และ Hells Angels แต่ในฐานะผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อีนิด ชิลเคลาท์ กลับเห็นว่า โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์แทบทุกคน ก็ใช้การแสดงออกและการเสริมแต่งร่างกายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่การหวีผม

นิทรรศการครั้งนี้เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างความยิ่งใหญ่อลังการ และความแปลกใหม่อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นการผสมผสาน ระหว่างความเชื่อแบบเก่ากับแนวความคิดสมัยใหม่ อย่างเช่น ในสายตาของชาวเปรูนั้น ถือว่า นกอินทรีเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างาม แต่ในความรู้สึกของคนยุคใหม่ กลับเห็นคุณค่าของสัตว์ประเภทนี้ ว่าเป็นเพียงเครื่องประดับที่เหมาะแก่การนำส่วนต่างๆ ของอินทรีมาตกแต่งรูจมูกเท่านั้น

ชิลเคลาท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้า แผนกมานุษยวิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า ศิลปะบนร่างกายของมนุษย์ถูกนำมาใช้แสดงลักษณะเฉพาะทางสังคม มาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อยืนยันการเป็นสมาชิกของกลุ่ม หรือของเผ่าพันธุ์ ระดับชั้น หรือสถานภาพที่ยึดครองอยู่

เป็นที่น่าสังเกตว่า การจัดนิทรรศการแสดงความงามของศิลปะแขนงนี้ มีขึ้นในช่วงที่ศิลปะอเมริกันเดินมาถึงจุดเปลี่ยน ซึ่งจะทำให้ศิลปะบนร่างกายมีบทบาทเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น "ศิลปะแขนงนี้กำลังจะกลายเป็นกระแสหลักของศิลปะในสังคมอเมริกัน" แม็คเคป ซึ่งเป็นเจ้าของ Sacred Tattoo ร้านรังสรรค์งานศิลปะ บนร่างกายทางตอนใต้ของแมนฮัตตัน ใกล้กับไชน่าทาวน์ กล่าว

แม็คเคปซึ่งย้ายร้านที่แต่เดิมอยู่ชั้นล่างสุดขึ้นไปผงาด บนถนนสายดังกล่าวอย่างเต็มภาคภูมิมาได้ 2 ปีแล้ว หลังจากที่นิวยอร์กยกเลิกกฎหมายห้ามสักตามตัว ที่มีมานานนับทศวรรษ กล่าวเสริมว่า

"ผมมีลูกค้าเป็นพนักงานบริษัทโบรกเกอร์เสียส่วนใหญ่ คนพวกนี้ชอบมาสักรูปที่แสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ มีพละกำลัง โดยเฉพาะรูปเสือ และรูปมังกรส่วนนักท่องเที่ยวก็มีเข้ามา ใช้บริการเหมือนกัน โดยนักท่องเที่ยวจะถือว่า การสักเป็นเหมือนการซื้อของที่ระลึกที่ถาวร ไม่มีวันหายไปจากตัวของผู้ซื้อ

"การสักตามตัวเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว" แดเนียล โวจคิก ซึ่งทำการศึกษาวัฒนธรรมพื้นเมืองที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน เมืองยูจีน แสดงทัศนะ และยืนยันด้วยว่า ปัจจุบันมีนักศึกษา อย่างน้อย 1 ใน 3 สักตามตัว หรือเจาะร่างกายแทบทั้งนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมในการเจาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือการสักตามตัวกลับมาเฟื่องอีกครั้ง เมื่อบรรดาศิลปิน นักร้องดังๆ หันมานิยมศิลปะแขนงนี้ อาทิ เจเน็ต แจ๊กสัน (เจาะหัวนม, ลิ้น และจมูก) ขณะที่เดนนิส รอดแมน (เจาะหู, จมูก, สะดือ, ริมฝีปาก และถุงอัณฑะ ซึ่งข่าวล่าสุดยืนยันว่า เปลี่ยนที่เจาะใหม่แล้วเพราะจุดดังกล่าวเสี่ยงต่อการติดเชื้อ)


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600