มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอก จากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 20 ฉบับที่ 306 สิงหาคม 2540 ]

ท็อกโซพลาสโมซิส…เจ้าตัวอันตราย

ภญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


ท็อกโซพลาสโมซิส เป็นโรคที่อันตรายต่อทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา และทารกที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์ทั่วไปด้วย สาเหตุเกิดจากปรสิตโปรโตซัว ที่เรียกว่า ท็อกโซพลาสม่าคอนดิ ซึ่งแพร่กระจายอยู่ในตับ และม้ามของสัตว์เลือดอุ่น เช่น หนู กระต่าย แมว และสัตว์ประเภทนก โดยจะพบเชื้อนี้ในแมวมากกว่าสัตว์อื่น ส่วนการติดเชื้อในคนตรวจพบทางน้ำเหลือง ขึ้นอยู่กับอายุ สถานที่ อุปนิสัยการกินอาหาร จะพบการแพร่ระบาดในอัตราสูงในสถานที่ที่อากาศร้อน และมีความชื้นสูง เช่น ประเทศกัวเตมาลา ตาฮิติ สำหรับในประเทศไทยพบในเขตที่คนนิยมบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

ท็อกโซพลาสโมซิส เป็นปรสิตที่อยู่เฉพาะในเซลล์มี 3 สถานที่พบได้แก่ โทรโฟซอยด์ เป็นสถานะที่มีอายุยืนยาวที่สุด ปราดีซอย หรือซีสต์ และสถานะ โอโอซีสต์ ซึ่งโดยปกติ โทรโฟซอยด์ จะถูกทำลายด้วยการแช่แข็ง แล้วนำมาละลาย หรือทำให้แห้ง หรืออาศัยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารช่วย ส่วนซีสต์นั้น ลักษณะคล้ายถุงภายในมีปรสิต 2-3 ตัว ในซีสต์ขนาดเล็ก จนถึง 3,000 ตัว ในซีสต์ขนาดใหญ่ พบได้ในทุกอวัยวะ และสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน โดยซีสต์เป็นวงจรสำคัญ ซึ่งจะนำพาปรสิตตัวนี้มายังคน และการทำลายซีสต์ นั้นค่อนข้างยาก คือ ต้องใช้ความเย็น -20 องศาเซลเซียส หรือใช้ความร้อน 66 องศาเซลเซียส สถานะสุดท้ายหรือ Oocyst (โอโอซีสต์) มีลักษณะรูปไข่ ค่อนข้างกลม ขับออกมาทางอุจจาระของแมว แล้วเจริญเติบโตในดินชื้นอยู่ได้นานเป็นปี หรือในน้ำได้หลายเดือน

การติดต่อ
คนได้รับปรสิตนี้โดย
  • การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน โอโอซีสต์ และซีสต์ โดยการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ
  • โทรโฟซอยด์ จากมารดาไปยังทารกในครรภ์โดยผ่านทางรก
  • โทรโฟซอยด์ ผ่านทางน้ำนมมารดา การให้รับเลือด หรือแม้แต่การปลูกถ่ายอวัยวะ


พยาธิสภาพ
เมื่อปรสิตเข้ามาอยู่ในร่างกาย และแบ่งตัวจะทำให้เซลล์ในอวัยวะนั้น ๆ แตกเกิดเป็นจุด และเนื้อเยื่อตาย ปรสิตอาจกระจายไปทั่วร่างกายโดยทางระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบน้ำเหลือง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้าน หยุดยั้งการทำลายเซลล์ของปรสิต ยกเว้นที่ระบบประสาทและตา ที่ภูมิคุ้มกันไปไม่ถึงจนถูกปรสิตทำลายได้มาก ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ปรสิตจะเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ถ้าเป็นอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง ปอด หัวใจ ก็จะทำให้ตายได้ พยาธิสภาพที่สำคัญและพบคือ

อาการ
ในเด็กทารกที่ได้รับเชื้อ มาจากมารดาระหว่างตั้งครรภ์ จะมีความรุนแรงของโรคต่างกัน ขึ้นอยู่กับได้รับเชื้อในช่วงใดของการตั้งครรภ์ ถ้าได้รับเชื้อในช่วงไตรมาสที่ 3 ทารกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ร้อยละ 65 สูงสุด คือสูงกว่าไตรมาส 2 ถึง 9% และ ไตรมาสแรกมีโอกาสทำให้ทารกแสดงอาการ 25% แต่ทารกจะมีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้

แต่ในทารกบางรายไม่มีอาการตอนแรกคลอด แต่มาตรวจพบภายหลัง คือ เมื่ออายุได้ 1-2 เดือน หรือหลายขวบส่วนใหญ่ เป็นอาการทางระบบประสาท ได้แก่ หูหนวก ตาบอด แต่อาการจะดีขึ้นได้ถ้าได้รับการรักษาทันท่วงที

นอกจากนี้ยังพบอาการต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ รักแร้ และที่คอ กดเจ็บแต่ไม่มีหนอง มีไข้ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อตับ และม้ามโต

การวินิจฉัย
โดยการแยกปรสิตจากเลือดมาตรวจให้ห้องปฏิบัติการ ทดสอบจากน้ำเหลือง และตรวจเลือด


การรักษา
กรณีที่คนไข้มีระบบภูมิต้านทานปกติ เมื่อพบต่อมน้ำเหลืองโต ยังอาจไม่ต้องรักษา นอกจากจะมีอาการรุนแรงผิดปกติ หรือมีการทำลายอวัยวะที่สำคัญ และกรณีที่ผู้ป่วยมีระบบภูมิต้านทานบกพร่อง ให้รีบนำไปพบแพทย์ สำหรับยาที่ใช้ได้ผลดีในกรณีนี้ได้แก่ ยาไพริเมธามีน (Pyrimethamine) ยาซัลฟาไดอะซีน (Sulfadiazine) ยาไตรซัลฟาไพริมิดีน (Trisulfa pyrimidine) ยาสไปรามัยซิน (Spiramycin) หรือใช้ หลาย ๆ ตัวร่วมกัน ส่วนขนาด ที่ให้จะขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเอง และสภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะ ภูมิคุ้มกันกรณีที่เป็นรุนแรง และเป็นระยะเวลานานหรือ มีการทำลายอวัยวะสำคัญ ไปแล้วควรให้ยานาน 2-6 สัปดาห์ ถ้ามีภาวะคุ้มกันบกพร่องต้องให้นานกว่านี้อีก 4-6 สัปดาห์ หรือให้ยาตลอดชีวิตในบางราย

ในกรณีที่เป็นหญิงมีครรภ์ ถ้ามีภูมิต้านทานปกติ แล้วได้รับเชื้อก่อนการตั้งครรภ์ ไม่ต้องรับการรักษา เพราะจะภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเองหลังจากนั้น แต่กรณีที่ติดเชื้อในช่วงตั้งครรภ์ ต้องให้การรักษาเพื่อลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปยังทารกในครรภ์ สำหรับยาที่ใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับหญิงมีครรภ์ได้แก่ ยาสไปรา มัยซิน (Spirampin) โดยให้ขนาด 3 กรัม/วัน แบ่งให้รับประทานวันละ 3-4 ครั้ง ตลอดระยะการตั้งครรภ์ หรือเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

ส่วนทารกที่มีอาการตั้งแต่แรกคลอด ควรให้การรักษาทันที แต่ถ้าไม่มีอาการ แต่เกิดจากมารดาที่ทดสอบแล้ว จะได้รับเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ ให้รอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อน จึงจะทำการรักษา

การป้องกัน
  • โดยการกำจัดแหล่งที่มีปรสิต ได้แก่ ซีสต์ในเนื้อสัตว์ และโอโอซีสต์ในอุจจาระของแมว โดยเลือกรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่ทำให้สุกจริง ๆ ด้วยความร้อนเกินกว่า 66 องศาเซลเซียส สำหรับผู้ปรุงอาหารควรระวัง เมื่อใช้มือจับเนื้อสัตว์ดิบ ๆ อย่าให้ถูกกับเนื้อเยื่ออ่อน ของร่างกาย เช่น ที่ปากและตา ควรล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ทุกครั้งที่จับเนื้อสัตว์ดิบ
  • โดยการไม่รับประทาน "ไข่ดิบ" ซึ่งเป็นพาหะนำปรสิตชนิดนี้มาสู่คนได้เช่นกัน
  • หญิงมีครรภ์ไม่ควรสัมผัสกับแมว หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับแมว
  • กำจัดพาหะที่จะนำเชื้อจากอุจจาระของแมวมาสู่คน เช่น แมลงวัน แมลงสาบ
  • ก่อนรับประทานผัก ผลไม้ ที่สัมผัสกับดิน ซึ่งจะมีอุจจาระแมวปนเปื้อนอยู่ ให้ล้างให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง
ท่านผู้อ่านอาจคาดไม่ถึงว่า ท็อกโซพลาสโมซิส เป็นเจ้าตัวเล็กที่มี อันตรายมากมาย และร้ายกาจยิ่งกว่าพยาธิ เพราะสามารถทำลายอวัยวะของคนได้ แต่การป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อนั้นทำได้ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ทำตนให้เป็นผู้รักความสะอาดในการบริโภค และนักโภชนาการที่ดีไม่รับประทานอาหารดิบ ท่านก็จะปลอดภัยจากท็อกโซพลาสโมซิส พึงระลึกเสมอว่า ไม่มีวิธีใดดีกว่าการป้องกัน แต่ถ้าเป็นแล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ต้องรับประทานยาให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ แต่หากละเลยไม่รักษาอาจทำให้ท่านถึงกับเสียอวัยวะหรือเสียชีวิตได้

ภญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด
มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]
ถ้าโฮมเพจนี้มีประโยชน์ คลิก คลิกแล้วเป็น new window ไม่เสียเวลาครับ คลิกแล้วเป็น new window ไม่เสียเวลาครับ vote ให้กำลังใจด้วยครับ