มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2542]

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้

กฤตยา อาชวนิจกุล


ในยุคปลายศตวรรษที่ 20 เช่นนี้ ใครไม่รู้จักยาเม็ดคุมกำเนิด ที่ผู้หญิงใช้กันประจำทุกวัน วันละหนึ่งเม็ด เพื่อใช้ป้องกันการท้อง คงนับได้ว่าเชย

แต่มียาเม็ดคุมอีกแบบหนึ่งที่คนยังรู้จักกันไม่มาก ยาประเภทหลังนี้ไม่ต้องกินทุกวัน แต่ใช้กินเฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น ร้านขายยาเรามักเรียกยาคุมนี้ว่า ยาคุมชั่วคราว หรือยากินหลังร่วมเพศ (post-coital pill)

วิธีเรียกอย่างนี้ทำให้ผู้ซื้อใช้ส่วนใหญ่คิดว่ายาคุมนี้ จะใช้เมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ ซึ่งมีคนขี้สงสัยเดาว่า อาจมาจากแผนการตลาดของคนขายยาและคนผลิตยา เพราะมีส่วนช่วยขยายความต้องการทางตลาดได้มากขึ้น

คำเรียกขานที่ถูกต้องกว่าของยาคุมกำเนิดชนิดนี้ก็คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (emergency contraceptive pill) ซึ่งหมายความ ตามชื่อตรงไปตรงมาว่า ให้ใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินจริงๆ เช่น ใช้ถุงยางแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ารั่วหรือแตก กินยาคุมแบบประจำแต่ลืมกินไปวันสองวัน ใส่ห่วงแล้วหลุด เผลอมีอะไรกันในช่วงไม่ปลอดภัย จนถึงถูกข่มขืน เป็นต้น

เจ้ายาคุมฉุกเฉินนี้จึงมิได้ผลิตเพื่อให้ใช้พร่ำเพรื่อ ถ้าใครใช้ยานี้แทนยาคุมกินประจำเพราะไม่อยากกินทุกวัน ให้รู้ตัวไว้เถิดว่า กำลังกินยาแบบผิดๆ

ในตลาดยาบ้านเรา มียาคุมฉุกเฉินที่ว่านี้ขายอยู่ 2 ยี่ห้อคือ โพสตินอร์ (Postinor) และมาดอนนา (Madonna) ซึ่งขายเป็นแผง โดยมียาบรรจุไว้ 2 เม็ด ทั้งสองยี่ห้อให้ข้อมูลในใบกำกับยาภาษาไทย ไว้เหมือนกันเปี๊ยบ คือ

  • ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หลังร่วมเพศในกรณีไม่ได้ใช้การป้องกัน วิธีอื่นมาก่อน
  • ให้กิน 1 เม็ดทันที หรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังร่วมเพศ
  • หากใช้ยาหลัง 1 ชั่วโมงอาจไม่เกิดผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ และแม้ใช้ถูกต้องก็อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้
  • ไม่ควรกินยานี้มากกว่า 4 เม็ดต่อเดือน

ข้อมูลในใบกำกับยานี้ขัดแย้งกับข้อค้นพบทางวิชาการ ที่มาจากผลการวิจัยมากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก (เช่น Emergency Contraception : A Review of Available Methods โดย Batya Elul ปี 1998 และ Emergency Contraceptive Services : A Review of the Literature โดย Charlotte Ellertson และคณะ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999 นี้เอง) ที่พบว่ายานี้ต้องกินชุดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังการร่วมเพศ ที่ไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ

และหลังจากที่กินครั้งแรก 12 ชั่วโมง ต้องกินชุดที่สอง ตามหมายความว่าต้องกินยานี้ 2 ครั้ง จึงจะได้ผลและประสิทธิภาพ ของการกินยาตามนี้จะช่วยป้องกันการตั้งท้องได้เพียง 75% เท่านั้น

จากการวิจัยเช่นกันพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้กินยา จะมีอาการคลื่นไส้ และหนึ่งในห้าหรือ 20% กินแล้วจะอาเจียน

ข้อมูลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ใช้ควรทราบก็คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น กามโรค หรือการติดเชื้อเอดส์ได้ ไม่เหมือนการใช้ถุงยางอนามัย เพราะถุงยางอนามัยสามารถใช้ป้องกันทั้งการติดโรคและการตั้งท้องได้ดีกว่า

ที่สำคัญที่สุดคือ ยานี้ไม่ใช่ยาทำแท้ง ใครที่จะซื้อเพื่อเหตุผลนี้ ให้เลิกคิดไปได้เลย

เพราะประสิทธิภาพของยาคุมนี้ คือ การไปขัดขวางการตกไข่ หรือทำให้การตกไข่ช้าไปกว่าเดิม และอาจมีผลทำให้เนื้อเยื่อของผนังมดลูก ที่กำลังก่อตัวหนาขึ้นเพื่อเตรียมรับการฝังตัวของไข่นั้นอ่อนแอลง รวมถึงอาจมีผลอื่นๆ ที่ช่วยไปขัดขวางการผสมระหว่างไข่กับอสุจิโดยตรง

พูดง่ายๆ ว่า มันจะทำงานเมื่อตัวอ่อนยังไม่เกิด ถ้าตัวอ่อนเกิดแล้ว มันจะไม่ไปขัดขวางการพัฒนาของตัวอ่อนเลย

แต่เรื่องผลข้างเคียงระยะยาวในกรณีการใช้บ่อยหรือต่อเนื่องนาน ยังไม่มีการศึกษาไว้สักแห่งในโลก เพราะพฤติกรรมการใช้ยาคุมฉุกเฉิน ในประเทศอื่นๆ เขาจะใช้ในกรณีฉุกเฉินจริงๆ ผู้หญิงหลายคนที่ใช้กล่าวว่า เคยกินแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นในชีวิต

แต่มีข้อสันนิฐานจากแพทย์บางคนว่า การใช้ยานี้บ่อยๆ อาจทำให้ต้องขูดมดลูกโดยไม่จำเป็น หรืออาจก่อให้เกิดมะเร็งในมดลูกได้

ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการวิจัยจริงจังถึงพฤติกรรม การใช้ยาคุมฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่ยาตัวนี้ได้ถูกนำมาขายแพร่หลายมากกว่า 15 ปีแล้วก็ตาม แต่ผลการวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของคนไทย พบว่า มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น อายุ การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ทั้งของผู้ชายและผู้หญิงลดลง พูดตามประสาชาวบ้านคือ ทั้งหญิงและชาย มีอะไรๆ กันเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน

การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนมากกว่าหนึ่งคนเป็นเรื่องธรรมดา ในกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงจำนวนมาก นอกจากนี้ อัตราส่วนของชายหญิง ที่ใช้ชีวิตคู่กันอย่างไม่เป็นทางการ (หรือไม่แต่งงาน) มีเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว

ในขณะที่วิธีคุมกำเนิดที่มีการส่งเสริมโดยหน่วยงานรัฐ จะมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น ข้อมูลเรื่องวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ ไม่แพร่กระจายในกลุ่มวัยรุ่น และรวมถึงหญิงชายที่มีเพศสัมพันธ์กัน โดยไม่แต่งงาน

การใช้ยาคุมฉุกเฉินที่เผยแพร่แบบปากต่อปาก และผ่านร้านขายยา จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะไม่ต้องกินประจำ และก็หาซื้อได้ง่ายอย่างเสรีตามร้านขายยาทั่วไป

จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มลูกค้าหลักที่ซื้อยานี้ใช้ในบ้านเราคือ กลุ่มวัยรุ่นชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กันประจำ แต่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน สามีภรรยาที่แยกกันอยู่ และผู้หญิงบริการ ในกลุ่มวัยรุ่นนั้น คนซื้อจะเป็นวัยรุ่นชายมากกว่าวัยรุ่นหญิง

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าวัยรุ่นชายซื้อยานี้ในลักษณะ "เตรียมพร้อม" เมื่อคาดว่าจะมีอะไรกับเพื่อนหญิง

วัยรุ่นชายที่ว่านี้ เป็นทั้งกำลังเรียนหนังสือและทำงาน และตลาดการซื้อยานี้คึกคักทั้งในเมืองและในชนบท

ในกลุ่มแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาหารือในเรื่องการคุมกำเนิด หรือเรื่องเพศ ในบ้านเรามักให้คำปรึกษาในเรื่องวิธีการกินยาคุมฉุกเฉินนี้ แตกต่างกัน บางคนกล่าวว่า ต้องกิน 2 เม็ดภายใน 6 ชั่วโมง อีกรายบอกว่าต้องกินภายใน 24 ชั่วโมง บ้างว่าอย่ากินเกิน 2 ครั้งต่อเดือน บ้างก็ว่าไม่น่าจะเกิน 5-6 เม็ดต่อเดือน

ข้อที่น่ากังวลของพฤติกรรมการกินยาคุมฉุกเฉินของผู้หญิงไทยก็คือ การที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งไม่ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบธรรมดา แต่หันมาใช้วิธีฉุกเฉินจนกลายเป็นการใช้ประจำ หรือใช้ทุกครั้ง หลังการร่วมเพศ เหตุที่ต้องกังวลก็เพราะเราไม่อาจคาดเดาถึงผลข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้หญิงกลุ่มนี้ในอนาคตได้

สิ่งที่ผู้หญิงในฐานะผู้บริโภค (ในที่นี้คือผู้ที่กินยาเข้าไปจริงๆ ไม่ใช่ผู้ซื้อยา) ต้องรู้และระลึกก็คือ ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์ แต่ยังไม่พร้อมที่จะมีท้อง การใช้ยาคุมฉุกเฉินมิใช่ทางเลือกที่ดี เพราะยาคุมฉุกเฉินจะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งท้องได้ต่ำกว่า วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ มาก ไม่ว่าจะเป็นการกินยาเม็ดคุมแบบธรรมดา การใช้ถุงยาง การใส่ห่วง การใช้ยาฉีด และการใช้ยาฝัง เป็นต้น

การให้ข้อมูลอย่างรอบด้านในเรื่องยาคุมฉุกเฉินต่อผู้หญิง และต่อประชาชนทั่วไป จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมยุคนี้

ถ้าเช่นนั้นใครล่ะ ? ควรเป็นผู้ให้ข้อมูลนี้

สำหรับผู้เขียนแล้ว ผู้ให้ข้อมูลเรื่องนี้ต่อสาธารณะ อย่างน้อยน่าจะหมายรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นักวิชาการ ผู้ผลิตยา คนขายยา องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิง และองค์กรคุมครองผู้บริโภคทั้งของรัฐและเอกชน

สำหรับใครที่มีข้อกังวลว่า ถ้าเผยแพร่ข้อมูลไปอย่างกว้างขวางแล้ว จะทำให้วัยรุ่นใจแตกมากขึ้น หรือจะเกิดพฤติกรรมทางเพศมั่วเซ็กซ์มากขึ้น ก็ขอให้ลองคิดถึงเรื่องถุงลมนิรภัย หรือการใส่หมวกกันน็อก ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุรถชนบนถนนเพิ่มขึ้น แต่กลับช่วยลดความเสียหาย ที่อาจร้ายแรงจากอุบัติเหตุ ฉันใด

ยาคุมฉุกเฉินก็ไม่ได้ส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ฉันนั้น

ทั้งสองมาตรการเป็นเพียงทางออกสำรองในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และหรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ขึ้นเท่านั้น ยาคุมฉุกเฉินจึงเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาเป็นทางเลือกหรือทางออก ให้กับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน

ในสถานการณ์ดั่งว่านี้ต่างหาก ยาคุมฉุกเฉินจะเป็นวิธีที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง ในการใช้ เพราะจะช่วยป้องกันการตั้งท้องที่ผู้หญิงไม่ได้ต้องการ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจต้องสูญเสียไปกับปัญหาการทำแท้ง และความเสี่ยงที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับปัญหาความไม่ปลอดภัย จากการทำแท้งนานัปการที่อาจนำไปสู่การสูญเสีย ไม่เพียงแต่ความบอบช้ำ ทั้งทางร่างกายและจิตใจแต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตด้วย

กฤตยา อาชวนิจกุล
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล


ขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600