มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 312 กุมภาพันธ์ 2541]

บาดแผล เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


"สัตว์ที่มีพิษ" ไม่ใช่จะมีเพียงสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น เสือ, หมี, กระทิง, สิงโต ฯลฯ สัตว์เล็ก ๆ ที่ใกล้ชิดเรา เช่น สุนัข, แมว, ชะนี, ลิง ก็นำพิษร้ายแรงมาสู่เราได้ แม้แต่สัตว์ขนาดจิ๋ว ๆ เช่น แมลงต่างๆ ก็ยังมีพิษสงร้ายกาจกันทีเดียว ก็ทำให้คนตายได้ อาทิ แมงมุม, ตะขาบ, ผึ้ง, ต่อ, แตน, แมงป่อง เป็นต้น สัตว์ขนาดจิ๋วพวกนี้มีพิษราวกับ "งูกัด" ทีเดียว

ก่อนที่เราจะมากล่าวถึง บาดแผลที่เกิดจากสัตว์เหล่านี้ ขอให้ผู้อ่านทำความรู้จักกับ "ชนิดของบาดแผล" เสียก่อน เพื่อจะทำความเข้าใจหลักการปฐมพยาบาล หรือการรักษาได้ง่ายขึ้น บาดแผลแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

บาดแผลปิด เป็นแผลที่ผิวหนังไม่ฉีกขาดหรือปริออกมาให้เห็นแต่เนื้อเยื่อ เอ็น ที่อยู่ข้างใต้ผิวหนัง หรือบริเวณกล้ามเนื้อฉีกขาด มีลักษณะบวม เขียวคล้ำ ปวดระบม แบบที่เรียกกันว่า ห้อเลือด

บาดแผลเปิด มีการฉีกขาด เป็นแผลมีเลือดออก ได้แก่แผลถลอกที่มีเลือดออกซิบๆ มักเกิดอาการอักเสบเป็นหนองได้ง่าย แผลฉีกขาด เกิดจากของแข็งที่ไม่คม หรือการชน กระแทก บดของเครื่องจักร ขอบแผลจะรุ่งริ่งบวมช้ำ มีเลือดออกไม่มาก แต่ติดเชื้อเป็นหนองได้ง่าย แผลทะลุ เนื่องจากมีของแข็งคมๆ ยาวๆ แทงทะลุ เช่น กระสุน เหล็กในของแมลงฝังในผิวหนังมักจะมีการตกเลือดอยู่ภายใน อันตรายกว่าแผลเปิดชนิดอื่น เป็นต้น

ดังนั้นอันตรายของบาดแผลจึงเกิดขึ้นจาก 2 ประการ คือ

การตกเลือด ทั้งเลือดออกมาภายนอกทางปากแผล และเลือดตกใน (ห้อเลือด)
การอักเสบติดเชื้อโรค อย่างที่เห็นแผลเป็นหนองได้ง่าย มักจะปวด บวม และลุกลามได้ง่าย

กรณีบาดแผลจากแมลงที่มีพิษกัดต่อย

พิษของแมลงอาจจะสูงทำให้เกิดอาการแพ้มากจนทำให้ เกิดอาการไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม พิษส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์เป็นกรด จึงทำให้ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ถูกกัดต่อย และแสบ ๆ คัน ๆ แมลงบางอย่างมีเหล็กในทำให้เกิดแผลทะลุได้

การปฐมพยาบาลที่พึ่งปฏิบัติได้แก่

กรณีบาดแผลจากถูกแมงกะพรุนไฟ

เกิดจากพิษในเมือกกัดทำลายผิวหนังได้ลึกมาก แรกๆ ผิวหนัง จะพองออกแล้วแตกออก เป็นแผลหายช้ามาก ถ้าดูแลไม่ดี อาจมีการติดเชื้อเป็นหนองเป็นแผล น่าเกลียด ปวดแสบ ปวดร้อนมาก

การปฐมพยาบาลก็คือ ต้องรีบ

กรณีบาดแผลถูกงูพิษกัด

จะสังเกตได้อย่างไรว่างูมีพิษ? ท่านจะสังเกตได้จากหลายๆ ทางคือ

งูเห่า - มักจะพบในภาคกลาง ได้แก่ สมุทรปราการ, นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, อยุธยา, นครนายก, อ่างทอง, สิงห์บุรี, ลพบุรี, สระบุรี
งูจงอาง - มักพบในป่าแถบนครสวรรค์, เพชรบูรณ์, นครศรีธรรมราช
งูแมวเซา - มักพบในภาคกลางในแถบธนบุรี, สมุทรปราการ, สระบุรี, ลพบุรี, อยุธยา อ่างทอง
งูกะปะ - มักพบในจังหวัดแถบชายทะเล ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้
งูเขียวหางไหม้ - พบในเขตพระนครและธนบุรี
งูคออ่อน - พบในทะเลบริเวณอ่าวไทย แถบจังหวัดสมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม
งูสามเหลี่ยม - พบมากในภาคกลาง ได้แก่ ธนบุรี, นครปฐม, อยุธยา, อ่างทอง, สระบุรี, นนทบุรี

อาการที่เกิดขึ้นภายหลังถูกงูกัด

เมื่อถูกงูพิษกัดจะพบรูรอยเขี้ยว 1-2 รอย แต่ถ้างูไม่มีพิษ จะมีแต่รอยฟันเป็นแถวไม่มีเขี้ยว และมักจะมีอาการปรากฏ ภายในเวลาประมาณ 10-15 นาที พิษของงูจะออกมาจากต่อมน้ำพิษ ที่ตั้งอยู่ใต้ตาเมื่อถูกกัดพิษจะถูกขับออกมาจากต่อมน้ำพิษ ไหลเข้าไปในแผล ทางรอยเขี้ยว ปกติงูจะใช้พิษนี้เป็นประโยชน์ในการช่วยฆ่าสัตว์ มาเป็นอาหารและช่วยในการย่อยอาหารด้วย
พิษของงูจะทำอันตรายต่อร่างกายได้ 2 ชนิดคือ เป็นพิษต่อระบบประสาทและเป็นพิษต่อเลือดและหลอดเลือด

พิษต่อระบบประสาท

งูที่มีพิษทำลายต่อระบบประสาท ได้แก่ งูเห่า, งูสามเหลี่ยม เมื่อถูกกัด บริเวณที่ถูกกัดจะบวมภายใน 10 นาที และปวดบริเวณที่บวม ต่อมาจะมีอาการง่วงซึม ตาปรือ เดินไม่ไหว เหมือนไม่มีแรง หนังตาเริ่มตก พูดจาอ้อแอ้ กลืนน้ำลายลำบาก หายใจไม่สะดวก และเป็นอัมพาต ที่ร่างกายในที่สุด และเสียชีวิตเพราะหยุดหายใจ

พิษต่อเลือดและหลอดเลือด

งูที่มีพิษต่อเลือดและหลอดเลือด ได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ งูสามเหลี่ยม เมื่อถูกกัดจะมีอาการบวมและปวดมาก ตรวจบริเวณที่ถูกกัด และต่างกับแผลที่ถูกงูเห่ากัดตรงที่มีเลือดไหลซึมออกมาจากปากแผล บริเวณรอยเขี้ยวงู และมีเลือดออกตามที่ต่างๆ ทั้งที่ผิวหนังและเยื่อมูก เช่น มีจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะและอุจจาระ อาเจียนมีเลือดมาก ปวดท้อง อ่อนเพลียมาก หมดสติ แต่ไม่มีอาการอัมพาต โดยจะเสียชีวิตจากหัวใจวาย

มีข้อสังเกตว่า กรณีที่ถูกงูสามเหลี่ยมกัดจะมีอาการ ทั้งทางระบบประสาทและระบบเลือด อาการทางระบบประสาทก็คือ อาการชักอย่างรุนแรง เมื่อพิษเข้าไปในหลอดเลือดจะทำให้เลือดออกในสมอง และช่องท้องและเสียชีวิตในที่สุด
และข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ กรณีงูกะปะกัด จะมีอาการ ทางระบบเลือด แต่มีข้อต่างกับงูชนิดอื่น คือ บริเวณที่ถูกกัดอาจจะบวม เปื่อยเน่าเป็นเนื้อตาย จนต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดตกแต่งแผลใหม่ต่อไป

การปฐมพยาบาลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ต้องช่วยไม่ให้พิษงูเข้าสู่หัวใจหรือกระจายไปทั่วร่างกาย นั่นคือ เมื่อถูกงูกพิษกัดให้รีบรัดเหนือแผลให้แน่นพอ ที่จะป้องกันไม่ให้พิษงูเข้าสู่หัวใจ โดยใช้เชือก สายยาง สายไฟ หรือผ้าที่อยู่ใกล้มือในขณะนั้นรัดให้แน่น แล้วรีบนำส่งสถานพยาบาล โดยเร็วที่สุด หรือไปรับการฉีดเซรุ่มแก้พิษงูโดยเร็วที่สุด ไม่จำเป็นต้องคลายเครื่องรัดแผล เพราะการคลายแต่ละครั้ง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้พิษงูเข้าสู่หัวใจได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องคลายที่รัดแผลออก แนะนำให้รัดแผลในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปจากที่รัดเดิมก่อน แล้วจึงคลายที่รัดเดิมออกทุก ๆ 10-15 นาที แต่ต้องเลือกรัดตำแหน่ง ที่ไม่ให้เลือดไหลกลับเข้าหัวใจหรือก็คือเส้นเลือดดำใหญ่นั่นเอง

นอกจากนี้การกรีดแผลหรือใช้ไฟจี้แผล ไม่ควรทำ นอกจากจะเป็นแผลบริเวณที่รัดไม่ได้ เช่น ด้านหลัง ศีรษะ ให้ใช้วิธีกรีดแผลตามยาวของลำตัว ลึกประมาณ 1-2 ม.ม. ยาวประมาณ 3-4 ม.ม. ให้เลือดไหลออกมาเพื่อขับพิษงู แต่หากจะใช้ปากดูดจะต้องมั่นใจว่า ปากและเหงือกไม่มีบาดแผล ที่พิษงูจะซึมเข้าไปได้ อย่าให้ดื่มสุรา หรือยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจเพราะยิ่งทำให้พิษงูซ่านไปทั่วร่างกาย

สิ่งที่ควรปฏิบัติมากที่สุดก็คือ การลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดบาดแผล จากสัตว์ทั้งปวง ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ท่านควรตั้งสติให้มั่น เพื่อจะได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นอีกมาก

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600