มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์หลายฉบับ ]

โทรศัพท์มือถืออันตรายจริงหรือ ?

นำเสนอโดยบริษัท วิทยพัฒน์ จำกัด


หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2542

ทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดไร้สายระบบเซลลูลาร์หรือที่เรียกกัน อย่างง่ายๆ ว่า โทรศัพท์มือถือนั้น เพิ่งมีกำเนิดมาประมาณ 20 ปีมานี้เอง เมื่อเปรียบเทียบกับระบบโทรศัพท์ใช้สายซึ่งมีวิวัฒนาการมากว่า 100 ปีแล้ว โทรศัพท์มือถือเป็นระบบโทรศัพท์ที่มีวิวัฒนาการรวดเร็วมาก ทั้งนี้ส่วนหนี่งเป็นเพราะความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

แต่อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ ใช่ว่าจะอำนวยแต่ประโยชน์แก่ผู้ใช้ ในขณะเดียวกัน มันยังก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่ผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย เพราะความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้เองที่ทำให้การศึกษาวิจัย เกี่ยวกับอันตรายหรือผลกระทบของโทรศัพท์มือถือก้าวตามไม่ทัน ดังนั้นแม้ในปัจจุบันนี้ ผลกระทบทางด้านลบของโทรศัพท์มือถือ ก็ยังไม่กระจ่างชัดนัก

ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือนอกจากจะใช้เพราะมีความจำเป็น ในการใช้งานแล้ว ในสังคมปัจจุบัน การใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นสถานภาพทางสังคมด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นแม้บางคน ยังไม่มีความจำเป็นในการใช้งานมากนัก แต่ก็ยังอุตส่าห์หามาไว้ใช้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเท่หรือฟุ่มเพื่อยกรดับสถานภาพของตนนั่นเอง

แต่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือก็ใช่ว่าจะได้รับความสะดวกสบาย จากเทคโนโลยีระบบโทรศัพท์ไร้สายอย่างเต็มที่ เพราะแทนที่จะใช้โทรศัพท์ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างที่ปรากฏในโฆษณา แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วเจ้าของโทรศัพท์มือถือจะใช้โทรศัพท์ได้ ในบางที่และบางเวลาเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในเครื่องบินก็ใช้ไม่ได้เพราะคลื่นวิทยุอาจรบกวน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบินของเครื่องบิน ในโรงพยาบาลก็ห้ามใช้ เพราะคลื่นวิทยุอาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์การแพทย์เช่นกัน ในธนาคารบางแห่งก็ห้ามใช้ เพราะธนาคารเกรงว่าจะเป็นการอำนวย ความสะดวกแก่โจรผู้ร้ายในการติดต่อสื่อสารเพื่อเข้าปล้นธนาคาร ขณะขับรถก็ห้ามใช้เพราะอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งการห้ามใช้ ในกรณีที่กล่าวมานี้มีสภาพการบังคับมากน้อยแล้วแต่สถานที่ บางประเทศหรือบางเมืองก็ตราเป็นกฎหมาย บางที่ก็เป็นเพียง กฎระเบียบของสถานที่นั้น บางที่ก็เป็นเพียงการขอร้อง

นอกจากนี้ เมื่ออยู่ในรถไฟใต้ดินก็ใช้ไม่ได้เพราะอับคลื่น ส่วนในโรงภาพยนต์หรือโรงมหรสพก็ไม่อาจใช้ได้ เพราะอาจโดน ขว้างปาสิ่งของเอาได้ เนื่องจากไปรบกวนการชมของผู้อื่น
และล่าสุดที่เป็นข่าวกันในระยะนี้ก็คือยังใช้ในปั๊มน้ำมันไม่ได้อีก เพราะเกรงว่าอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ปั๊มน้ำมันได้ ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือบางรายจึงอาจรู้สึกหงุดหงิดใจว่ามีโทรศัพท์ไร้สายทั้งที แต่ข้อจำกัดช่างมากมายเหลือเกิน

แต่ยังก่อน ข้อขัดข้องเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือเหล่านี้ ยังเป็นเพียงส่วนเดียว นอกจากนี้แล้ว ผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าว ยังต้องผจญกับข่าวลือเกี่ยวกับอันตรายของโทรศัพท์มือถือต่อสุขภาพอีกด้วย อาทิ ทำให้เกิดมะเร็งในสมอง ทำให้ความจำเสื่อม ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง ฯลฯ

สรุปแล้วปัญหาที่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนั้น จะเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ 3 ประเด็น คือ

1. การรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
2. อันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้
3. ก่อให้เกิดเพลิงไหม้

สารคดี "รอบรู้ทันโลก" ชุดนี้จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาของโทรศัพท์มือถือในประเด็นต่างๆ ทั้ง 3 ประเด็น เพื่อให้คุณผู้อ่านพิจารณา

โทรศัพท์ไร้สายถูกทดลองใช้งานเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1978 หลังจากนั้นก็ถูกผลิตและจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดในเวลาต่อมา โทรศัพท์ไร้สายในยุคแรกๆ นั้นยังไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ เพราะยังมีขนาดใหญ่อยู่ จะเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนต้องหิ้วไป เมื่อครั้งเริ่มแรกนั้นโทรศัพท์ไร้สายถูกติดตั้งเพื่อใช้ในยานพาหนะ เช่น เครื่องบิน รถไฟ รถแท็กซี่ ฯลฯ ต่อมาเมื่อโทรศัพท์เหล่านี้ มีราคาถูกลงจึงขยายฐานผู้ใช้งานลงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป และเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นโทรศัพท์ก็เริ่มมีขนาดเล็กลง และใช้กำลังส่งที่ต่ำลงจากขนาดคล้ายกระเป๋าหิ้ว กลายมาเป็น โทรศัพท์มือถือขนาดกระบอกไฟฉาย 2 ท่อนที่หลายต่อหลายคน เรียกอย่างล้อๆ ว่าเป็นกระบอกข้าวหลามหรือกระบอกตั๋ว และต่อมาก็เล็กลงจนเหลือขนาดเท่าฝ่ามือและเล็กกว่าฝ่ามือตามลำดับ

การทำงานของโทรศัพท์มือถือนั้นประกอบด้วยส่วนหลัก คือ สถานีฐาน ซึ่งเป็นสถานีรับส่งสัญญาณ และอีกส่วนหนึ่งคือ ตัวเครื่องโทรศัพท์ที่ผู้ใช้พกติดตัวไปมา ความถี่ของคลื่นวิทยุที่ใช้ ในการสื่อสารของโทรศัพท์มือถือจะอยู่ในช่วงความถี่ที่เรียกว่า ยูเอชเอฟ (UHF, ultrahigh frequency) ซึ่งความถี่ย่านยูเอชเอฟนี้ จะครอบคลุมตั้งแต่ 300 เมกกะเฮิรตซ์ ถึง 3,000 เมกะเฮินตซ์

โทรศัพท์มือถือกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

เนื่องจากโทรศัพท์มือถือมีการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในย่านคลื่นวิทยุยูเอชเอฟออกมา ดังนั้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอาจถูกคลื่นวิทยุของโทรศัพท์มือถือรบกวนได้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยิ่งละเอียดอ่อนก็ยิ่งมีโอกาสถูกรบกวนได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งจัดเป็นกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความละเอียดอ่อนมาก ฯลฯ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นห่วงกันมากที่สุด 2 กลุ่มคือ อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์การบิน (avionics) บนเครื่องบิน กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การแพทย์ในโรงพยาบาล เพราะทั้ง 2 ประการนี้หากถูกรบกวนจนทำงานผิดพลาด ก็อาจหมายถึงชีวิตของคนเป็นจำนวนมากได้

กรณีโทรศัพท์มือถือรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบินนั้น แม้ในปัจจุบันจะไม่มีการศึกษาวิจัยที่บ่งชี้ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่ในทางทฤษฎีแล้วมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะในเครื่องบิน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ละลำมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง กับคลื่นวิทยุอยู่ไม่น้อยกว่า 15 ระบบ เมื่อเป็นระบบที่ใช้คลื่นวิทยุ ในย่านใกล้เคียงกันก็ย่อมมีโอกาสที่คลื่นจะรบกวนกันได้

ผลจากการที่คลื่นวิทยุของโทรศัพท์มือถือรบกวน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบินในเครื่องจะเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น การรบกวนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ทำให้เครื่องบินเสียการควบคุมระบบการบินอัตโนมัติทำงานผิดพลาด ทำให้บินออกนอกเส้นทางหรือเปลี่ยนระดับความสูง ซึ่งหากเคราะห์หามยามร้ายก็อาจถึงเครื่องบินตกหรือเกิดอุบัติเหตุ ชนกับเครื่องบินลำอื่นได้ เป็นต้น

แม้เรื่องเหล่านี้จะยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดแต่ในทางปฏิบัติแล้ว นักบินจะทราบดีว่า เมื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินเกิดขัดข้อง สิ่งที่นักบินจะต้องตรวจสอบก็คือ มีผู้โดยสารกำลังใช้โทรศัพท์มือถืออยู่หรือไม่ และถ้าพบว่ามี เมื่อให้ผู้โดยสารปิดโทรศัพท์มือถือแล้วอาการขัดข้องดังกล่าว ก็จะหายไป นั่นแสดงว่าคลื่นวิทยุจากโทรศัพท์มือถือ ไปรบกวนการทำงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบินจริงๆ

แต่ถ้าจะพูดว่ามีแต่โทรศัพท์มือถือเท่านั้นที่รบกวน การทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบินก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรมเกินไป อุปกรณ์ที่อยู่ในข่ายที่สามารถรบกวนได้เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือก็คือ พวกคอมพิวเตอร์แบบพกติดตัวและเครื่องเล่นซีดี ดังนั้นในปัจจุบัน สายการบินโดยทั่วไปจึงขอร้องให้ผู้โดยสารงดใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องเล่นซีดีในระหว่างอยู่บนเครื่องบิน และในบางประเทศถึงกับออกเป็นกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ บนเครื่องบินกันเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ฯลฯ

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2542

อุทาหรณ์ที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ได้แก่ คดีที่ผู้โดยสารเครื่องบินชาวอังกฤษคนหนึ่ง ถูกคณะลูกขุนลงความเห็นว่า ทำผิดกฎหมายเนื่องจากฝ่าฝืน ใช้โทรศัพท์มือถือบนเครื่องบินโบอิง 737 ของสายการบินบริติช แอร์เวยส์ บนเส้นทางระหว่างเมืองแมดริดและแมนเชสเตอร์ แม้เมื่อพนักงานประจำเครื่องบินจะเตือนให้ปิดโทรศัพท์ก็ตาม แต่ผู้โดยสารรายนี้ก็ยังไม่เชื่อฟังจึงถูกจับกุมและส่งฟ้องศาล ซึ่งโทษของการฝ่าฝืนนี้ถึงขั้นจำคุกแม้ว่าโทรศัพท์มือถือนั้น จะรบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อฝ่าฝืนใช้ ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินให้ความเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นในเครื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงพอสมควร เพราะเครื่องบินโบอิง 737 เป็นเครื่องบินรุ่นเก่า ผลิตขึ้นมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินจึงไม่มีอุปกรณ์กรองสัญญาณรบกวน ดังนั้นการใช้โทรศัพท์มือถือบนเครื่องบินรุ่นเก่าจึงถือว่า มีความเสี่ยงมากกว่าการใช้โทรศัพท์บนเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ อย่างเช่น แอร์บัส รุ่น A320, A330 และ A340 ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ควบคุมการบิน ด้วยระบบคอมพิวเตอร์และมีอุปกรณ์กรองคลื่นรบกวน

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ก็มีความละเอียดอ่อน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเครื่องบิน ในโรงพยาบาลยุคปัจจุบัน มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้แต่อุปกรณ์พื้นฐานอย่างเช่น เครื่องวัดความดันซึ่งแต่เดิม เป็นอุปกรณ์เชิงกล ไม่ได้อาศัยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เลย แต่มาในสมัยนี้ก็กลายเป็นเครื่องวัดความดันอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้ว ยิ่งอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะต้องมีอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น

สิ่งที่วงการแพทย์กลัวเกรงกันก็คือ คลื่นวิทยุจากโทรศัพท์มือถือ จะไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ ที่ต่ออยู่ที่ตัวผู้ป่วย อันอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ หรืออาจไปรบกวนเครื่องมือวัดต่างๆ ทำให้แพทย์อ่านค่าผิดพลาดอันมีผลเสียต่อการรักษา ดังนั้นในโรงพยาบาลทั่วไป จึงห้ามการใช้โทรศัพท์มือถือ เมื่ออยู่ในบริเวณโรงพยาบาลโดยหลายประเทศ ได้ออกเป็นกฎหมายแล้ว

นอกจากอุปกรณ์การแพทย์ในโรงพยาบาลแล้ว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ฝังอยู่ในตัวผู้ป่วยก็อาจถูกรบกวน จากคลื่นวิทยุของโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน โดยมีรายงาน ทางการแพทย์มาตั้งแต่ ค.ศ.1997 แล้วว่าโทรศัพท์มือถือ อาจรบกวนเครื่องกระตุ้นหัวใจที่ฝังอยู่ในตัวของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้

เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชนิดหนึ่ง ใช้ควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นจังหวะ ตามปกติแล้ว หัวใจจะควบคุมจังหวะการเต้นของตนเอง โดยมีกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหนึ่ง เป็นตัวส่งสัญญาณควบคุมจังหวะการบีบและการคลายตัวของหัวใจ แต่ในคนบางคนที่กล้ามเนื้อพิเศษส่วนนี้ไม่ทำงาน จะไม่สามารถควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจได้ ทางแก้ไขก็คือ ต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจช่วยส่งสัญญาณควบคุมแทน ซึ่งเครื่องมือนี้จะฝังอยู่ในลำตัวของผู้ป่วย

การพกโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ๆ เครื่องควบคุมนี้ จะมีผลต่อการทำงานและจังหวะการเต้นของหัวใจ ส่วนใหญ่จะเป็นการเร่งการทำงานทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ แต่ก็มีบางรายที่พกโทรศัพท์มือถือในตำแหน่งที่ใกล้เครื่องควบคุมมาก ถึงกับทำให้เครื่องควบคุมการเต้นหยุดทำงานไปเลยก็มี ซึ่งส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นไปด้วย แต่เมื่อนำโทรศัพท์มือถือออกห่าง เครื่องควบคุมก็ทำงานต่อไปได้ตามปกติ ยังไม่ถึงกับหยุดทำงานอย่างถาวร ส่วนขณะที่ยกโทรศัพท์แนบหูคุยนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ดี เรื่องการรบกวนเครื่องกระตุ้นหัวใจ โดยใช้โทรศัพท์มือถือนั้นยังต้องขึ้นกับรุ่นของเครื่องกระตุ้นหัวใจ และรุ่นของโทรศัพท์มือถืออีกด้วยว่า จะมีการรบกวนกันมากน้อยเพียงใด บางชนิดก็รบกวนเพียงเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์ก็มักแนะนำ ให้ผู้ที่ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจว่าไม่ควรพกพาโทรศัพท์มือถือไว้ ที่บริเวณลำตัวเพื่อความไม่ประมาท

อันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้

ประเด็นที่เกี่ยวกับผลของการใช้โทรศัพท์มือถือ กับสุขภาพของผู้ใช้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บรรดาผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหลาย วิตกกังวลกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนในบ้านเรานั้นก็ว่ากันไปตามกระแสเป็นพักๆ

ปัญหาสุขภาพจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่ผู้ใช้วิตกกังวลกัน ส่วนมากเห็นจะได้แก่ อาการปวดศีรษะ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังหวั่นเกรงกันว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออาจก่อให้เกิดอาการเหนื่อยล้า ความจำไม่ดี ภูมิคุ้มกันต่ำ ตลอดไปจนถึงเป็นมะเร็ง

สำหรับสาเหตุของความกลัวเหล่านี้ถ้าจะเล่าไปแล้ว ก็คงต้องเท้าความย้อนไปถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ (สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติในปี ค.ศ.1945) ซึ่งในสมัยนั้น วิศวกรด้านอุปกรณ์เรดาร์ค้นพบโดยบังเอิญว่า คลื่นเรดาร์ สามารถทำให้ช็อกโกแลตในกระเป๋าของตนละลายได้ จึงได้คิดดัดแปลงนำเอาคลื่นเรดาร์นั้นมาใช้ประโยชน์ โดยการประดิษฐ์เป็นเตาอบซึ่งใช้คลื่นเรดาร์เป็นตัวให้ความร้อน แทนลวดความร้อนดังเช่นในเตาอบทั่วไป

คลื่นเรดาร์ที่ว่านั้นก็คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือว่าคลื่นวิทยุ ในความถี่ย่านไมโครเวฟ (ความถี่ในย่านไมโครเวฟจะอยู่ในช่วง 300-3,000 เมกะเฮิรตซ์) นั่นเอง และเตาอบพลังเรดาร์นั้นก็คือ เตาอบไมโครเวฟที่นิยมใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

เนื่องจากคลื่นวิทยุ (หรือจะเรียกว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็ได้ เพราะคลื่นวิทยุและคลื่นแสงต่างก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งสิ้น) ในย่านความถี่ไมโครเวฟนี้มีคุณสมบัติพิเศษ กล่าวคือ คลื่นวิทยุที่ความถี่บางค่าในย่านนี้จะสามารถสั่นโมเลกุลของน้ำ จนเกิดความร้อนขึ้นได้ จึงสามารถทำให้อาหารในเตาไมโครเวฟสุก เช่น ที่ความถี่ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้นเตาไมโครเวฟ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้หากว่า ฉนวนที่บุรอบเตาเกิดรั่ว และคลื่นไมโครเวฟนี้เล็ดลอดออกมานอกเตาอบ เพราะผู้ที่อยู่ในระยะใกล้ จะได้รับคลื่นมโครเวฟนี้และทำให้เซลล์ในร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะว่าเซลล์ของร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบ และที่อวัยวะ ส่วนที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ สมองของมนุษย์ซึ่งเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อน และบอบบาง

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2542

แต่อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ โดยการสร้างเตาอบไมโครเวฟให้มีฉนวนป้องกันคลื่นเล็ดลอดออกมา รวมทั้งหากผู้ใช้ปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานอย่างเคร่งครัดก็จะปลอดภัย ดังนั้นเตาอบไมโครเวฟจึงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ถึงกระนั้น ความกังวลเกี่ยวกับอันตรายของเตาอบไมโครเวฟยังคงมีเรื่อยมา โดยเฉพาะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่สมอง

เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงพอเดาได้แล้วว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มรวมทั้งผู้ใช้โทรศัพท์มือถือบางราย จึงมีความวิตกกังวลว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออาจมีผลต่อสุขภาพ เพราะโทรศัพท์มือถือเหล่านี้ก็ทำงานด้วยคลื่นวิทยุในย่านไมโครเวฟนั่นเอง แม้โทรศัพท์มือถือเหล่านี้ใช้กำลังส่งที่ต่ำกว่าเตาอบไมโครเวฟมากๆ รวมทั้งไม่ได้ใช้คลื่นที่ความถี่ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ซึ่งเป็นความถี่ ที่ใช้ในเตาอบไมโครเวฟตามบ้าน แต่อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง เหตุผลก็คือ

  1. คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือก็สามารถ ทำให้น้ำในเซลล์มีอุณหภูมิสูงขึ้นได้ แม้จะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่เซลล์บางชนิดก็มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ เช่น เซลล์ประสาทฯลฯ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในเซลล์แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การทำงานของเซลล์ผิดปกติได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ จึงเกรงว่าอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้ได้

  2. ในปัจจุบันแม้นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ทราบถึง ผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านไมโครเวฟ ที่มีต่อร่างกายอย่างแจ่มแจ้ง ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ ที่คลื่นในย่านความถี่นี้อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยที่นักวิทยาศาสตร์ ยังค้นไม่พบ

คำถามที่นักวิยาศาสตร์ยังไม่อาจไขให้กระจ่าง

การที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถตอบคำถามของสาธารณชน เกี่ยวกับอันตรายหรือว่าความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ใดๆ ได้นั้น ก็ต้องขึ้นกับการทำวิจัยเป็นหลัก หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ นักวิทยาศาสตร์จะยืนยันเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้เท่านั้น สิ่งใดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ก็คงต้องบอกว่า ยังไม่ทราบและต้องมีการ ทำวิจัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เสียก่อนจึงจะตอบได้

และนี่เองคือที่มาของความคลุมเครือเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ ของโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบันเพราะความกังวลใจเกี่ยวกับ ผลกระทบต่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อให้เกิดความอ่อนล้า ความจะระยะสั้นไม่ดี ภูมิคุ้มกันต่ำ ตลอดจนก่อให้เกิดมะเร็งนั้น ล้วนแล้วแต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งในเชิงวิทยาศาสตร์

สำหรับสาเหตุที่งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ ของการใช้โทรศัพท์มือถือไม่ค่อยก้าวหน้านักมีสาเหตุที่สำคัญดังนี้

1. เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การวิจัยถึงผลกระทบต่อสุขภาพนั้นจะต้องพิจารณาเป็น 2 ระยะ คือ ผลกระทบในระยะสั้น กับผลกระทบในระยะยาว ผลกระทบในระยะสั้นจะเป็นการศึกษาจากผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไปแล้วระยะหนึ่งซึ่งเป็นระยะไม่นานนัก เช่น ศึกษาจาก ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือมาแล้ว 6 เดือนถึง 1 ปีว่าเกิดผลเสียต่อสุขภาพ อย่างไรบ้างหรือไม่

ส่วนผลกระทบในระยะยาวนั้นเป็นการศึกษา และติดตามผลจากผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา นานหลายๆ ปีเช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี ส่วนที่ว่าระยะสั้น ครอบคลุมช่วงเวลาเท่าไรหรือระยะยาวครอบคลุมช่วงเวลาเท่าไรนั้น ไม่เกณฑ์ตายตัว แล้วแต่การศึกษาวิจัยของนักวิจัยแต่ละคณะ

เนื่องจากการวิจัยนั้นต้องใช้เวลาดำเนินการพอสมควร แม้แต่การวิจัยผลกระทบในระยะสั้นก็ต้องใช้เวลาเป็นปี เพราะกว่าจะร่างโครงการกำหนดรายละเอียดในการวิจัย หาทุนมาดำเนินการ ก็ใช้เวลาไปนานพอสมควรแล้ว ครั้นพอดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้น ตามกระบวนการแล้วก็ยังต้องสรุปและวิเคราะห์ผล จัดพิมพ์เอกสาร และส่งไปตีพิมพ์เผยแพร่อีก ล้วนแต่ใช้เวลาทั้งสิ้น

แต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว ดังนั้นการศึกษาวิจัยจึงมักตามไม่ค่อยทันกว่าจะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสร็จ ระบบของโทรศัพท์มือถือก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว ยิ่งผลกระทบระยะยาว ก็ยิ่งศึกษาไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือมีวิวัฒนาการตั้งแต่เป็นระบบอานาล็อกและใช้กำลังส่ง 20 วัตต์ มาจนในปัจจุบันเป็นระบบดิจิตอลและใช้กำลังส่งต่ำมาก ราว 0.3-2 วัตต์ หากนักวิจัยศึกษาผลกระทบในระยะยาว ของโทรศัพท์มือถือระบบอานาล็อก กว่าจะทำวิจัยเสร็จโครงการ โลกก็เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ผลการวิจัยที่ได้มา ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ติดตามศึกษาผลกระทบได้ยาก

2. งานวิจัยทำได้ยาก การวิจัยในบางประเด็น เป็นเรื่องที่ทำวิจัยและสรุปผลได้ยากอย่างเช่นการพิสูจน์ว่า ใช้โทรซศัพท์มือถือก่อให้เกิดเนื้องอกในสมองได้หรือไม่นั้น การศึกษาในหลอดทดลองหรือในสัตว์ทดลองก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า ผลที่เกิดขึ้นในหลอดทดลองหรือในสัตว์จะเหมือนกับที่เกิดในคนเสมอไป แต่หากจะศึกษาในคนก็ต้องติดตามตรวจสมองของผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นระยะๆ หากจะให้การทดลองน่าเชื่อถือ ก็ต้องศึกษาในคนจำนวนมากๆ อีกทั้งเมื่อพบว่า ผู้ใช้รายใดเกิดเนื้องอกในสมองขึ้น ก็ยังต้องมาพิจารณาอีกว่า เนื้องอกนั้นเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือหรือเกิดจากสาเหตุอื่น เพราะสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีปัจจัยอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดเนื้องอก หรือมะเร็งได้มากมาย ทำให้ยากแก่การวิจัยและยากแก่การสรุปผล

3. เงินทุนในการวิจัย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 2 ว่าการทำวิจัยเหล่านี้ บางกรณีทำได้ยาก หากจะทำได้ก็ต้องใช้เวลาและต้องใช้เงินทุน เป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้นแม้สาธารณชนอยากทราบผล แต่เมื่อนักวิจัยขาดทุนอุดหนุนก็ไม่อาจดำเนินการได้

4. นักวิจัยกลัวถูกฟ้องร้อง แม้ข้อนี้จะไม่ใช่เป็นประเด็นทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในยุคที่ผ่านมาอุตสาหกรรม โทรศัพท์มือถือขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างให้เห็นกันง่ายๆ ก็คือ อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในปี ค.ศ.1998 เฉพาะในประเทศอังกฤษ เพียงประเทศเดียวก็มีมูลค่าถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เข้าไปแล้ว หากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 518,000 ล้านบาท

ดังนั้นงานวิจัยใดๆ ที่มีการสรุปในทางที่กระทบกระเทือน ต่ออุตสาหกรรมนี้แล้วผู้วิจัยก็อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าผลสรุปนั้นถูกต้องผู้วิจัยก็รอดตัวไป แต่กว่าจะรอดตัวได้ ก็คงเหนื่อยไปหลายยกเพราะขึ้นศาลไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ถ้าหากพิสูจน์แล้วว่า งานวิจัยนั้นมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน และนำไปสู่การสรุปที่ผิดพลาด นักวิจัยก็อาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล อาจเป็นร้อยหรือเป็นพันล้านได้ ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงมีนักวิจัยของสถาบันหลายคณะ โดยเฉพาะนักวิจัยของสถาบัน ทางวิชาการในประเทศอุตสาหกรรม ที่ไม่กล้าทำงานวิจัย เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือแม้จะมีเงินทุนวิจัยให้ก็ตาม

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2542

ด้วยสาเหตุหลักทั้ง 4 ประการจึงทำให้งานวิจัย เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของโทรศัพท์มือถือดำเนินไปได้ไม่ อย่างรวดเร็วนัก เมื่อเป็นเช่นนี้หากสาธารณชนถามถึงอันตราย ของการใช้โทรศัพท์มือถือ สมมุติเช่นถามว่า
"ใช้โทรศัพท์มือถือมากๆ แล้วจะเป็นเนื้องอกในสมองหรือไม่"

นักวิทยาศาสตร์ก็คงต้องตอบอย่างระวังมาก และต้องตอบเท่าที่ตนมีข้อมูลอยู่ ซึ่งอาจตอบได้เป็น 2 ทาง คือ

  1. หากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม หรือยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อนก็อาจตอบคำถามนี้ว่า "แม้ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันเช่นนั้น แต่ในทางทฤษฎีแล้วก็อาจเป็นไปได้"

  2. นักวิทยาศาสตร์ที่มีแนวคิดว่าเมื่อยังไม่พบอันตราย ก็ไม่ควรตีตนไปก่อนไข้หรือกังวลเกินกว่าเหตุ ก็อาจตอบแต่เพียงว่า "จากหลักฐานและข้อพิสูจน์เท่าที่มีในปัจจุบันยังไม่พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือทำให้เกิดโรคมะเร็งในสมอง"

ซึ่งการตอบทั้ง 2 แบบนั้นก็ถือว่าตอบตามข้อเท็จจริงทั้งสิ้น แต่ผู้ฟังเมื่อได้ฟังแล้วก่อให้เกิดความอุ่นใจในความปลอดภัย ไม่เท่ากัน การตอบแบบข้อ 1 จะก่อให้เกิดความรู้สึกว่ายังน่ากังวล ในเรื่องความปลอดภัยอยู่

แต่หากตอบแบบข้อ 2 ผู้ฟังก็จะรู้สึกว่าค่อนข้างปลอดภัย ซึ่งความสับสนคลุมเครือของสาธารณชนก็เกิดจากการตอบทั้ง 2 แบบ โดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีหัวค่อนข้างอนุรักษ์นิยมมักตอบแบบข้อ 1 ส่วนผู้ที่คิดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับผลร้ายอย่างชัดแจ้ง ก็ยังไม่ควรไปกังวลให้เกินกว่าเหตุก็มักตอบแบบข้อ 2

ดังนั้นคงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมประเด็นในเรื่องความปลอดภัย ต่อสุขภาพของการใช้โทรศัพท์มือถือจึงแบ่งแนวคิด 2 ออกเป็น 2 ฝ่าย และเถียงกันได้ไม่รู้จักจบสิ้น ก็เพราะยังขาดงานวิจัย ที่ชี้ชัดและมีมุมมองทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการที่จะตอบคำถามแบบชี้ชัดว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ"มีอันตราย" หรือ "ไม่มีอันตราย" คงตอบได้ยาก เพราะขึ้นกับองค์ประกอบหลายประการเช่น ชนิดของโทรศัพท์ กำลังส่ง ระยะเวลาในการใช้งานต่อเนื่อง ฯลฯ ทางที่ดีคือ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือควรศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้ให้มาก แล้วพิจารณาด้วยดุลพินิจของตนเอง

งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของโทรศัพท์มือถือต่อสุขภาพของผู้ใช้

งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของการใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ที่มีการเผยแพร่ผลงานในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาพอสรุปได้ดังนี้ ลองดูงานวิจัยในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลองกันก่อน

  • งานวิจัยของอเมริกัน ที่ทำการทดลองในหนูพบว่า ความจำระยะสั้น (หมายถึงความจำเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น) ของหนูเสียไป หลังจากที่ได้รับคลื่นจากโทรศัพท์มือถือนาน 45 นาที

  • งานวิจัยในหนู พบว่าการให้หนูที่ตั้งท้องได้รับคลื่น จากโทรศัพท์มือถือจะมีผลต่อพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์

  • งานวิจัยของ ดร.ทีโอดอร์ ลิโทวิตซ์ แห่งมหาวิทยาลัยคาทอลิก สหรัฐอเมริกา วิจัยในไข่ไก่ที่กำลังฟักถึง 10,000 ฟอง พบว่า ไข่ไก่ที่ได้รับคลื่นแบบเดียวกับที่ส่งออกมาจากโทรศัพท์มือถือ (คือ ในการทดลองจะใช้เครื่องมือกำเนิดคลื่นไมโครเวฟให้เหมือนกับ ที่ส่งออกมาจากโทรศัพท์มือถือแทนการใช้โทรศัพท์มือถือจริงๆ ในการทดลองเพราะไม่สะดวก) จะทำให้มีอัตราการตาย (คือฟักแล้วไม่รอด) เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

  • งานวิจัยของออสเตรเลีย พบว่า หนูที่ได้รับคลื่นแบบเดียว กับที่ส่งออกมาจากโทรศัพท์มือถือนาน 18 เดือน มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้นเป็น 2 เท่า

  • งานวิจัยของดีรา (DERA) อันเป็นหน่วยงานวิจัย ทางทหารของประเทศอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์ที่ดีราทำการทดลอง โดยนำสมองหนูที่หั่นเป็นชิ้น (สมองยังไม่ตาย) มารับคลื่นไมโครเวฟ ที่มีกำลังต่ำมากใกล้เคียงกับกำลังส่งของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ปรากฏว่า เมื่อชิ้นสมองหนูได้รับคลื่นไมโครเวฟจะทำงานได้ช้าลง หรือหยุดทำงานไป คลื่นสมองก็จะกลับมาทำงานใหม่ จึงสรุปว่า คลื่นไมโครเวฟมีผลต่อสมอง แต่อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ ห่างจากสภาพความเป็นจริงอยู่มากเพราะเป็นการผ่าตัด เอาเนื้อสมองออกมาทดลอง

คราวนี้มาดูงานวิจัยที่ทำให้มนุษย์กันบ้าง

  • งานวิจัยของดร.เบราเนอ แห่งมหาวิทยาลัยฟรายบูร์ก ประเทศเยอรมนี ทำการทดลองโดยให้อาสาสมัคร 10 คน แนบโทรศัพท์มือถือไว้กับหูขวา จากนั้นดร. เบราเนอเป็นผู้ปิด-เปิด โทรศัพท์มือถือทั้ง 10 เครื่อง โดยใช้รีโมตคอนโทรล ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้อาสาสมัคร รู้ตัวว่าโทรศัพท์มือถือที่ตนเองใช้อยู่นั้นปิดหรือเปิดอยู่

    ผลการทดลองพบว่า ขณะที่เปิดโทรศัพท์มือถือ มีผลทำให้ความดันของอาสาสมัครเพิ่มขึ้น 5-10 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งความดันที่สูงขึ้นนี้ในคนธรรมดาก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่กับผู้ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจหรือเกี่ยวกับเส้นเลือด ไปเลี้ยงสมองที่มีอาการรุนแรงอยู่แล้วละก็ความดันที่เพิ่มขึ้น นี้ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้ งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ ในวารสารแลนเซต อันเป็นวารสารด้านการแพทย์ชื่อเสียงระดับโลก

  • งานวิจัยของ ดร.เคล แฮสสัน ไมด์ แห่งสวีเดน รายงานว่าจากการศึกษาผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ 11,000 ราย พบว่าผู้ที่ใช้โทรศัพท์นานขึ้นก็จะมีอาการเหนื่อยล้า ปวดศีรษะ และแสบร้อนที่ผิวหนังคล้ายอาการไหม้ มากขึ้นเช่นกัน

  • งานวิจัยของรอเจอร์ คอกฮิลล์ นักชีววิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งมีห้องทดลองของตนเอง คอกฮิลล์ทำการวิจัยเพื่อศึกษาว่า การใช้โทรศัพท์มือถือจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงหรือไม่ โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocyte, เม็ดเลือดขาวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน) มาเลี้ยงไว้ในสารละลายในหลอดทดลอง จากนั้นทดลองปล่อยคลื่นไมโครเวฟแบบเดียวกับที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ ผ่านหลอดทดลองดังกล่าวเป็นเวลา 7.5 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า มีเซลล์เม็ดเลือดขาวเหลือรอดอยู่ในหลอดทดลองเพียงร้อยละ 13 ส่วนหลอดทดลองอีกชุดหนึ่งที่ไม่ได้รับคลื่นไมโครเวฟนั้น มีเซลล์เม็ดเลือดขาวรอดถึงร้อยละ70 (แม้จะไม่ได้รับคลื่นไมโครเวฟก็ตาม แต่เซลล์เม็ดเลือดขาวก็มีตายไปบ้างเนื่องจากออกมาอยู่นอกร่างกาย)

    คอกฮิลล์จึงสรุปว่า ผลของคลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือ น่าจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต่ำลง รวมทั้งคอกฮิลล์ยังยื่นคำร้อง ต่อศาลอังกฤษเพื่อให้มีคำสั่งให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ต้องพิมพ์คำเตือนอันตรายจากคลื่นไมโครเวฟไว้ที่ผลิตภัณฑ์อีกด้วย

    แต่งานวิจัยฉบับนี้ถูกนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าออกแบบการทดลองไม่รัดกุมและไม่เป็นไปตามแบบแผน ของการวิจัย ผลสรุปจึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ การทดลอง กับเม็ดเลือดขาวในหลอดทดลองก็ไม่ได้หมายความว่า จะเกิดผลเช่นเดียวกันในมนุษย์ ทั้งนี้เพราะผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ จะแนบโทรศัพท์ไว้ที่หูซึ่งเป็นบริเวณที่เล็กมากเม็ดเลือดขาว ที่ไหลเวียนผ่านแถวนั้นเท่านั้นที่จะได้รับคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งก็เป็นเพียงชั่วขณะเดียว เพราะหลังจากนั้นเม็ดเลือดขาว ก็ไหลเวียนไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย ดังนั้นสภาพการใช้งานจริง จึงต่างกับสภาพการทดลองของคอกฮิลล์มาก

    นอกจากถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือแล้วคอกฮิลล์ยังอกหักซ้ำสอง เพราะศาลสั่งยกคำร้องของคอกฮิลล์เสียเนื่องจากยังพิสูจน์เกี่ยวกับ อันตรายของโทรศัพท์มือถือไม่ได้แน่ชัด

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2542

  • านวิจัยของ ดร. เลนนาร์ต ฮาร์เดลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งชาวสวีเดน ฮาร์เดลล์สรุปจากการทดลองว่า ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ จะมีความเสี่ยง ในการเกิดมะเร็งในสมองเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า แต่งานวิจัยชิ้นนี้ ก็ถูกผู้เชี่ยวชาญรายอื่นๆ โต้แย้งว่า ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนน้อยมาก ทำให้ตัวเลข 2.5 เท่าที่ว่านี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ หรือพูดง่ายๆ ก็คือค่านี้ยังเชื่อไม่ได้นั่นเอง

  • งานวิจัยของ ดร.จอร์จ คาร์โล ผู้ได้รับทุนวิจัย จากอุตสาหกรรมโทรศัพท์มอืถือของสหรัฐอเมริกาเป็นเงินถึง 25 ล้านดอลลาร์ วิจัยพบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือจะเพิ่มความเสี่ยง ในการเกิดมะเร็งในสมองที่พบได้ยากชนิดหนึ่ง แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

  • งานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสทอล ประเทศอังกฤษ พบว่า ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เร็วขึ้นกว่าปกติราวร้อยละ 4

    งานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสทอลนี้ได้รับทุนอุดหนุนจากรัฐบาลอังกฤษ เป็นงานที่ได้รับความเชื่อถือค่อนข้างสูงเพราะมีการออกแบบ การทดลองที่รัดกุมและเป็นไปตามกระบวนการของการวิจัย การทดลองทำโดยใช้อาสาสมัคร 36 คน แต่ละคนให้ทำแบบทดสอบ เพื่อวัดปฏิกิริยาทางสมองไว้ก่อน

    หลังจากนั้น อาสาสมัครจะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับคลื่นวิทยุแบบเดียวกับโทรศัพท์มือถือระบบแอนะล็อก กลุ่มหนึ่งได้รับคลื่นไมโครเวฟแบบเดียวกับโทรศัพท์มือถือระบบดิจิทัล และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับคลื่น 2 กลุ่ม ที่ได้รับคลื่นจะได้รับคลื่น นาน 30 นาที

    หลังจากที่ได้รับคลื่นแล้ว อาสาสมัครทั้ง 36 ราย จะถูกนำมาทดสอบปฏิกิริยา ทางสมองอีกโดยการทดสอบนั้นครอบคลุมหลายรูปแบบ ทั้งทดสอบปฏิกิริยาตอบสนอง ทดสอบความจำเกี่ยวกับเนื้อที่ ทดสอบการระลึกคำศัพท์ ฯลฯ ผลการวิจัยพบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ อย่างต่อเนื่องนาน 30 นาที ไม่มีผลต่อความจำระยะสั้น รวมทั้งไม่มีผลกับการทำงานของสมองในแง่อื่นๆ

    ยกเว้นอยู่อย่างเดียว คือ ปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำถามแบบใช่-ไม่ใช่ โดยการทดสอบชนิดนี้อาสาสมัครจะได้รับคำถามเพื่อให้ตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ กลุ่มที่ได้รับคลื่นไมโครเวฟจะมีการตอบคำถามรวดเร็วขึ้น ราวร้อยละ 4 นั่นก็หมายความว่า สมองมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำถามแบบ ใช่--ไม่ใช่รวดเร็วขึ้นเล็กน้อย

    คณะวิจัยให้ความเห็นว่าปฏิกิริยาที่รวดเร็วขึ้นนี้อาจจะมาจากสาเหตุ 2 ประการ คือ ประการแรก เกิดขึ้นเนื่องจากคลื่นไมโครเวฟ ทำให้ของเหลวในสมองมีอุณหภูมิสูงขึ้น จึงไปเร่งการไหลเวียน ของระบบโลหิตที่มาเลี้ยงสมองเพื่อให้ระบายความร้อนออกไปโดยเร็ว จึงทำให้สมองมีปฏิกิริยารวดเร็วขึ้น

    ส่วนประการที่สอง นั้นก็เกี่ยวกับความร้อนที่เกิดขึ้นในสมองเช่นกัน โดยความร้อน ที่เกิดขึ้นอาจไปกระตุ้นให้มีการสร้างโปรตีนชนิดพิเศษขึ้น อันเป็นกลไกในการป้องกันความร้อนของร่างกาย ซึ่งโปรตีนพิเศษนี้ จะไปมีผลทำให้สมองมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วขึ้น

    แต่อย่างไรก็ดี คณะวิจัยให้ความเห็นว่า ผลของคลื่นไมโครเวฟต่อสมอง เช่นนี้ไม่น่าก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย รวมทั้งไม่ใช่ผล ที่เกิดขึ้นถาวรเมื่อไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ อุณหภูมิของสมองก็เป็นปกติ กลไกป้องกันตนเองเหล่านี้ก็จะหยุดทำงานไปเอง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า คลื่นไมโครเวฟของโทรศัพท์มือถือแม้จะมีกำลังต่ำมากก็ตาม แต่ก็ยังมีผลต่อการทำงานของสมอง

จะเห็นว่างานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ ของการใช้โทรศัพท์มือถือนั้นยังไม่ชัดเจนนัก งานวิจัยหลายชิ้น ที่เป็นงานวิจัยในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง ซึ่งเอามาเทียบเคียง กับผลที่จะเกิดในมนุษย์ได้ยาก งานวิจัยหลายชิ้นที่ยังมีข้อกังขา จากผู้เชี่ยวชาญด้วยกันเองอยู่ รวมทั้งหลายชิ้นที่ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อผู้วิจัยคณะอื่นนำไปทดลองซ้ำแล้วไม่ได้ผลตามนั้น (ที่ใช้กำลังส่งต่ำ) ซึ่งได้ผลค่อนข้างกระจ่างเห็นจะเป็นของ มหาวิทยาลัยบริสทอล แต่ก็ช่วยให้ความกระจ่างแก่เราได้เพียงว่า คลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือมีผลต่อสมองเท่านั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นอันตรายต่อสมองหรือไม่

มาดูทางด้านคดีความที่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือกันบ้าง
  • ในปี ค.ศ. 1993 ชาวอเมริกันในรัฐฟลอริดาคนหนึ่งฟ้องร้อง ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่ภรรยาของเขา ซึ่งเป็นมะเร็งในสมอง โดยอ้างว่าการใช้โทรศัพท์มือถือของเธอ ทำให้อาการของโรคหนักขึ้น แต่ศาลยกฟ้อง

  • ส่วนเมื่อไม่นานมานี้ วิศวกรชาวอังกฤษคนหนึ่ง ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างของตน เนื่องจากมอบโทรศัพท์มือถือ ให้ตนใช้ และตนต้องใช้นานถึงวันละ 5 ชั่วโมง จนเป็นเหตุให้ ความจำระยะสั้นเสียไปและต้องออกจากงานเพราะทำงานไม่ได้ ได้รับความทุกข์ทรมานมาก

  • ส่วนหญิงชาวอังกฤษวัย 27 ปี รายหนึ่งก็กำลังฟ้องบริษัทผู้ผลิต โทรศัพท์มือถือรายหนึ่ง โดยอ้างว่าโทรศัพท์นั้นทำให้เธอเป็นเนื้องอก

ทั้ง 2 คดีหลังกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี คดีเหล่านี้ ยากแก่การวินิจฉัย เพราะขึ้นกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าโทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดอันตรายจริง ก็ยากที่จะเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งผลการวิจัยในอนาคต จะมีผลต่อคดีความประเภทนี้ด้วย

ปัจจุบันนี้มีโครงการวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของโทรศัพท์มือถือ อยู่หลายโครงการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือเอง ได้จัดสรรเงินทุนเพื่อวิจัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภค เกิดความปลอดภัยและสบายใจ โครงการหนึ่งที่น่าจับตามองก็คือ โครงการขององค์การอนามัยโลกที่ศึกษาผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง 3,000 คน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือกับการเกิดเนื้องอกในสมอง โครงการนี้ได้รับงบประมาณราว 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เชื่อว่าในอีกไปกี่ปี เราคงได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลของโทรศัทพ์มือถือต่อสุขภาพในระยะสั้นมากขึ้น ส่วนผลในระยะยาวนั้นคงต้องติดตามกันอีกนานหลายปีทีเดียว

โทรศัพท์มือถือจุดระเบิดปั๊มน้ำมันข่าวลือข้ามโลก

ประเด็นใหม่ของอันตรายจากโทรศัพท์มือถือสำหรับชาวไทย ซึ่งทำเอาผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและลูกค้าของปั๊มน้ำมันต้องตื่นเต้น กันยกใหญ่ก็คือ โทรศัพท์มือถือสามารถทำให้เกิดประกายไฟ อันก่อให้เกิดระเบิดในปั๊มน้ำมันได้

เรื่องของเรื่องก็คงเกิดจากการที่มีผู้สังเกตเห็นสติกเกอร์ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือภายในปั๊มน้ำมันบางแห่งนั่นเอง เมื่อไต่ถามพนักงานในปั๊มจนได้ความแล้วก็เลยเอามาพูดกันต่อๆ ไปว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในปั๊มน้ำมันอันตรายถึงขั้น ทำให้ปั๊มระเบิดได้

ที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นแก่คนไทยเท่านั้น แต่สร้างความตื่นเต้นกันมาแล้วเกือบทั่วโลกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จะเรียกว่าเป็นข่าวลือข้ามโลกก็คงไม่ผิดนัก ก่อนที่เราจะมาพิจารณากัน ในเชิงวิทยาศาสตร์ เรามาเท้าความถึงข่าวลือข้ามโลกนี้กันก่อนว่า มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

ในปี ค.ศ.1998 ปั๊มน้ำมันในสาธารณรัฐเชกกว่า 400 แห่ง ห้ามการปิดโทรศัพท์มือถือในบริเวณปั๊ม แต่การห้ามนั้นให้เหตุผลว่า เพราะโทรศัพท์มือถืออาจรบกวนระบบการตัดเงินจากบัตรเครดิตได้ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วก็ยังไม่เคยมีรายงานว่า สัญญาณของโทรศัพท์มือถือ รบกวนระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตัดบัญชีบัตรเครดิตมาก่อน

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2542

ต่อมาหนังสือพิมพ์ไชน่าโพสต์ก็ลงข่าวว่าบริษัทไชนีสปิโตรเลียม แห่งไต้หวันออกประกาศเตือนลูกค้าให้ปิดโทรศัพท์มือถือในขณะเติมน้ำมัน ในข่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทไชนีสปิโตรเลียมระบุว่า
"เคยมีเหตุระเบิดมาแล้วในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป และเราหวังว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดในไต้หวันได้"

บริษัทเชลล์เคมิคัลส์ก็ได้ออกข่าวเตือนลูกค้าเช่นกันว่า ให้ปิดโทรศัพท์มือถือขณะเติมน้ำมันในปั๊มน้ำมันเพราะ เคยมีตัวอย่างมาแล้วในอินโดนีเซีย

เท่านั้นยังไม่พอ วารสารวอลล์สตรีต (Wall Street Journal) อันเป็นวารสารด้านธุรกิจตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและมีเชื่อเสียง ระดับโลกก็ได้ลงบทความเกี่ยวกับอุบัติภัยปั๊มน้ำมันระเบิด อันเกิดจากโทรศัพท์มือถือเช่นกัน โดยให้รายละเอียดของกรณี ระเบิดปั๊มน้ำมันในอินโดนีเซียว่าเป็น เพราะลูกค้าที่มาเติมน้ำมัน ใช้โทรศัพท์มือถือคุยเพลิน ขณะคุยก็ก้มหน้าลงไปมองที่ช่องเติมน้ำมัน เพื่อดูว่า น้ำมันเต็มถังหรือยัง เป็นขณะเดียวกับแบตเตอรี่ที่บรรจุ ในโทรศัพท์มือถือเกิดประกายไฟขึ้น ผลก็คือ เกิดการระเบิดและไฟไหม้ พร้อมกันนี้ยังอ้างว่าบริษัทเอ็กซอน (บริษัทแม่ของปั๊มน้ำมันเอสโซ่) ยังได้ออกสติกเกอร์เตือนลูกค้าของปั๊มเอสโซ่ทั่วโลกให้ปิดโทรศัพท์มือถือ ขณะอยู่ในปั๊มน้ำมัน

แม้บทความในวารสารดังกล่าวจะระบุว่า กรณีเหตุระเบิดในอินโดนีเซียนั้นไม่มีการยืนยันก็ตาม แต่ผลของบทความดังกล่าวและบทความที่ได้เล่าไว้ก่อนหน้านี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดข่าวลือไปทั่วโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือหากสนใจดูคู่มือ ที่มากับโทรศัพท์ก็จะพบว่าคู่มือของโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังๆ จะพิมพ์ข้อความเตือนไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือในบริเวณที่มีสารติดไฟง่าย อย่างเช่นปั๊มน้ำมันเช่นกัน เมื่อองค์ประกอบหลายอย่างๆ รวมกันเข้า กระแสเรื่องโทรศัพท์มือถือทำให้ปั๊มน้ำมันระเบิดก็ไม่ยาก ที่จะแพร่สะพัดไปทั่ว

เมื่อแพร่สะพัดกันหนักเข้าเจ้าของกิจการปั๊มน้ำมันเอง ก็ชักหวั่น ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จก็ตาม แต่กระแสผู้บริโภคก็มีผล ทำให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งต้องมีมาตราการออกมา ยกตัวอย่าง เช่นบริษัทเอ็กซอนที่แจกจ่ายสติกเกอร์เตือนแก่ปั๊มน้ำมัน ในเครือทั่วโลก นอกจากนั้นก็ยังมีที่ประเทศเบลเยียมซึ่งห้ามลูกค้า ใช้โทรศัพท์มือถือภายในปั๊มน้ำมัน รวมทั้งป้ายห้ามไว้ด้วย ปั๊มน้ำมันในประเทศออสเตรเลียก็มีป้ายเตือนให้ปิดโทรศัพท์มือถือ ในบริเวณปั๊มน้ำมัน ปั๊มเชลล์ในประเทศมาเลเซียก็มีป้ายเตือนลูกค้า ส่วนปั๊มน้ำมันในประเทศไทยนั้น ก็มีหลายแห่งที่ขึ้นป้ายเตือน ให้ปิดโทรศัพท์มือถือในบริเวณปั๊มน้ำมันเช่นกัน คราวนี้เรื่อง ก็เลยกระพือหนักยิ่งขึ้น เพราะปั๊มน้ำมันลงมาช่วยเล่นด้วย และสื่อมวลชนก็นำมาทำข่าว

ที่จริงแล้วเรื่องโทรศัพท์มือถือทำให้ปั๊มน้ำมันระเบิดนั้น ยังไม่เคยมีข่าวใดที่ยืนยันข้อเท็จจริงได้แม้แต่รายเดียว เมื่อหลายปีก่อนเคยมีข่าวเกี่ยวกับลูกค้าสตรีรายหนึ่ง ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในปั๊มน้ำมันในประเทศออสเตรเลีย และเกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นแต่หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เรื่องก็กลายเป็นว่าลูกค้าผู้นั้นใช้โทรศัพท์มือถือก็จริง แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ เธอสูบบุหรี่ในบริเวณปั๊มน้ำมันด้วย เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นก็เนื่องจากบุหรี่ ไม่ใช่โทรศัพท์ส่วนกรณีปั๊มน้ำมันระเบิดในอินโดนีเซีย หรือในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามที่เป็นข่าวนั้น ไม่สามารถยืนยันข่าวได้สักรายเดียว แม้แต่สื่อมวลชนท้องถิ่นเอง ก็ยังยืนยันไม่ได้ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นข่าวลือมากกว่า แต่ก็เป็นข่าวลือที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะสร้างความแตกตื่น ได้เกือบทั่วโลก

นอกจากข่าวลือประเภทปั๊มน้ำมันระเบิดแล้ว ก็ยังมีข่าวลือ สวนกระแสอีกด้วย คือ มีการลือกันว่าเหตุที่ปั๊มน้ำมันต่างๆ พิมพ์สติกเกอร์เตือนหรือห้ามลูกค้าใช้โทรศัพท์มือถือนั้น เป็นเทคนิคที่จะทำให้ได้ลดค่าเบี้ยประกันภัย (เพราะจะทำให้ โอกาสเสี่ยงมีน้อย) ส่วนอีกกระแสหนึ่งก็ว่าเป็นเพราะโทรศัพท์มือถือ ทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หัวจ่ายทำงานผิดพลาด เติมน้ำมันเกินให้ลูกค้า แล้วเจ้าของปั๊มขาดทุน ดังนั้นหากจะเชื่อข่าวลือแล้วคงวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด ทางที่ดีควรพิจารณาด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ตอบปัญหา ได้อย่างตรงจุด

โทรศัพท์มือถือจุดระเบิดปั๊มน้ำมันได้จริงหรือไม่ ?

คราวนี้ลองมาพิจารณากันในเชิงวิทยาศาสตร์บ้างว่า โทรศัพท์มือถือนั้นอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุปั๊มน้ำมันระเบิดได้อย่างไร คำตอบเบื้องต้นก็คือ หากจะจุดเชื้อเพลิงอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ให้ลูกไหม้ได้ก็ต้องใช้ "ประกายไฟ" นั่นเอง ดังนั้นคำถามต่อมาก็คือ โทรศัพท์มือถือทำให้เกิดประกายไฟได้หรือไม่ และถ้าเกิดได้ เกิดอย่างไร ?

โดยทั่วไปแล้วประกายไฟเกิดจากประจุไฟฟ้าในอากาศ การเกิดประกายไฟได้ทางหนึ่งก็คือมีขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ว อยู่ห่างกันเล็กน้อย เมื่อกระแสไฟฟ้ากระโดดจากขั้วหนึ่งก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของประจุไฟฟ้าของอากาศในบริเวณนั้นจึงทำให้เกิดเป็นประกายไฟขึ้น หัวเทียนรถยนต์ที่มีประกายไฟใช้จุดระเบิดในกระบอกสูบ ก็ใช้หลักการของขั้วไฟฟ้าที่อยู่ห่างกันเล็กน้อยนี้เช่นกัน

เมื่อหลักการเบื้องต้นของการเกิดประกายไฟเป็นเช่นนี้แล้ว คราวนี้ลองมาดูกันว่าโทรศัพท์มือถืออาจสร้างประกายไฟที่ว่านี้ ได้อย่างไรบ้าง

1. ขั้วแบตเตอรี่หลวม ถ้าขั้วแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือหลวม ในบางครั้งอาจทำให้เกิดช่องว่างเล็กๆ ที่ขั้วแบตเตอรี่ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดประกายไฟเล็กๆ ได้
2. การเหนี่ยวนำ คลื่นวิทยุที่ส่งออกจากเสาอากาศของโทรศัพท์มือถือ อาจไปเหนี่ยวนำโลหะที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้เกิดประกายไฟได้ หากเกิดลักษณะช่องล่างเล็กๆ ระหว่างขั้วขึ้น

เมื่อพิจารณาโอกาสหรือความเป็นไปได้ในการเกิดประกายไฟ ของทั้ง 2 กรณีแล้ว จะเห็นว่ากรณีขั้วแบตเตอรี่หลวม (ข้อ1) นั้น มีโอกาสน้อยอยู่แล้ว ส่วนกรณีการเหนี่ยวนำ (ข้อ2) นั้นยิ่งมีโอกาสน้อยมาก เพราะคลื่นที่ส่งออกมาจากโทรศัพท์มือถือนั้นมีกำลังต่ำมาก ยากที่จะเหนี่ยวนำได้อยู่แล้ว นอกจากนี้โลหะที่จะถูกเหนี่ยวนำ จนเกิดกระแสไฟฟ้าได้นั้นจะต้องมีรูปทรงและความยาวที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าโลหะอะไรก็จะเกิดการเหนี่ยวนำแล้วมีกระแสไหลได้ รวมทั้งหากเกิดการเหนี่ยวนำได้แล้วยังจะต้องอยู่ในสถานการณ์ ที่เกิดช่องว่างเล็กๆ ระหว่างขั้วอีกด้วยจึงจะเกิดประกายไฟขึ้นได้

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อโทรศัพท์มือถือสร้างประกายไฟขึ้นได้แล้ว (ไม่ว่าจะด้วยวิธีตามข้อ 1 หรือข้อ 2 ก็ตาม) สภาพแวดล้อมในบริเวณปั๊ม ยังต้องเอื้ออำนวยให้เกิดการจุดระเบิดอีกด้วย กล่าวคือ บริเวณนั้น ต้องมีไอน้ำมันฟุ้งอบอวลมากพอที่จะติดไฟได้อีกด้วย ซึ่งต้องเป็นที่อับทึบ แต่โดยทั่วไปแล้วปั๊มน้ำมันจะต้องอยู่ในบริเวณที่โล่งซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้ดี

ดังนั้นเมื่อรวมความแล้ว โอกาสที่โทรศัทพ์มือถือซึ่งมีกำลังต่ำ แบบที่ใช้ในปัจจุบันจะทำให้เกิดประกายไฟจนปั๊มน้ำมันระเบิดนั้น แม้ตามทฤษฎีแล้วจะเป็นไปได้ก็จริง แต่ก็มีโอกาสน้อยมาก เพราะต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมและครบครันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงไม่ควรไปกังวลทุกครั้งที่เข้าปั๊มน้ำมันจนเสียสุขภาพจิต

ส่วนที่ว่าเหตุใดจึงมีการพิมพ์คำเตือนไว้ในคู่มือของโทรศัพท์นั้น ก็เป็นเพราะว่า ในสมัยก่อนโทรศัพท์มือถือมีกำลังส่งสูงกว่านี้ คือราว 20 วัตต์ (ปัจจุบันไม่เกิน 2 วัตต์) โอกาสที่โทรศัพท์มือถือ จะก่อให้เกิดประกายไฟก็พอมีอยู่บ้าง

ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท ประเทศอังกฤษจึงมีกฎหมาย ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในบริเวณปั๊มน้ำมัน ดังนั้นผู้จำหน่าย โทรศัพท์มือถือที่ต้องการนำเข้าไปขายในประเทศอังกฤษ จึงต้องพิมพ์คำเตือนนี้ไว้ในคู่มือให้สอดคล้องกับกฎหมาย ของประเทศอังกฤษด้วย แม้ในปัจจุบันกฎหมายนี้ก็ยังไม่ได้ยกเลิก เพียงแต่ว่าไม่มีผู้ใดสนใจจะปฏิบัติตามแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีผลบังคับใช้ ในทางปฏิบัติ

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2542

สำหรับปั๊มน้ำมันในประเทศไทยนั้นหากพิจารณาให้ดีแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดอันตรายจากประกายไฟได้มากกว่า โทรศัพท์มือถืออีกหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้งสวิตซ์ หรือปลั๊กไฟใกล้บริเวณที่ตั้งหัวจ่ายหลอดไฟบริเวณใกล้หัวจ่าย ซึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ล่วนแต่มีขั้วไฟฟ้าซึ่งอาจก่อให้เกิดประกายไฟได้ การใช้ไฟฉายส่องดูน้ำมันในถังเก็บก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะขั้วไฟฟ้าในกระบอกไฟฉายก็สร้างประกายไฟได้

และที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่ลูกค้าของปั๊มน้ำมัน หรือแม้แต่พนักงานในปั๊มน้ำมันเองสูบบุหรี่ในบริเวณปั๊มน้ำมัน ดังนั้นหากเราจะใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยในปั๊มน้ำมันแล้ว ก็ควรเข้มงวดกวดขันในเรื่องอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าด้วย มิใช่เพ่งเล็งแต่เรื่องโทรศัพท์มือถือ แต่ในขณะเดียวกันยังปล่อยปละ ให้มีการสูบบุหรี่ภายในปั๊มเปรียบเสมือนการสร้างบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด แถมบนกำแพงยังติดตั้งลวดหนาม ต้องการป้องกันขโมยปีนกำแพง เข้ามาในบ้าน แต่ประตูหน้าบ้านกลับมีเพียงแม่กุญแจเล็กๆ คล้องอยู่เท่านั้น เช่นนี้การป้องกันต่างๆ ที่กำแพงก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์ เพราะขโมยเข้าทางประดูหน้าบ้านก็ง่ายดี ไม่จำเป็นต้องปีนกำแพง ให้ยุ่งยาก

ดังนั้นหากคิดจะป้องกันอุบัติภัยภายในปั๊มน้ำมัน ก็ควรพิจารณารวมกันไปทั้งระบบจึงจะสร้างความปลอดภัย แก่ผู้ใช้บริการได้อย่างแท้จริง

สถานีฐาน เสาอากาศป่วนเมือง

หลังจากที่เราพิจารณาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัย ของโทรศัพท์มือถือกันมาแล้ว อันประกอบด้วยประเด็น การรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อันตรายต่อสุขภาพ และอันตรายจากการเกิดประกายไฟ ที่จริงแล้วยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลล์ลูล่าร์อยู่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในต่างประเทศก็ให้ความสนใจกันมากเช่นกัน (base station) ว่ามีอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

ในการทำงานของโทรศัพท์มือถือนั้น เมื่อผู้ใช้จะติดต่อสื่อสาร กับผู้ใดทางโทรศัพท์ โทรศัพท์ของผู้เรียกสายและผู้รับสาย จะไม่ได้รับสัญญาณกันเองโดยตรง แต่สัญญาณจะเดินทางผ่าน โครงข่ายของสถานีฐาน โดยโครงข่ายสถานีฐานจะรับส่งสัญญาณ กันเป็นทอดๆ ด้วยวิธีการเช่นนี้ แม้ผู้เรียกสายและผู้รับสายอยู่ห่างไกลกัน เพียงใดก็ยังสามารถสื่อสารถึงกันได้ตราบใดที่มีโครงข่ายสถานีฐาน เชื่อมโยงไปถึง

ดังนั้นสถานีฐานจึงมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร ด้วยระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูล่าร์ และส่วนประกอบสำคัญ ของสถานีฐานก็คือ "เสาอากาศ" สำหรับรับส่งสัญญาณ ซึ่งเสาอากาศนี้จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านไมโครเวฟออกมา เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ ผิดกันแต่เพียงคลื่นที่แผ่ออกมา จากเสาอากาศนี้ มีกำลังส่งสูงกว่าโทรศัพท์มือถือและนี่เองที่เป็นสาเหตุ ให้ผู้ที่ต้องอยู่ใกล้สถานีฐานเหล่านี้เกิดความหวาดวิตก เพราะขนาด กำลังส่งต่ำๆ แบบโทรศัพท์มือถือก็ยังสร้างความวิตกกังวลแก่ผู้ใช้ ได้มากอยู่แล้ว ใครที่ต้องอยู่ใกล้เสาอากาศของสถานีฐาน ก็ยิ่งต้องวิตกกังวลมากขึ้นไปอีก

สำหรับในต่างประเทศแล้ว ประเด็นเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ ของสถานีฐานก็เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจไม่น้อย แต่ผลกระทบจะไม่กว้างเท่ากับโทรศัพท์มือถือเพราะผู้ที่ใช้ โทรศัพท์มือถือนั้นมีจำนวนมากกว่าจำนวนสถานีฐานมากนัก สำหรับผลต่อสุขภาพที่กังวลกันนั้นก็คงเป็นเช่นเดียวกับในกรณีของ โทรศัพท์มือถือ แต่ส่วนใหญ่มักจะเกรงกลัวกันเรื่องก่อให้เกิดมะเร็ง

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษมีสถานีฐานอยู่ประมาณ 20,000 สถานี ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจากข้อมูลเมื่อกลางปี ค.ศ.1998 มีสถานีฐานอยู่ประมาณ 52,000 สถานี และถ้าหากต้องการ ให้การสื่อสารครอบคลุมได้ทั่วประเทศจะต้องวางโครงข่ายสถานีมากฐานถึง 90,000 สถานีทีเดียว

เมื่อมีสถานีฐานมากก็ย่อมกระทบต่อชุมชนมากแห่ง ผลก็คือ ปฏิกิริยาต่อต้านก็ย่อมมีมากขึ้นและการตั้งสถานีฐานนั้น เพื่อประสิทธิภาพ ในการรับส่งสัญญาณก็ควรอยู่ใจกลางพื้นที่ให้บริการ ซึ่งก็หมายถึง ควรอยู่ใจกลางหรือว่าใกล้ชุมชนนั้นเอง ดังนั้นจึงยิ่งมีปัญหามากขึ้น เพราะไปตั้งอยู่ที่ชุมชนนั่นเอง บางสถานีก็ไปเช่าพื้นที่โรงเรียน เพื่อติดตั้งเสาอากาศ บางแห่งก็ไปเช่าที่ของโบสถ์ ฯลฯ จึงทำให้ชุมชน เกิดการต่อต้านขึ้น

ในสหรัฐอเมริกาเองนั้น ระยะหลังการติดตั้งสถานีฐาน ทำได้ยากลำบากขึ้น เพราะเมื่อชุมชนแห่งใดทราบว่า สถานีฐานจะมาตั้ง ในชุมชนของตนก็มักจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน พวกที่ยังเป็นแค่โครงการ ก็อาจถูกกดดันให้ถอนโครงการออกไป บางที่ติดตั้งเสาอากาศไปแล้ว ก็มีการฟ้องร้องกันเพื่อให้ย้ายออกไป เครือข่ายต่อต้านสถานีฐานขึ้น โดยมีการออกเป็นคู่มือแจกจ่ายกันเลยทีเดียวว่า หากชุมชนใดกำลังจะมีการก่อสร้างสถานีฐานและชุมชนนั้น ไม่ต้องการควรมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร

สถานีฐาน อันตรายจริงหรือ ?

การตอบคำถามที่ว่า "สถานีฐานอันตรายหรือไม่" คงตอบได้ยาก เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า "โทรศัพท์มือถืออันตรายหรือไม่" จะว่าไปแล้วก็คงเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ในขณะนี้ เพราะฝ่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก็บอกว่าไม่มีอันตราย ส่วนฝ่ายประชาชนบางส่วนก็บอกว่ามีอันตราย แต่ข้อมูลต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานีฐานมากขึ้น

สถานีฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเซลลูล่าร์นั้น โดยปกติแล้วจะมีกำลังส่งราว 50-200 วัตต์ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับ สถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์แล้ว สถานีวิทยุและโทรทัศน์ จะมีกำลังส่งตั้งแต่เป็นพันวัตต์จนถึงเป็นล้านวัตต์ แต่เนื่องจาก เสาอากาศของสถานีวิทยุและโทรทัศน์มีจำนวนน้อยกว่า รวมทั้งสามารถตั้งให้ห่างไกลชุมชนได้ ดังนั้นแม้กำลังส่งจะสูงกว่ามาก แต่ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหามากเท่ากับสถานีฐานเหล่านี้

ในการติดตั้งเสาอากาศของสถานีฐานนั้นอาจติดตั้ง บนหอเสาอากาศโดยเฉพาะก็ได้ หรืออาจติดตั้งตามสถานีที่ ที่มีความสูงอื่นๆ ก็ได้ อาทิหลังคาบ้าน ดาดฟ้าของตึกสูง หอเก็บน้ำ ฯลฯ โดยทั่วไปเสาอากาศจะติดตั้งสูงจากพื้นประมาณ 15-50 เมตร แต่อาจต่ำหรือสูงกว่านี้ได้แล้วแต่ความจำเป็นเฉพาะสถานที่

ทีนี้ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ว่าแต่ละฝ่ายจะมองมาตรฐานของคำว่า "ปลอดภัย" แตกต่างกันไปอย่างไร โดยทั่วไปแล้วมาตรฐาน ด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้น ในแต่ละประเทศจะมีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ ได้มาจากการศึกษาค้นคว้าและทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่ค่ามาตรฐานเหล่านี้ในแต่ละประเทศก็จะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศนั้น จะพิจารณากำหนด

ยกตัวอย่างเช่น กรณีความปลอดภัยอันเกิดจาก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้น ทางประเทศออสเตรเลียกำหนดมาตรฐานไว้ว่า ร่างกายของมนุษย์หากได้รับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่เกิน 0.2 มิลลิวัตต์/ตารางเซนติเมตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย มาตรฐานของออสเตรเลียนี้จัดว่าตึงหรือเข้มงวดแล้ว ส่วนมาตรฐานทางสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาจะหย่อนกว่านี้บ้าง

บริษัท วิทยพัฒน์ จำกัด
ผู้ผลิตตำราวิชาการและซอฟต์แวร์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600