มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 313 มีนาคม 2541]

เหตุเกิด...หลังคลอด

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


นับจากวินาทีที่ทารกน้อยคลอดออกมาคุณแม่ก็ต้องพบกับ "ภาระใหม่" ในการดูแลทารกน้อยและการเปลี่ยนแปลง สภาพของร่างกายตนเอง อาทิเช่น รูปร่างเปลี่ยนแปลงไป เต้านมขยายโตขึ้น หน้าท้องใหญ่ เจ็บปวดแผล เป็นต้น

เริ่มตั้งแต่หลังคลอด แพทย์จะเย็บแผลบริเวณช่องคลอด และฝีเย็บซึ่งเกิดจากการคลอดปกติ กล่าวคือ ในระหว่างการคลอด ขณะที่ทารกโผล่ศีรษะออกมาภายนอก แพทย์จะช่วยตัดฝีเย็บ เพื่อขยายปากช่องคลอดให้กว้างออก เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อรอบๆ ปากช่องคลอดยืดขยายจนอักเสบ เมื่อคลอดเสร็จแล้ว แพทย์จะเย็บฝีเย็บนี้ กลับเข้าที่เดิม ดังนั้นในวันแรกหลังคลอด แผลนี้อาจจะมีอาการบวมอักเสบ และเจ็บปวด แพทย์จึงมักจะให้รับประทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะ เพื่อลดอาการอักเสบบวมดังกล่าว

อีกทางหนึ่งที่ท่านสามารถจะบรรเทาอาการเจ็บแผลและลดอาการบวมได้ คือ การใช้น้ำแข็งประคบในวันแรกและต่อไปใช้วิธีอบแผลด้วยความร้อน ส่วนการรับประทานยาแก้ปวดควรเลือกเป็นพาราเซตามอลครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง และยาแก้อักเสบห้ามใช้ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน เพราะจะมีผลต่อทารกที่รับนมแม่ ส่วนใหญ่แพทย์มักจะใช้ยาปฏิชีวนะ ในกลุ่มเพนนิซิลิน

ถ้าดูแลอย่างถูกต้องอาการเจ็บปวดแผล ควรจะหายได้ ภายในหนึ่งสัปดาห์ และแผลจะหายสนิทภายใน 3 สัปดาห์หลังคลอด กรณีที่แผลมีแนวโน้มจะอักเสบ ท่านควรเช็ดทำความสะอาดแผล ด้วยสำลีสะอาดชุบน้ำอุ่น โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง วันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำ ยิ่งในรายที่มีน้ำคาวปลาออกมากควรใช้ผ้าอนามัย รองรับและเปลี่ยนบ่อยๆ อย่าให้แผลอับชื้น เพราะจะเป็นแหล่ง สะสมเชื้อโรคได้

เมื่อกล่าวถึงน้ำคาวปลา คุณแม่ท้องแรกอาจจะงงๆ ว่าคือ อะไรกันแน่ น้ำคาวปลาก็คือ เลือดที่คล้ายๆ ประจำเดือนไหลออกมา ทางช่องคลอดจากตำแหน่งผนังมดลูกที่รกเคยเกาะตัวอยู่ เมื่อรกหลุดลอกตัวออกมาเลือดก็จะซึมมาจากรอยนี้ เรียกว่า "น้ำคาวปลา" แต่จะมีสีจางลงเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผ่านไปและจะหยุดไหลเอง ภายในเวลา 2 สัปดาห์

อวัยวะอีกอย่างที่ได้รับความกระทบกระเทือนในระหว่างคลอดก็คือ "กระเพาะปัสสาวะ" ซึ่งจะมีอาการบวมช้ำ ผนังกระเพาะปัสสาวะบวมแดงกว่าปกติ ท่านจะไม่ค่อยปวดปัสสาวะหลังคลอด ปัสสาวะยาก ปัสสาวะไม่ออกหรือออกไม่หมด ปัสสาวะกะปริดกะปรอย เนื่องจากระหว่างที่ท่านเบ่งคลอด กระบังลมจะหย่อนลงมากกระเพาะปัสสาวะทำให้เก็บปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ บางคนขณะจามออกมาจะมีอาการปัสสาวะเล็ดก็ได้ การปฏิบัติที่ถูกต้องก็คือ ไม่ควรอั้นปัสสาวะเพราะจะยิ่งทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรหมั่น บริหารร่างกาย บริหารช่องคลอดและกระบังลมให้ถูกต้อง อาการเหล่านี้จะดีขึ้น เมื่อช่องคลอดและกระบังลมเข้าที่แล้วคือประมาณ 3 เดือนหลังคลอด

นอกจากนี้ร่างกายของคุณแม่หลังคลอด จะมีการเปลี่ยนแปลง หลาย ๆ อย่าง นอกเหนือจาก "ความอ้วน" "หน้าท้องหนา" ที่หลายๆ ท่าน "รับไม่ได้" นั่นเป็นผลมากจาก "มดลูก" ของคุณแม่ซึ่งเป็นที่อยู่ของทารก ระหว่างที่อยู่ในครรภ์หลังคลอดจะมีขนาดเล็กลง แต่ยังไม่เล็กลง จนเท่ากับก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งหากลองคลำดูท่านจะรู้สึกว่าเป็นก้อนแข็งๆ กลมๆ ที่บริเวณหน้าท้องโดยส่วนยอดบนสุดของมดลูก จะอยู่ในระดับสะดือของท่าน และจะค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จนสามารถกลับเข้ามาอยู่ในอุ้งเชิงกรานได้ ท่านจะไม่สามารถคลำพบได้อีก

โดยทั่วไปมดลูกจะลดขนาดจนเท่าปกติใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับท่านที่เคยมีประสบการณ์ จะสงสัยว่าเหตุใด จึงมีอาการปวด ท้องน้อยคล้ายๆ กับที่ปวดประจำเดือน และมักจะปวดมาก เมื่อลูกดูดนมของท่าน คำตอบง่ายๆ กรณีนี้ก็คือ อาการปวดเกิดจากมดลูก บีบเกร็งตัว เพื่อห้ามเลือดไม่ให้ไหลออกมาอีกในระยะหลังคลอด มีกลไกที่ทำให้ร่างกายไม่เสียเลือดมาก และที่ท่านปวดมากขึ้น เมื่อลูกดูดนมก็เนื่องมาจากการที่ลูกดูดนมแม่ จะกระตุ้นให้สมอง หลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมากระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวมากขึ้น จึงปวดท้องน้อยมากขึ้น แต่การหดรัดตัวของมดลูกนี้กลับมีประโยชน์ ในด้านที่ทำให้มดลูกลดขนาดจนเข้ามาอยู่ในอุ้งเชิงกรานได้เร็วขึ้น ที่เรียกว่ามดลูกเข้าอู่ได้เร็วกว่านั่นเอง และหน้าท้องของคุณแม่ ก็จะยุบลงไปเร็วขึ้นด้วย

ถัดจากมดลูกจะเป็นอวัยวะที่อยู่ต่อเนื่องกันต่ำลงมาที่เรียกว่า "ช่องคลอด" ซึ่งโดยปกติก่อนที่จะตั้งครรภ์ ผนังช่องคลอดจะมีรอยย่น แต่ระหว่างตั้งครรภ์ ผนังช่องคลอดจะเรียบไม่มีรอยหยัก เมื่อคลอดแล้วก็จะกลับมาเป็นรอยหยักเช่นเดิม แต่ขนาดช่องคลอด จะเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากช่องคลอดจะต้องขยายตัวอย่างมาก ระหว่างที่ศีรษะของทารกโผล่ออกมาออกมาขยายกว่าเดิม 5-8 เท่าเลยก็ว่าได้ ส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆ บริเวณนี้ยืดขยายออกคล้ายหนังสติ๊ก เช่น กล้ามเนื้อต่างๆ ภายในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น

แต่ถึงแม้ว่าช่องคลอดจะยืดขยายออกไปได้ เราก็สามารถ ทำให้มันหดตัวกลับคืนมาได้ ด้วยการออกกำลังกาย "ขมิบก้นและขมิบช่องคลอด" วันละประมาณ 30 ครั้ง ทำทุกวัน ช่องคลอดจะกระชับขึ้นและจะแข็งแรงเป็นปกติภายในระยะเวลา 3 เดือน

ในกรณีที่คุณแม่รักสวยรักงาม มักจะยอมไม่ได้ถ้าหน้าท้อง มีสีคล้ำดำขึ้นจากเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ ทำให้ไปเสียเงินเสียทองด้วยการอบผิว ขัดผิว หรือหาซื้อยาต่างๆ มาทา แต่ผลสุดท้ายก็หายพร้อมๆ กับคุณแม่ ที่ไม่ได้สนใจทำอะไรเช่นนั้น เพราะสีคล้ำนั้นจะค่อยๆ หลุดลอกออกมา เป็นขี้ไคลจนหมดภายใน 4-5 เดือน พร้อมๆ กับร่างกายผิวหนังชุดใหม่ ขึ้นมาทดแทนที่มีสีธรรมชาติ

อีกอวัยวะหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ "เต้านม" โดยที่ในช่องน้ำนมเริ่มไหล เต้านมจะคัดตึงขยายโตขึ้นจนเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่จะไม่ปกติเมื่อนมคัดตึงจนเกิดอาการไข้ขึ้น เมื่อท่านไม่ดูแลให้ถูกวิธี การดูแลที่ถูกก็คือ เมื่อท่านมีอาการ "นมคัด" ให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบรอบๆ เต้านม พร้อมๆ กับบีบนวดเบาๆ ทั่วทั้งเต้า แล้วบีบเอาน้ำนมออกมาบ้าง จนเมื่อน้ำนมออกมาจนเกลี้ยงเต้า แล้วท่านจึงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นมาประคบเต้านมทั้งสองข้าง นอกจากนี้ ยังต้องใส่เสื้อยกทรงไว้เสมอ เพื่อประคองทรงป้องกันไม่ให้เต้านมหย่อนยาน เนื่องจากการขยายใหญ่โตกว่าปกติของเต้านมหลังคลอด ในกรณีที่ปวดเต้านมมาก ให้ท่านรับประทานยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด ทุกๆ 6 ชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด แต่ถ้ามีอากรบวมแดงกดแล้วเจ็บหรือไข้สูงมากควรไปพบแพทย์

และเมื่อลูกเริ่มดูดนม แม่ไม่ทราบวิธีให้นมที่ถูกต้อง เช่น ให้ลูกคาบหัวนมตื้นๆ เหงือกของลูกจะกดตรงบริเวณหัวนม ทำให้ไม่มีน้ำนมไหล ลูกก็จะออกแรงดูดมากจนทำให้หัวนมของท่าน แตกและเป็นแผล วิธีแก้ไขก็คือ ให้นมลูกให้ถูกวิธี โดยให้ลูกดูดนมให้ลึกจนริมฝีปากและเหงือกกดบนลานนม ทำให้แรงกดของเหงือกรีดน้ำนมออกมาได้ง่าย ท่านก็จะไม่รู้สึกเจ็บด้วย

ส่วนแผลที่หัวนม หากไม่มากให้ท่านเช็ดทำความสะอาดด้วย สำลีชุบน้ำอุ่นหลังให้นมลูก แล้วทาด้วยวาสลินครีม หรือลาโนลินครีม เพื่อให้ผิวบริเวณที่เป็นอ่อนนุ่มลง และหายแตกโดยเร็ว ก่อนที่จะให้นมลูกครั้งถัดไป ก็ให้เช็ดทำความสะอาดเอาครีมออกให้หมดก่อน พอลูกดูดนมเสร็จก็ทำเช่นเดิมจนกว่าจะหาย

ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นเพียง "เหตุ" ต่างๆ ที่เกิดขึ้น กับคุณแม่หลังคลอดที่มักพบอยู่เสมอๆ เท่านั้น อาจมีอาการผิดปกติ ที่อาจจะเกิดขึ้น ท่านควรใช้วิจารณญาณในการพิจารณา หากอาการนั้น มีผลกระทบต่อตัวท่านและลูกน้อยของท่าน เช่น เลือดออกมาทางช่องคลอด เป็นต้น ท่านควรรีบไปพบแพทย์อย่านิ่งนอนใจ

นอกจากนี้สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งผ่านการคลอดครั้งแรก ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านนอนหลับพักผ่อนหลังการคลอด 6 ชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาท่านจะแข็งแรง ไม่มีอาการหน้ามืดเป็นลมเพราะความอ่อนเพลีย แต่ถ้าหากท่านเสียเลือดมากในระหว่างคลอด ต้องการการพักผ่อน ที่มากกว่านั้น และควรมีคนเฝ้าไข้ ในระหว่างที่ท่านยังอยู่รักษาตัว ในโรงพยาบาลไม่ควรจะเอาแต่นอน ควรฝึกหัดเลี้ยงลูกหัดเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เรียนรู้ถึงวิธีการให้นมที่ถูกต้อง การทำความสะอาด-อาบน้ำให้ลูก การอุ้มที่ถูกต้อง ฯลฯ จากพยาบาล เมื่อท่านกลับถึงบ้านจะได้ทำได้เอง ด้วยความคล่องตัว พึ่งระลึกเสมอว่า ถ้าท่านยังเลี้ยงลูกหรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองจะยิ่งทำให้ท่านฟื้นตัวกลับสู่สภาพเหมือนก่อนตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้น

ขอแถมท้ายด้วยเรื่องอาหารการกินและยาสำหรับท่านในช่วงหลังคลอด ท่านควรรับประทานยาแก้อักเสบที่แพทย์จัดให้จนหมดอย่างเคร่งครัด รับประทานยาบำรุง พวกวิตามินผสมธาตุเหล็ก คล้ายๆ กับที่ท่าน รับประทานระหว่างตั้งครรภ์ต่อไปอีก 4 สัปดาห์ เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด ที่ต้องเสียไปในระหว่างการคลอด และช่วยบำรุงร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง แคลเซียมเสริมหรือรับโดยการดื่มนมสดวันละ 2 แก้ว แต่ถ้าท่านมีอาการท้องผูก ไม่ควรรับประทานยาระบายให้ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทาน อาหารที่มีกาก เช่น ผักและผลไม้ปริมาณมากขึ้นแทน การรับประทานยาในระหว่างให้นมลูก ต้องระลึกอยู่เสมอว่าลูกของท่านจะได้รับยาผ่านทางน้ำนมด้วย ดังนั้นปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยานะคะ

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600