มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2542]

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นอย่างไร ?

บานเช้า


พักตอบจดหมายไว้ชั่วครู่นะคะ วันนี้บานเช้ามีความรู้เรื่องโรคๆ หนึ่ง ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากมายมาฝากค่ะ โรคที่ว่านั่นก็คือ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั่นเอง

พูดถึงคนเมืองหลวง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครหลายท่าน ต้องประสบปัญหาการจราจรติดขัดบ้างไม่มากก็น้อย การที่ต้องติดอยู่ในรถเป็นเวลานาน สิ่งที่ตามมาก็คือ "การกลั้นปัสสาวะ" เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง ท่านทราบหรือไม่ว่า ? การกลั้นปัสสาวะ เป็นเวลานาน จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ได้ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับเรื่องของ กระเพาะปัสสาวะอักเสบกันดีกว่า

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบบ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-50 ปี ทั้งนี้เพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายและ อยู่ใกล้กับทวารหนัก เชื้อแบคทีเรียบริเวณทวารหนัก (ซึ่งปกติ มีอยู่เป็นจำนวนมาก) จึงมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการฟักตัวและเกิดการอักเสบได้ ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ การมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะ ในระยะการแต่งงานใหม่ๆ ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่เรียกว่าเป็น HONEYMOON CYSTITIS

อาการ

การอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีอาการ
  • ปัสสาวะบ่อย แต่ละครั้งมีจำนวนน้อย และกลั้นไม่ได้ ต้องรีบเข้าห้องน้ำ
  • แสบในท่อปัสสาวะ ปวดเสียวตอนถ่ายสุด
  • ตึง ปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย
  • ปัสสาวะมีเลือดปน
  • ปัสสาวะมีกลิ่นผิดปกติ

การวินิจฉัย

วินิจฉัยได้ง่าย โดยมีอาการดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับการตรวจปัสสาวะ การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อน แล้วจึงเก็บปัสสาวะช่วงถัดมา เพื่อทำการตรวจจะพบว่า มีจำนวนเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ในบางราย ที่เป็นเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะไปเพาะเชื้อ เพื่อให้ทราบ ชนิดของแบคทีเรียนั้นด้วย

การรักษา

  • รับประทานยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้ามีอาการมากต้องรับประทานยาเป็นเวลานานขึ้น คือ ประมาณ 7-10 วัน
  • ในรายที่มีอาการอักเสบบ่อย ๆ (ประมาณ 2 ครั้ง ใน 6 เดือน) อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะวันละครั้ง เพื่อเป็นการป้องกัน
  • ผู้ที่มีการอักเสบได้ง่าย หลังการมีเพศสัมพันธ์ อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะหลังร่วมเพศเพื่อป้องกันการอักเสบ

มีผลร้ายแรงหรือไม่ ?

ถ้ารักษาให้หายขาดจะไม่มีผลร้ายแรง ส่วนรายที่ไม่หายขาด เชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจมีผลทำให้การอักเสบนั้นลุกลามไปถึงที่ไต ทำให้ไตเกิดการอักเสบได้ ดังนั้นหลังรับประทานยาครบแล้ว จึงควรตรวจปัสสาวะอีกครั้ง

การป้องกัน

  • หมั่นรักษาทำความสะอาดบริเวณช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และทวารหนัก
  • บางครั้งเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะแล้ว ต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัวของเชื้อ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้มีน้ำปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยขับแบคทีเรียออกมาได้
  • ไม่ควรกลั้นปัสสาวะไว้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะไว้นาน จะเป็นปัจจัยส่งเสริมทำให้เชื้อแบคทีเรียมีเวลาฟักตัวอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ นานขึ้น ยังทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย
  • ผู้ที่มีการอักเสบบ่อย ๆ เรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อให้ตรวจหา สาเหตุแอบแฝงอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย เช่น นิ่ว กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ จากระบบประสาทควบคุม หรือมีการอุดตันในระบบปัสสาวะ เป็นต้น

เมื่อท่านได้รู้จักกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบกันแล้ว คราวนี้ลองมาสำรวจตนเองดูซิว่ามีอาการตามที่ "บานเช้า" ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นบ้างหรือไม่ ถ้าพบว่ามีอาการดังกล่าว ก็ควรรีบรักษา ไม่ควรละเลย เพราะผลเสียจะมีมากกว่าผลดี อย่างแน่นอน คราวต่อไปก็อย่ากลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ อีกนะคะ บานเช้าเตือนด้วยความเป็นห่วง

บานเช้า
เครือโรงพยาบาลพญาไท


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600