มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอก จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ]

แปลงร่าง "ชายจริง - หญิงแท้" เมืองไทยทำได้ ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์…?

วิมล กิจวานิชขจร


พัฒนาการความคิดของสังคมยอมรับชาย-หญิง ประเภทสองมากขึ้น แม้จะดูยังไม่เต็มที่นัก แต่ในแวดวงการแพทย์ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

หญิงที่อยากเป็นเขา ชายที่อยากเป็นเธอ เหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "ผู้ป่วย" ประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการบำบัดให้เกิดสมดุลระหว่างสภาพร่างกายและจิตใจ

"การแปลงเพศ" เรื่องที่ไม่ค่อยจะคุ้นหูผู้คนเมื่อหลายปีก่อน ถูกยอมรับมากขึ้น และเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจสำหรับการแพทย์แขนงนี้ โดยเฉพาะ

"ความคิดเดิมของคนเราคือ พวกกระเทย คือ คนชั้นต่ำ แต่งเนื้อแต่งตัวสกปรก และแอบมุมมืดเพื่อทำมาหากินขายตัว เราก็ไม่ค่อยอยากทำ (ผ่าตัดเปลี่ยนเพศ) ให้ เพราะไปตัดอัวยวะดี ๆ ของเขาออกไป แล้วเราก็ไปเจอกรณีที่พวกเขาวิ่งไปหาหมออะไรก็ไม่รู้ที่ทำอวัยวะเพศคนดี ๆ กลายเป็นเหมือนของสัตว์ไป เราก็ต้องมานั่งผ่าตัดแก้ไขให้เขา"

น.พ.ปรีชา เตียวตรานนท์ เล่าถึงความคิดเริ่มแรกของการเกิด "ศูนย์ปัญหาเบี่ยงเบนทางเพศ" โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ย้อนไปได้ 20 กว่าปีแล้วหลังจากไปดูงานที่ จอห์น ฮอบกินส์ และ สแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นที่บุกเบิกในยุคนั้น แล้วบอกกล่าวถึงความเป็นหนึ่งของศูนย์แห่งนี้

"จำนวนคนไข้พวกนี้มีเยอะมหาศาล แต่แพทย์ที่ทำมีประปรายไม่มาก ศูนย์ที่ตั้งเป็นกิจลักษณะ ครบวงจร และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง จิตแพทย์ แพทย์ทางฮอร์โมน ศัลยแพทย์ และฮอตไลน์รับปรึกษาปัญหามีไม่กี่แห่งในโลก

ในเอเชีย มีประเทศไทยแห่งเดียว และที่เดียวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ จริง ๆ แล้ว ในเอเชียที่เริ่มทำที่แรกคือ สิงคโปร์ แต่เขาไม่มีศูนย์และปลดเกษียณไปแล้ว เราจึงเป็นที่เดียวและที่แรกในเอเชีย ญี่ปุ่นก็เพิ่งเริ่มเมื่อ 2 เดือนก่อน"

ที่น่าสนใจคือ การขยับเกรดของหนุ่มสาวประเภทสอง ที่ยอมเปิดตัวออกมาและเปิดใจเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ

"คนเหล่านี้มีเกือบทุกอาชีพ มีตั้งแต่ ครู สถาปนิก ดารา อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา กระทั่งผู้หญิงหากิน

สมัยแรกของเราเป็นพวกการศึกษาน้อยหน่อย พอทำไปเรื่อย ๆ ได้ผลดีขึ้น ก็เริ่มมีคนไข้ที่มีการศึกษามาทำ …ตอนนี้คนไทย 80% เป็นพวกมิดเดิ้ลคลาสและโลว์ มี 20% เป็นพวกไฮคลาส แต่แนวโน้มส่วนใหญ่จะเป็นพวกไฮมีปริญญา เด็กมหาวิทยาลัยมีเพิ่มขึ้น เช่น ธรรมศาสตร์มีมาทำ 5 ราย และเปิดเผยตัวค่อนข้างเยอะ เพราะสังคมค่อนข้างเปิด ส่วนจุฬาฯ ก็มีมาทำแต่ไม่ค่อยเปิดเผยตัว เพราะสังคมค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ"

คุณหมอปรีชา ขยายความถึงทิศทางใหม่ของการผ่าตัดแปลงเพศในเมืองไทย รวมทั้งลูกค้าที่ขยายฐานไปในกลุ่มชาวต่างชาติด้วยความนิยมชมชื่นในชื่อเสียงของแหล่งในบ้านเรา

"สมัยแรกเลยของเราเป็นคนไข้คนไทย 100% ทำแล้ว ส่วนมากพวกนี้ก็ไปแต่งงาน อยู่ต่างประเทศ คือ 90% เอ็กซ์พอร์ตโดยถือพาสปอร์ตชาย ทำงานหลายอย่างส่วนใหญ่เป็นพวกงานกลางคืน เขาก็จะเจอสังคมของพวกเดียวกัน และคุยกันปากต่อปากว่าทำมาจากเมืองไทยได้ผลดี และราคาถูก พวกนี้ก็จะบินมาทำที่เมืองไทยทันที ตอนนั้นก็มีเซ็นเตอร์ที่รับทำที่อเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์"

"ใน 1,000 ราย ที่ทำมามีคนไข้ต่างประเทศประมาณ 100 ราย ส่วนมากเป็นคนอเมริกัน ญี่ปุ่น ยุโรป และในเอเชีย ก็มีมาเลเซียเยอะมาก ยังมีแถบตะวันออกกลาง"

"ส่วนใหญ่เป็นชายแปลงเพศเป็นหญิง กรณีที่หญิงแปลงเป็นชายมีแค่ประมาณ 30 คน เพราะทำได้ยุ่งยากต้องผ่านหลายขั้นตอน ผ่าตัด 4-5 ครั้ง มีแผลเป็นเต็มตัว ทำแล้วความรู้สึกก็ไม่เปลี่ยนไปเหมือนผู้ชาย ความต้องการทางเพศก็น้อย ความแข็งตัวของอวัยวะเพศก็มีปัญหา และท่อปัสสาวะมักจะรั่ว

ปัญหาเดียวคือ ในแง่กฎหมายเขายังเป็น "นาย" ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบัตรประชาชนได้ นั่นคือ ความอับอายของเขา ในประเทศอื่นเช่น อเมริกา พอแปลงเพศเสร็จแล้วเขาก็เปลี่ยนเป็น Miss แล้ว ในอังกฤษ ในยุโรป แม้แต่ในประเทศมุสลิม"

"รัฐบาลเคยจะโปรโมตให้ไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อดึงคนในต่างประเทศดึงเงินตราต่างประเทศ เข้ามา แต่เราปฏิเสธความคิดนี้เพราะ

  1. การแพทย์ไม่ใช่การค้า
  2. จะรู้ได้อย่างไรว่ามาตรฐานของแพทย์และสถาบันที่เอาไปใส่ แฟ้มโฆษณา เป็นที่ยอมรับได้ แพทย์ด้วยกันเรารู้แต่พูดไม่ได้ จะพูดไปอย่างไรว่าคนนี้ห่วย
เราต้องการให้กระทรวงมีกฎเกณฑ์รองรับคนที่จะแปลงเพศ เช่น อย่างน้อยต้องผ่านหมอจิตวิทยา หมอฮอร์โมน หมอผ่าตัด"

อย่างไรก็ตาม ความเฟื่องฟูของกิจการดูได้จากปริมาณสาวประเภทสอง ที่มาใช้บริการไม่ขาดระยะ คุณหมอชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าทึ่ง

"สถิติคนไข้ คือ อัตราส่วน 30,000 คน ปกติจะมี 1 คน ดังนั้นคนไทย 60 ล้านคน จะมีคนไข้ที่รอผ่าตัดแปลงเพศ 2,000 คน จีนแดงประชากร 1,000 ล้านคน จะมี 30,000 กว่าคน ในญี่ปุ่น 100 ล้านคน จะมีประมาณ 3,000 กว่าคน

เรามองเห็นตัวเลขนี้แล้วทำไม่หวาดไม่ไหว ขณะนี้เราติดขัดว่าถ้าพวกนี้บินเข้ามาเราไม่สามารถให้บริการได้ เพราะลิมิตการผ่าตัดไว้สัปดาห์ละเพียง 1 ราย เพราะสถานที่ไม่มี ขณะที่อุปกรณ์ทางการแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่เรารองรับได้ถึงวันละ 10 ราย ตอนนี้กำลังต่อรองกับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อขอใช้สถานที่

เราก็อยากขยายแต่งบ ฯ มันสูง ความคิดที่จะทำเป็นเซ็นเตอร์ก็คงแค่เผยแพร่ข้อมูลออกไป"

เป็นความหวัง "ชายหญิงประเภทสอง" ที่จะสร้างฝันให้เป็นจริง สำหรับพวกเขากำเนิดเกิดมามิได้ลิขิตทั้งชีวิตอีกต่อไป หากแต่ต่อไปกายและใจจะเป็นหนึ่ง มีสิทธิที่จะกู่ร้องป้องปากว่า "ดิฉันเป็นหญิงนะคะ.." หรือ "ผมเป็นผู้ชายนะครับ…" ได้เต็ม ๆ ปาก

แต่หวังนี้คงจะต้องต่อสู้ต่อไปเพราะมีปราการทางกฎหมายที่เขาและเธอจะต้องฝ่าฟันต่อไป

วิมล กิจวานิชขจร


ขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด
มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]
ถ้าโฮมเพจนี้มีประโยชน์ คลิก คลิกแล้วเป็น new window ไม่เสียเวลาครับ คลิกแล้วเป็น new window ไม่เสียเวลาครับ vote ให้กำลังใจด้วยครับ