|
การคุมกำเนิดนั้นจำเป็นจะต้องกระทำหรือวางแผนไว้ล่วงหน้า
ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธีไม่ว่าจะเป็น การใช้ถุงยางอนามัย
การนับวันปลอดภัย การใส่ห่วงอนามัย การใช้ยาฉีดคุมกำเนิด
การหลั่งนอกช่องคลอด แต่ในกรณีฉุกเฉิน เช่น การมีเพศสัมพันธ์
โดยบังเอิญในขณะที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรและไม่ได้คุมกำเนิดไว้ก่อน,
การถูกข่มขืน,การใช้ถุงยางอนามัยแล้วถุงยางขาดหรือรั่ว
การคุมกำเนิดภายหลังการมีเพศสัมพันธ์จะมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
คำถามที่เกิดขึ้น จึงอยู่ทีว่า แล้วจะสามารถคุมกำเนิดได้อย่างไรภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
คำตอบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมี 2 วิธี
-
การสวนล้างช่องคลอด วิธีนี้เป็นการใช้สารละลายบางชนิด เพื่อชำระล้างหรือทำลายเชื้ออสุจิภายในช่องคลอด เพื่อขัดขวาง
มิให้อสุจิเดินทางไปผสมกับไข่ วิธีนี้เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ เนื่องจากเชื้ออสุจิ
สามารถเข้าสู่ปากมดลูกได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเชื้อสามารถ
เข้าไปในท่อนำไข่ได้ภายใน 5 นาที ดังนั้นจึงไม่อาจที่จะสวนล้างช่องคลอด
ได้ทัน ปัจจุบันพบว่า วิธีการสวนล้างช่องคลอดใช้เพื่อการรักษาความสะอาด
มากกว่าการใช้เพื่อคุมกำเนิด
-
การใช้ยา ซึ่งเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สังเคราะห์ขึ้น
คือ ดี-นอร์เจลเตรล (d-norgestrel) 750 ไมโครกรัม ยานี้จะออกฤทธิ์โดย
- ถ้ารับประทานในช่วง 14 วันแรกของรอบเดือน ยาจะถ่วงเวลาการตกไข่ให้ช้าออกไปทำให้ไม่เกิดการปฏิสนธิ
-
ถ้ารับประทานในช่วง 14 วันหลังของรอบเดือน ยาจะไปกด
การทำงานของคอร์ปัสลูเดียม (Corpus luteum) ทำให้ขาดฮอร์โมน
โปรเจสเตอโรนชั่วคราว และมีผลทำให้ผนังมดลูกหลุดออกมาไม่เหมาะแก่
การฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว จึงป้องกันการตั้งครรภ์ได้
- ทำให้ผนังมดลูก ขับเมือกเหนียวออกมาสู่ปากช่องคลอด
เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนตัวของเชื้ออสุจิ
วิธีรับประทาน
- รับประทานยา 1 เม็ดทันที หรือภายใน 1 ชม.หลังจากมีเพศสัมพันธ์
- ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งที่สอง
ภายหลังจากครั้งแรกไม่เกินระยะเวลา 3 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้อง
รับประทานยาเม็ดที่สอง แต่ถ้าเกินระยะเวลา 3 ชั่วโมง จะต้อง
รับประทานยาเม็ดที่สองซ้ำอีก 1 เม็ด
- ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ซ้ำหลายครั้งในเวลาเดียวกัน ให้รับประทาน
ยาเม็ดแรกทันทีหรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์
และรับประทานยาเม็ดที่สองใน 3 ชั่วโมง ต่อมาจากนั้น
รับประทานในเช้าวันต่อไปอีก 1 เม็ด
ยาชนิดนี้ถึงแม้จะมีข้อดีก็ตาม แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างเช่น
ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ระบบรอบเดือน
เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้เกิดการบีบตัวของท่อนำไข่
เมื่อท่อนำไข่ผิดปกติเมื่อต้องการมีบุตร หากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น
ตัวอ่อนก็ไม่สามารถเคลื่อนที่มาฝังตัวในโพรงมดลูกได้จึงฝังตัว
ที่ท่อนำไข่แทน เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ทำให้เกิดการตกเลือด
ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
มีข้อแนะนำ สำหรับผู้ใช้ยาชนิดนี้คือ
- ไม่ควรรับประทานเกินกว่า 4 เม็ด ต่อเดือน เนื่องจาก
ยามีผลทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป
- ไม่ควรใช้ยานี้กับผู้ที่เป็นโรคตับ ก้อนนิ่วในถุงน้ำดี
หรือสตรีตั้งครรภ์ที่มีประวัติเกี่ยวกับดีซ่าน สตรีที่เพิ่งแตกเนื้อสาว
ดังนั้น ยาเม็ดคุมกำเนิดที่รับประทานหลังมีเพศสัมพันธ์ จึงควรใช้
เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น คู่สามี-ภรรยาที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร จึงควรหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมและปลอดภัยมากกว่านี้
|