มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 322 ธันวาคม 2541]

คุมกำเนิดที่มากกว่าการคุมกำเนิด

น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์


WHO ที่แปลว่าใคร ? เป็นหน่วยงานที่สร้างคุณประโยชน์ ต่อมนุษยชาติในโลกเรานี้มากมายทีเดียว องค์การนี้เรียกว่า องค์การอนามัยโลก เป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การสหการประชาชาติหรือ UN ที่กำลังที่กำลังฮือฮาหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ในการที่กำลังจะ สั่งสอนอีรัก เรื่องการตรวจสอบอาวุธเคมีชีวะซึ่งทำเอาชาวโลกอกสั่นขวัญแขวน เพราะลุ้นว่า จะได้ดูสงครามสั่งสอนซัดดัมจากอเมริกาซึ่งราวกับดูภาพยนต์ เผอิญซัดดัมหรืออิรักยอมแพ้ในเสี้ยววินาทีก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่เครื่องบินรบ ของอเมริกาได้ออกบินไปแล้ว เวรกรรมของคนอิรักข้าวปลาอาหาร ไม่ค่อยจะพอกิน หยูกยารักษาโรคก็ขาดแคลน สุขอนามัยของประชาชน เสื่อมทรามลง ก็ได้องค์การอนามัยโลก นี่แหละช่วยส่งหมอส่งยาไปช่วย

กิจกรรมที่โดดเด่นขององค์กรนี้และเป็นรูปธรรมชัดเจนคือ การควบคุมจำนวนประชากรของโลก อานิสงส์อันนี้ ก็พลอยได้กับประเทศไทยเราด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นในศตวรรษที่ 20 นี้ ไทยเราอาจจะมีประชากรใกล้ร้อยล้านไปแล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปเช่นนั้น ประเทศชาติคงจะยากจนอีกมากเพราะประเทศไทยเคยมีคนคำนวณว่า ขนาดประชากรที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 75 ล้าน หรือ 70 ล้านต้น ๆ เพราะพื้นฐานทรัพยากรมีเพียงพอให้ประชาชนจำนวนเท่านั้น

เพียงไม่ถึง 30-40 ปี การคุมกำเนิดของประชากรไทยเรา ก็ประสพความสำเร็จจนได้รับเป็นตัวอย่างของประเทศ ที่ประสพความสำเร็จในด้านการวางแผนครอบครัว และเป็นที่ศึกษา ดูงานของประเทศต่างๆ ก่อนที่ประเทศไทยจะมีระบบงาน วางแผนครอบครัวจริงจังนั้น อัตราการเกิดของประชากรสูงมาก ซึ่งอาจจะมีผลต่อเนื่องจากนโยบายทำไทยให้เป็นมหาอำนาจ ของรัฐบาลจอมพลป. ก็เป็นได้ ซึ่งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรไทยไม่กี่สิบล้าน เมื่อเห็นประเทศญี่ปุ่นซึ่งขณะนั้น เป็นมหาอำนาจทางทหาร ทั้งๆ ที่มีขนาดพื้นที่ไม่แตกต่างจากประเทศไทย ทางผู้บริหารก็เลยคิดว่า การจะเป็นมหาอำนาจได้ปัจจัยหนึ่งคือ จำนวนประชากรต้องมาก ซึ่งในยุคสมัยดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม การรบการทำสงครามในยุคนั้นต้องอาศัยการปะทะ เช่น การรบระยะใกล้ อาวุธยังไม่ทันสมัยก็เลยมีนโยบายลูกมากพาชาติเป็นมหาอำนาจ

ประชากรไทยยุคหลังสงครามเพิ่มมากจนน่าตกใจ ยิ่งประชากรเพิ่มมากขึ้นความยากจนยิ่งมากตามด้วย เพราะทรัพยากรมีจำนวนจำกัดและการพัฒนาด้านอื่นๆ ตามไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวก็เกือบตั้งตัวไม่ทัน ซึ่งต้องชมท่านนายกรัฐสมตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัฐ ซึ่งท่านได้ยอมรับและมองเห็นความสำคัญ ของข้อเสนอแนะ ของกระทรวงสาธารณสุขในการที่จะต้องปรับแผน การประชากรแห่งชาติ ซึ่งนับแต่แผนพัฒนาประเทศแรกๆ การวางแผนครอบครัวก็ได้รับการบรรจุเป็นแผนหลักแห่งชาติและเมื่อ WHO เห็นความเอาจริงเอาจังของรัฐก็เลยทุ่มช่วยเหลือเต็มที่ ไทยก็เลยหลุดพ้นจากการที่จะต้องเป็นประเทศด้อยพัฒนามาได้ จนกลายเป็นครูในการคุมกำเนิดประชากร ซึ่งส่งผลให้ปัจจุบัน รูปแบบประชากรไทยก็แปรเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นรูปสามเหลี่ยมหัวตั้ง คือ มีประชากรในวัยเด็กมากก็เริ่มจะค่อยๆ กลับหัว คือ เด็กจะลดลงประชากรวัยทำงานจะมากขึ้นและคนสูงอายุจะมากขึ้นๆ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว สามเหลี่ยมจะกลับหัวประชากรเด็กมีน้อย ประชากรวัยสูงอายุมากขึ้น จนอาจจะกลายเป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ในประเทศไทยจะพบว่า เห็นคนสูงอายุมากขึ้น คนอายุยืนยาวขึ้น ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของประชากรไทยเพิ่มขึ้น ผู้ชายประมาณ 70 เศษ ขณะที่สตรีประมาณ 72 ปี เพศชาย จะอายุสั้นกว่าเพศหญิงเล็กน้อย แต่ในยุค IMF นี้ยังไม่มีการสำรวจออกมา ตัวเลขอาจจะลดลงก็ได้จากผลพวงยุค IMF การคุมกำเนิด ในประเทศไทยนั้นมีมานานแล้ว โดยภูมิปัญญาของไทยเรา แต่เป็นแบบวิธีทางธรรมชาติ โดยสมัยก่อนๆ นั่นก็สั่งสอนถึง วิธีป้องกันการตั้งครรภ์ โดยวิธีที่เรียกทางศัพท์วิชาการ คือ วิธีนับ Period หรือวิธีนับวัน โดยเชื่อว่า การมีเพศสัมพันธ์ ในห้วงก่อนมีระดู 7 วัน และ หลังระดู 7 วัน ซึ่งอาจจะเรียกว่า Rule of Seven เป็นช่วงที่ปลอดภัยไร้โอกาสตั้งครรภ์ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วเป็นจริงได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า โอกาสตั้งครรภ์ไม่ได้ลดลงคือ เชื่อถือไม่ได้

เพราะการจะเดาว่าระดูจะมาเมื่อไรนั้นยากมาก และเลือดที่ออกมาทางช่องคลอดในคุณสุภาพสตรี ก็ไม่ใช่เป็นเลือด ระดูเสมอไป ในทางทฤษฎีแล้วเลือดระดูจะเป็นเลือดที่ออกจากโพรงมดลูก เมื่อมีการตกไข่แล้วประมาณ 14 วัน ถ้าไม่มีการตกไข่ในสตรี ไม่ควรจะเรียกระดู (Menstruation) ควรจะเรียกว่า รอบเดือน จะได้ไม่สับสน ซึ่งรอบเดือนหรือเลือดออกจากโพรงมดลูก มีสาเหตุได้มาก เช่น มีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ทานฮอร์โมนเพศอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันพบมาก ความเครียดหรือสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนก็ดี สภาพร่างกายที่ผิดปกติและแม้เวลามีไข่ตกก็มีเลือดออกได้ ซึ่งกรณีหลังนี้ ถ้าเข้าใจว่า เป็นรอบเดือนก็เลยปล่อยให้มีเพศสัมพันธ์กัน ก็เท่ากับเล็งกล้องยิงเป้าดีๆ นี่เอง

วิธีนับหรือกฎเลขเจ็ดจึงใช้ไม่ได้ สมุนไพรก็มีที่ใช้และใช้มานาน เมื่อไม่นานมานี้ก็มีบทความในหนังสือพิมพ์เรื่องชาวไทยทางภูเขาแห่งหนึ่ง มีการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรที่ใช้กันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ปัจจุบันที่พบว่า สมุนไพร เช่น กาวเครือนั้นมีสารซึ่งมีคุณสมบัติ คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งคนไทยสมัยก่อนๆ ใช้ทานเพิ่มความผุดผ่อง ให้ผิวพรรณ ซึ่งก็ได้มีการศึกษาทางเภสัชและพบว่า มีสารเคมีดังกล่าวจริง ดังนั้นการบริโภคที่ไม่ถูกต้องอาจจะก่อผลร้ายต่อร่างกายได้ เพราะตัวฮอร์โมนเพศหรือตัวอิสโตรเจนนั้น อาจจะมีผลต่อการเกิดมะเร็ง ของเยื่อบุโพรงมดลูก และเต้านมและอาจมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ อีก

ในทางการแพทย์เมื่อฉีดหรือกินฮอร์โมนเพศหญิงเข้าสู่ร่างกาย จะมีผลไประงับการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่สตรี ซึ่งมีกลไกซับซ้อนมากเมื่อไม่มีไข่ตกก็ไม่มีการตั้งครรภ์ เมื่อไม่มีไข่ตกก็จะไปเกิดมีเลือดระดูแต่ก็จะมีรอบเดือนเกิดขึ้น คือเลือดออกทางช่องคลอด แต่จะไม่ตรงกับวงรอบระดูมักจะยืดยาวออก และหรือกะปริดกะปรอย

ยังมีวิธีคุมกำเนิดที่ใช้กันมาก คือ ที่ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า Withdrow หรือการหลั่งข้างนอก คือ เมื่อฝ่ายชาย ใกล้ถึงจุดสุดยอด ก็จะชักเอาอวัยวะเพศออกมาหลั่งข้างนอก เพื่อไม่ให้น้ำอสุจิเข้าสู่ช่องคลอดสตรี เชื่อว่าจะไม่มีการตั้งครรภ์ ผู้ที่ใช้วิธีนี้บ่อยๆ นอกจากมักจะล้มเหลว ซึ่งอาจจะล้มเหลวทั้ง 2 ประการ คือ

ข้อที่ 1 มีบุตรยาก (ไม่ใช่ไม่มีบุตรเลย) เพราะน้ำอสุจิหรือตัวอสุจินั้นจะเล็ดลอดออกมาก่อนหน้า จะมีออแกสซึ่มบ้างแล้ว จึงมีโอกาสพลาดเกิดการตั้งครรภ์ได้สูง นั้นเป็นการล้มเหลว

ข้อที่ 2 ล้มเหลวข้อต่อมาคือ ชีวิตคู่มีโอกาสล้มเหลวได้ เพราะทำให้เกิดอารมณ์ค้างเกิดขึ้นในคู่สมรส ซึ่งมักจะเกิดกับฝ่ายหญิงมากกว่า เปรียบได้กับทั้งคู่กำลังเต้นรำเพลงกำลังไพเราะ ท่าเต้นกำลังพลิ้วอยู่ ๆ ก็ยกเลิกกลางคันย่อมเสียอารมณ์เป็นธรรมดา เกิดครั้งสองครั้งคงไม่เป็นไร ถ้าปฏิบัติประจำจะก่อให้เกิดความตึงเครียดกับฝ่ายเพศตรงข้าม จนอาจจะพัฒนาเป็นสาเหตุของความล้มเหลวในชีวิตคู่
ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ปฏิบัติ ถ้าจะจำเป็นไม่ต้องการมีบุตร ก็ไม่ต้องคุมกำเนิดฟันไปใช้วิธีคุมกำหนัดไปบวชน่าจะเป็นทางออกที่พึงปฏิบัติ ภูมิปัญญาไทยในแง่ของการคุมกำเนิดดังกล่าวข้างต้น ก็ได้พิสูจน์ว่าใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ภูมิปัญญาเรื่องของการขัดขวางการตั้งครรภ์ของชนชาติอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ ของพวกอาหรับซึ่งเร่ร่อนในทะเลทราย นั้นเป็นต้น กำเนิดของการใช้ใส่ห่วงเป็นวิธีคุมกำเนิด โดยชาวอาหรับเหล่านี้จะคุมกำเนิดอูฐ โดยการเอาก้อนหิน ใส่ในโพรงมดลูกของอูฐในห้วงเวลาที่ไม่ต้องการให้มีลูก และพอต้องการให้มีลูกก็เอาก้อนหินออก ซึ่งแนวคิดนี้ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ได้นำมาพัฒนาเป็นห่วงคุมกำเนิด ชนิดต่างๆ มากมาย

การคุมกำเนิดในชื่อภาษาอังกฤษว่า Family Plaining แปลได้ชัด เจนกว่าว่า เป็นการวางแผนครอบครัวไม่ใช่คำว่า Controlled ดังแต่ก่อน คือ ไม่ใช่เพียงคุมกำเนิดยังหมายถึง การทำให้เกิดการตั้งครรภ์ในคนที่มีบุตรยาก และหมายรวมถึง การจัดขนาดครอบครัวให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ บางครอบครัวอาจจะมี 1 หรือ 2 หรือมากกว่าแล้วแต่เศรษฐานะ ซึ่งจะมีผลต่อขนาดของสังคม วิถีชีวิตของสังคมและต่อประเทศชาติ

ตัวอย่าง ประเทศจีน ได้พยายามรณรงค์ให้มีบุตร 1 คนต่อครอบครัว เพราะมิฉะนั้น ประเทศจีนจะมีประชากรล้นประเทศ ซึ่งถึงจุดนั้นสงครามโลกอาจจะเกิดเพราะประเทศจีน ต้องไปเอาทรัพยากรของประเทศอื่นมาเลี้ยงประชากรของตัวเอง ลองคิดดูถ้า ยักษ์หิวขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น นักสังคมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาจนได้ข้อสรุปแล้วว่า สงครามนั้นแท้จริงเกิดจาก การแย่งชิงทรัพยากรกันนั่นเอง
สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่ใช้กลยุทธ์ทางการ วางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสม เมื่อทศวรรษก่อนทางการสิงคโปร์ ก็รณรงค์ให้คุมกำเนิด ประชากรมาช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็ชักจูงประชากรสตรี ให้ตกลงตัดสินใจแต่งงานไวหน่อยและอย่าคุมกำเนิดเพลิน เพราะพบว่า ปัจจุบันสตรีมีบุตรช้าเมื่ออายุมาก จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศสิงคโปร์ในอนาคต
ในประเทศทางสแกนดิเนเวีย นั้นการคุมกำเนิด หรือการวางแผนครอบครัวดีมาก จนอัตราการเกิดประชากรติดลบ จะเห็นว่าชาวสแกนดิเนเวียมักจะมาขอบุตรบุญธรรมชาวเอเซียไปเลี้ยง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้นกำเนิดของยาคุมกำเนิด ที่พื้นภูมิประเทศเหล่านี้ ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดนั้นเริ่มวิจัย และผลิตขึ้นที่ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งบิดาของยาคุม ยังคงมีชีวิตอยู่ ยาคุมกำเนิดนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่พลิกประวัติศาสตร์ สังคมมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ คือ มนุษย์ค่อยๆ แย่งหน้าที่ของธรรมชาติ ในการดำรงเผ่าพันธุ์มาทีละเล็กละน้อย ยาคุมเป็นบันไดขั้นแรกๆ ปัจจุบันนอกจากแย่งห้วงเวลาการมีบุตรจากธรรมชาติแล้ว มนุษย์ยังแย่งการทำให้เกิดทารกจากธรรมชาติมาทั้งขบวนการ คือ การทำโคลนนิ่งหรือ "สำเนามนุษย์" ก่อนจะถึงโคลนนิ่งนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาจากการผสมเทียม การทำทารกหลอดแก้ว การฝากย้ายตัวอ่อน การแช่แข็งตัวอ่อน การทำอิคซี่ และอื่นๆ มาจนทำ "สำเนาเซลล์"

ยาคุมกำเนิดซึ่งเป็นเครื่องมือมนุษย์แย่งหน้าที่ธรรมชาติ อันดับต้นๆ ในการดำรงเผ่าพันธุ์นั้นเพียง 4 ทศวรรษ ก็มีการพัฒนาไปมากมายหลายหลากรูปแบบ ประมาณว่า ปัจจุบันมีสตรีใช้หลายร้อยล้านคนนั้นรูปแบบของยาคุมก็ลงตัว ในทางการแพทย์ว่า ยาคุมที่เหมาะสมต่อการคุมกำเนิดจะเป็นยาคุม ที่มีตัวยา 2 ชนิด สมดุลกันในขนาดต่างๆ (ยาทั้งสองคือ กลุ่มยาที่มีคุณสมบัติของอิสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) สัดส่วนของขนาดยาในแต่ละตำรับจะเท่ากัน รับประทานต่อเนื่อง ตลอด 3 สัปดาห์ เมื่อยาทั้งสองชนิดเข้าสู่ร่างกายในขนาดที่ต่ำเพียงพอ จะกดการทำงานของรังไข่ไม่ให้เกิดการตำไข่ เมื่อหยุดยาในสัปดาห์ที่ 3 ถัดไปก็จะมีการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดรอบเดือน (เพราะไม่มีการตกไข่) และในรอบเดือนต่อมาก็จะรับประทาน ต่อเนื่องต่อไป

ยาคุมกำเนิดกับคนไทยเรานั้นไม่ค่อยมีโทษมีประโยชน์มาก แตกต่างจากชาวตะวันตก ซึ่งตัวยาทั้งสองในยาคุม จะมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจได้มากกว่าสตรีไทย รวมทั้งเต้านมด้วย ดังนั้นข้อบงชี้ในการใช้ยาคุม ถ้าอ่านแล้ว จะน่ากลัวถึงกับอาจจะไม่กล้าใช้ เพราะเป็นกฎเกณฑ์ทางการแพทย์ ที่ต้องเขียนแจ้งให้ผู้บริโภคทราบ ทุกอย่างที่มีโอกาสเกิด จึงพบได้ว่า ปัจจุบันเนื่องจากการสื่อสารเจริญรวดเร็วมาก รวมทั้งประชาชนต่างก็ถูกข้อมูลข่าวสารยัดเยียดทุกเมื่อเชื่อวัน จนผู้รับไม่มีโอกาสแยกแยะพิจารณา จึงทำให้สตรีไทยมีคำถาม กับยาคุมมากมายและเป็นไปในทางลบ ซึ่งยาคุมนั้นก็เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่า ลางเนื้อชอบลางยา สำหรับคนเอเชีย ยาคุมจะเป็นมิตร มากกว่าชาวฝรั่งหรือชาวตะวันตก

ผลในทางลบต่อสตรีชาวตะวันตกที่สำคัญคือ การก่อให้เกิด ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ เช่น เลือดแข็งตัวง่าย ทำให้เกิดเป็นลิ่มเลือดแพร่กระจายไปอุดตันยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ หรือทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งในสตรีไทยไม่ค่อยพบหรือน้อยมาก เชื่อว่าจากปัจจัยอาหารไทยที่มีพวกพริก เครื่องเทศ ทำให้หลอดเลือด ยืดหยุ่นได้มากกว่า การสูบบุหรี่และกาแฟในสตรีตะวันตก ก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดความผิดปกติ และที่วิตกกังวลมากคือ มะเร็งเต้านมและปากมดลูก ในสตรีไทยก็ไม่พบมากมายอย่างชาวตะวันตก ซึ่งอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมสูงมาก ซึ่งก็เชื่อว่า มาจากปัจจัยอาหาร เป็นตัวส่งเสริม คือ กลุ่มอาการไขมัน

สำหรับมะเร็งปากมดลูกนั้น จากการศึกษาวิจัยต่อๆ มาไม่พบว่า ยาคุมเป็นตัวก่อเหตุที่สำคัญ แต่กลับเป็นปัจจัยเสริม เพราะคุณเธอย่ามใจว่าเมื่อใช้ยาคุมแล้วไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ ก็เลยทำให้พฤติกรรมทางเพศผิดไปคือ มีความสำส่อนทางเพศ เพิ่มมากขึ้น

ด้วยผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาดังกล่าว ยาคุมก็ได้ถูกพัฒนามาจนเกือบจะไม่มีผลข้างเคียง แต่ก็ไม่หมดทีเดียว นอกจากนั้นก็กลับมีผลดีในทางบวก คือ ผลต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งของรังไข่ และเยื่อบุโพรงมดลูก โดยพบว่า ถ้าใช้ยาคุม 5 ปี จะมีผลในการป้องกันมะเร็งรังไข่ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ในระยะ 10 ปี และสำหรับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก จะป้องกันหรือคุ้มครองได้ 15 ปี จะเห็นว่าผลทางบวกของยาคุม ค่อนข้างจะคุ้มค่าต่อการใช้ถ้าไม่มีข้อบ่งห้าม ซึ่งปัจจุบันก็ลดข้อห้าม ลงไปมาก จากเดิมที่แนะนำให้ใช้ในสตรีที่อายุไม่เกิน 35 ปี ก็พบว่าสามารถใช้ได้ไปจนเข้าระยะหมดระดูเพียง แต่มีข้อแนะนำว่า จะต้องไม่สูบบุหรี่หรือบริโภคกาแฟมากจนเป็นนิสัย กาแฟนั้นดูๆ ไปก็เหมือนกับธรรมชาติจะลำเอียงสร้างให้ผู้ชายใช้ เพราะในสตรีพบว่าถ้าบริโภคมากจะมีผลต่อมวลสารกระดูก คือ จะทำให้กระดูกบางได้ จึงมีคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยขึ้นคือ หญิงอายุมากคือวัย 40 ขึ้นไปจะใช้ยาคุมได้หรือไม่คำตอบคือ เพราะยาคุมกำเนิดสมัยใหม่มีขนาดยาและคุณผู้หญิง จะต้องเลิกเสพกาแฟและบุหรี่ แล้วผลที่ได้จากยาคุมในทางบวก จะมากกว่าทางลบในสตรีสูงวัยนี้

นอกจากผลประโยชน์ที่พึงได้จากยาคุมแล้ว ในทางอ้อมก็พบว่า กลุ่มที่ใช้ยาคุมดูจะมีกระดูกที่แข็งแรงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ ผลประโยชน์ของยาคุมที่ปัจจุบันกำลังศึกษา เพื่อจะนำมาใช้ ในแง่ของการป้องกันตั้งครรภ์ฉุกเฉิน

น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600