มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 314 เมษายน 2541]

การเลี้ยงลูกให้พ้นภัยยาเสพติด

ท.ญ.ดร.ชมพูนุช จิตรปฏิมา


ไม่รู้ว่าลูกของคุณกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาล หรือยังเป็นทารกนอนแบเบาะอยู่ คุณจะต้อง เริ่มคิดถึงวิธีป้องกันยาเสพย์ติดให้ลูก หากคุณบอกตัวเองว่า ลูกของคุณยังเล็กอยู่ ยังไม่ถึงเวลา คุณคิดผิดอย่างแน่นอน

ปัจจุบันนี้คงไม่มีวันไหนเลย ที่จะไม่มีข่าวเกี่ยวกับ สถิติที่น่ากลัวเกี่ยวกับยาเสพย์ติด การใช้ยาเสพย์ติดในหมู่วัยรุ่น ลดน้อยลงในช่วงปี 1980 แต่กลับเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนี้ อายุเฉลี่ยของเด็กที่ลองสูบกัญชาอยู่ในวัยเพียง 13 ปี ซึ่งในปี ค.ศ.1987 เป็นเด็กวัย 17 ปี

จากการสำรวจล่าสุดของศูนย์ยาเสพย์แห่งชาติ พบว่า 45% ของเด็กวัย 12-17 ปี ดื่มเหล้า 20% สูบบุหรี่ ซึ่งนับว่ารุนแรงพอสมควร พฤติกรรมของการเสพย์ทั้งสองชนิดนี้ จะเกี่ยวพันถึง การใช้ยาเสพย์ติดอื่นๆ ในภายหลัง

อย่างไรก็ดียังมีข่าวดีที่ว่า คุณสามารถป้องกันการใช้ยากับลูกได้ ก่อนที่จะเอ่ยถึงยาได้มีงานวิจัยที่เพิ่งพิมพ์ออกมาพบว่า วัยรุ่นที่รู้สึกว่ามีคนรักและใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่มีแนวโน้มที่จะ "ปฏิเสธ" ยาเสพย์ติด ดอกเตอร์ เจ ริชาร์ด ยูครี นักสังคมวิทยาที่ศูนย์ประชากร คาร์โอลีนา แห่งมหาวิทยาลัย นอร์ธคาร์โอลินา ในชาเปลฮิลล์ กล่าวว่า
"พ่อแม่ไม่โดดเดี่ยวในการต่อสู้กับยาเสพย์ติด เพราะเรา มีแผนแบบแจกให้ เพื่อจะได้จะได้รู้วิธีคุ้มครองลูกของคุณ"

คุณสมบัติ 10 ประการ ข้างล่างเป็นคุณสมบัติที่ช่วยมาก พูดถึงเสมอ

1. ความรู้สึกใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่

ดอกเตอร์ไมเคิลเรสนิค อาจารย์ทางกุมารเวช แห่งวิทยาลัยมิเนโซต้า กล่าวว่า
"เมื่อเด็กรู้สึกว่าตนได้รับความไว้วางใจและความรัก เขาจะเข้าหาคุณพ่อคุณแม่ด้วยความผูกพันและรับเอาคุณธรรม ที่คุณพ่อคุณแม่สอน คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงให้ลูกรู้ว่า เราเอาใจใส่เขา โดยการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับเขา เช่น การอ่าน นิทานก่อนนอน การทำงานบ้าน" ดอกเตอร์เรสนิค เล่าว่า
"ทุกครั้งที่ลูกช่วยบิดผ้า ตากผ้า เขาจะคุยกับผมเกี่ยวกับ ชีวิตประจำวันของเขา ผมว่ามันมีประสิทธิภาพมากกว่าการพูดตรงๆ แบบขวานผ่าซากว่า "ที่โรงเรียนเป็นไง" การถามอย่างนี้ จะทำให้เขารู้สึกระวังและขี้อายเกินไปที่จะตอบ"

เจอรี่โม ผู้อำนวยการของโปรแกรมเด็กที่เซียร่า ทัคซัน ศูนย์รักษาผู้ติดยานอกเมืองทัคซัน อาริโซนาเล่าว่า
"เขาพยายามที่จะจัดเวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง เพื่อจะอยู่กับลูกแต่ละคน (เขามีลูกสามคน) "เจอรี่กล่าวว่า
"ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงนี้เป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความหมาย มาก ผมจะอยู่กับลูก ๆ อย่างใกล้ชิดและให้ลูกๆ ของผม มีกิจกรรมที่พวกเขาพอใจ"

2. การมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ ในเวลาที่แน่นอน

ดอกเตอร์เรสนิคกล่าวว่า
"เนื่องจากเด็กต้องการความสม่ำเสมอ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีเวลาเฉพาะระหว่างสัปดาห์ที่จะอยู่กับเขาเช่น การรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวทุก ๆ เย็นวันพุธ เย็นวันพุธจึงเป็นวันที่พวกเขารอคอย คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็น ต้องอยู่พร้อมหน้าในช่วงเวลาอื่นๆ เช่น อาจจะรับประทานอาหารเช้ากับคุณแม่ หรือให้คุณพ่อเล่านิทานก่อนนอนก็ได้ การมีคนใดคนหนึ่งอยู่ด้วย เป็นสิ่งจำเป็นและดีเหมือน ๆ กัน การมีคุณพ่อหรือคุณแม่ อยู่ด้วยอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญกับเด็กมาก"

3. การแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง

ดอกเตอร์ชาร์ล เอช แฟลตเตอร์ ผู้ตั้งโปรแกรม การป้องกันยาเสพย์ติด และอาจารย์วิชาการพัฒนามนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ในคอลเลจปาร์ค กล่าวว่า
"หากคุณพ่อคุณแม่แก้ปัญหาให้ลูกทุกอย่างนั้น เท่ากับไม่ได้สอนอะไรเขาเลย"

ดอกเตอร์แฟลตเตอร์แนะนำว่า
"แทนที่จะทำอย่างนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจะฟังปัญหาของลูก ด้วยความเอาใจใส่ แล้วก็ช่วยเขาให้หาวิธีแก้"

ตัวอย่างเช่น ลูกวัย 5 ขวบ กลับจากโรงเรียนอนุบาล แล้วฟ้องคุณพ่อคุณแม่ว่า
"ริชาร์ดตีผม (หนู)" คุณพ่อคุณแม่อย่าผลุนผลันออกไปโทรศัพท์ ถึงคุณแม่ของริชาร์ด คุณพ่อคุณแม่ควรลองพูดกับลูกว่า
"ลูกผิดหวังมากซินะ เราลองมาคุยกันซิว่าลูกควรจะทำอย่างไร"

แล้วจากนั้นก็ช่วยเขาหาทางแก้ไขที่น่าจะเป็นไปได้ โดยการบอกให้ริชาร์ดรู้ว่า เขาจะรู้สึกอย่างไรที่ถูกตีและบอกให้เขาเลิกตี หรือโดยการชวนเขาไปเล่น เมื่อลูกโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบาย ให้เขาฟังว่า เขาสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของเขาเอง โดยการถามตัวเองว่า "คราวต่อไปฉันควรจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากนี้"

4. การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สงบ

ดอกเตอร์ ไฮแมน ฮอบ นักวิจัย แห่งสถาบันวิจัยโอเรกอนกล่าวว่า
"ถ้าในบ้านมีความขัดแย้งมาก จะทำให้เด็ก ออกไปหาเพื่อนกลุ่มที่มีปัญหา เด็กวัย 10 ขวบ ที่มีครอบครัว ที่ไม่อบอุ่นมีแนวโน้มที่จะลองกัญชาในวัย 14 ได้มากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ที่อยู่ในครอบครัวที่มีความเครียดน้อยกว่า "

จากผลการวิจัยของดอกเตอร์พบว่า หากครอบครัวของคุณ กำลังมีปัญหา เช่น มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง เช่น มีการตกงานหรือมีการหย่าร้างซึ่งทำให้มีการถกเถียงกัน จงพยายามที่จะดูแลพฤติกรรมของลูก ปัญหาเหล่านี้สามารถทำให้เกิด ปัญหาทางกาย เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน การกิน หรือทำให้เกิดการเจ็บปวดที่หาสาเหตุไม่ได้

ดอกเตอร์แฟลตเตอร์กล่าวว่า
"เรามักจะวัดอุณหภูมิทางกายของลูก แต่เราละเลย ในการตรวจอุณหภูมิของอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่ควรถามเขาว่า เขารู้สึกอย่างไร ทำให้เขามั่นใจว่า เขาจะไม่ถูกตำหนิในการที่ครอบครัว แตกแยกยุ่งเหยิง และให้เขารู้ว่าเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง (นี่คือ ความกลัวที่มากที่สุดที่เด็กไม่พูด)"

5. รักษามาตรฐานทางวิชาการให้สูง

ดอกเตอร์เรสนิคกล่าวว่า
"ถ้าลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาคาดหวังผลการเรียนของ เขาสูง แนวโน้มในการใช้ยาเสพย์ติดจะน้อยลง เพราะการคาดหวังผลการเรียนของเขาสูง แสดงว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขา เอาใจใส่ในชีวิตของเขา"

ดอกเตอร์เดวิด ฮอว์กิน ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาสังคม และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเติลแนะนำว่า
"เป็นการดีที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่จะตั้งเป้าหมายในการศึกษาของลูกสูง และเมื่อลูกประสบความสำเร็จก็ควรแสดงความชื่นชม แต่ทุกอย่าง ต้องทำอย่างมีเหตุมีผล ไม่หวังสูงเกินไปและรางวัลหรือความชื่นชม ก็ต้องพอเหมาะ เช่น หากลูกเรียนอยู่เกรด 1 ได้รางวัลคณิตศาสตร์ จงกอดลูกสักครั้ง แล้วนำประกาศนียบัตรติดไว้ที่ตู้เย็น อย่าให้ปัญหา ที่โรงเรียน ทำให้คุณขุ่นข้องใจพยายามติดต่อกับคุณครูของลูก เพื่อจะได้มีโอกาสทางแก้ปัญหาร่วมกัน"

6. การพัฒนาความเข้าใจทางสังคม

มาชี ฟลาโก ประธานยุทธ ศาสตร์เกี่ยวกับ ยาเสพย์ติดในวอชิงตันดีซี กล่าวว่า
"เด็กวัยรุ่นมักจะลองเหล้าหรือยา เพียงเพื่อแก้เขิน เวลาเข้าสังคม เพื่อไม่ให้ลูกมีปัญหาในการเข้าสังคม คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นนำลูกเข้าสังคมแต่เด็กๆ เพราะนั่น จะเป็นกุญแจในการเรียนรู้ทักษะทางสังคม พาลูกไปด้วย เมื่อคุณพ่อคุณแม่พบเพื่อน ๆ หรือญาติพี่น้อง สอนลูกว่า เมื่อพบคนที่ไม่รู้จักควรจะพูดจาทักทายอย่างไร ควรจะสนทนาอย่างไร และการแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพควรจะทำอย่างไร สำหรับลูกที่โตแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรนำเข้าสู่สังคมนอกบ้าน โดยการสนับสนุน ให้เขาเล่นกีฬา และร่วมในกิจกรรมอื่น ๆ ของโรงเรียน"

7. การมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับครู

ดอกเตอร์ เรสนิค กล่าวว่า
"คุณครูในสายตาของเด็กเล็ก ๆ คือ บุคคลที่มีคุณค่า และทุกอย่างที่คุณครูทำจะดีและถูกต้องไปหมด ครูที่ดีสามารถที่จะ ส่งสาส์นที่มีอิทธิพลต่อลูกศิษย์ได้เช่น "ครูดีใจที่เธออยู่ที่นี่ในวันนี้ เธอเป็นคนพิเศษมากสำหรับครู อนาคตของเธอจะไปได้ไกลมาก" ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จงเริ่มบทบาทอนุบาลกับลูกของคุณ"

เดบอราห์ นอรีส บาริล นักการศึกษาเด็กเล็ก จากมินนาโพลิสแนะนำให้ยกย่องครูต่อหน้าลูกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรจะเตรียมตัวให้ดี ก่อนการไปประชุม ผู้ปกครองที่โรงเรียนลูก เช่น ถามลูกว่า เขาชอบอะไรที่โรงเรียน หรือมีปัญหาอะไรบ้างที่โรงเรียนที่เขาไม่ชอบ แล้วพูดคุยเรื่องเหล่านี้กับคุณครู และจงเต็มใจที่จะทำงานเป็นทีมเพื่อแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ

8. การมีคุณพ่อคุณแม่ทั้งห่างไกลยาเสพย์ติด

ดอกเตอร์ ไฮแมน ฮอบ กล่าวว่า
"คุณพ่อคุณแม่ที่ใช้ยาเสพย์ติด มักจะมีลูกที่ติดยาเสพย์ติด ด้วย หากคุณหรือคู่สมรสของคุณ มีปัญหาเกี่ยวกับการติดยา การหาวิธีรักษาตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แล้วคุณจะสามารถทำให้ลูกของคุณหายได้ อย่าคิดว่า ถ้าคุณเพียงแต่ดื่มเหล้าค่อนข้างบ่อยนั้น คุณไม่มี ปัญหายาเสพย์ติดแล้ว แทมมารา ซัลลิแวน ผู้อำนวยการป้องกันยาเสพย์ติด แห่งซินซินเนติถามว่า

"ทันทีที่คุณกลับถึงบ้านคุณตรงไปดื่มเหล้าเลยหรือเปล่า"
"คุณรับประทายาเป็นกำ แม้แต่เพียงครั่นเนื้อครั่นตัวเท่านั้นใช่ไหม"
แทมมารา ซัลลิแวนกล่าวอีกว่า
"คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง ทัศนคติและพฤติกรรมของตัวเอง เพราะว่าลูก ๆ มักจะทำตาม หรือลอกแบบทัศนคติและพฤติกรรม ของคุณพ่อคุณแม่"

9. การมีมาตรฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสูบบุหรี่และการดื่มเหล้า

ผลงานวิจัยได้แสดงให้ทราบว่าเด็กวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ จะมีพฤติกรรมที่จะติดสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ มากกว่าเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ถึงสามเท่า ยิ่งเด็กเริ่มดื่มอายุน้อยเท่าไร เขาจะมีปัญหาในภายหลังอย่างแน่นอน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้วางมาตรฐานสำหรับเหล้า ยา และยาเสพย์ติด ที่ผิดกฎหมาย ไม่ควรให้ลูกของคุณได้ลองสิ่งเหล่านี้ ก่อนจะระดับประถมศึกษา ควรจะอธิบายให้เขาทราบว่าทำไมจึงห้าม คุณหมอนีล ไอเซ็นเบอร์ก แนะวิธีที่จะบอกลูกที่เรียนอยู่เกรด 1 ว่า
"ยาสูบเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีกลิ่นเหม็น ท่าทางขี้ยา และมีความรู้สึกไม่ดีด้วย"

คุณพ่อคุณแม่ควรปิดตู้ที่มีเหล้าหรือบุหรี่ หากของเหล่านี้ วางไว้ใกล้มือ โอกาสที่เด็กจะทดลองมีง่ายขึ้น ดอกเตอร์เรสนิคแนะนำ ให้คุณพ่อคุณแม่แสดงความคิดเกี่ยวกับเหล้าและบุหรี่ว่า

"คุณพ่อคุณแม่สามารถพูดกับลูกก่อนวัยรุ่นว่า "พ่อ (แม่) ไม่ให้ลูกดื่มเหล้าเป็นอันขาดเพราะ ว่าลูกยังเล็กเกินไป พ่อ (แม่) รักลูก พ่อ (แม่) ไม่อยากให้ลูกเจ็บปวดภายหลัง"

10. การเข้าร่วมในการต่อต้านยาเสพย์ติดกับชุมชนและโรงเรียน

ซัลลิแวนตั้งข้อสังเกตว่า
ชุมชนมีผลต่อเด็กอย่างมาก หากสังคมแสดงความไม่เห็น ด้วยมากขึ้น การใช้ยาก็มีแนวโน้มจะลดลง

ซัลลิแวนผู้ดำเนินโปรแกรมป้องกันยาเสพย์ติดในซินซินเนติ เสนอแนะอีกว่า
"จงแน่ใจว่า ลูกของคุณได้อยู่ใกล้ชิดและล้อมรอบด้วย คนที่สนับสนุนช่วยเหลือเขา มีผู้ใหญ่ เช่น ครู หมอ ผู้นำศาสนา เพื่อน ๆ ของครอบครัว และญาติพี่น้องช่วยสอนคุณธรรมและศีลธรรมให้เขา"

จะพูดเกี่ยวกับยาเสพย์ติดอย่างไรกับลูกวัยต่าง ๆ

ทารกและเด็กเล็ก ๆ

สำหรับลูกในวัยนี้ คุณยังไม่สามารถพูดเรื่องยาเสพย์ติดให้เขาฟังได้ แต่คุณกำลังสร้างพื้นฐานของความรักและความเข้าใจที่มั่นคง ทันทีที่ลูกเคลื่อนที่เองได้ ระเบียบวินัยที่สม่ำเสมอเริ่มมีความสำคัญ (ไม่ใช่การทำโทษ) ครั้งแรกที่ลูกตัวเล็ก ๆ ของคุณดึงทิชชูออกจากม้วน คุณจะต้องห้ามเขาอย่างหนักแน่นว่า
"ไม่เล่นลูก ไปหาของเล่นอื่นกันเถอะ"
หากลูกทำอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ก็ควรพูดเสียงหนักแน่นกว่าเดิมว่า
"ไม่เล่นลูก"

พูดแล้วก็อุ้มออกจากที่ที่ว่าทิชชูหรือสิ่งที่ล่อใจเขา สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ควรจะต้องสอนอย่างยิ่ง นั่นคือ สอนให้เขารู้จักการรอ หากคุณ ไม่ว่าง หรือรู้จักแบ่งปัน เช่น ในการเล่นของเล่นบางอย่างต้องให้เพื่อน คนอื่นเล่นด้วย ทักษะที่คุณพ่อคุณแม่สอนลูกในวัยนี้เป็นการสร้างวิธี การแก้ปัญหาและการบังคับตัวเองต่อไปในชีวิต

วัยก่อนเรียน

วัยนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดคุยเกี่ยวกับยาเสพย์ติดที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าคุณสามารถจะบอกเขาว่า การสูบบุหรี่เป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้น แทนที่จะพูดกันเป็นเรื่องเป็นราว ควรสอนให้เขารู้จักและหลีกเลี่ยง สารที่มีอันตราย เช่น พวกน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน และเห็นสิ่งที่เราปฏิบัติเพื่อการมีสุขภาพที่ดี เช่น การกินอาหาร ที่ถูกโภชนาการ การออกกำลังกาย การแปรงฟันและการนอนให้เพียงพอ

เนื่องจากเด็กวัยก่อนเรียนจะเรียนรู้โดยการเลียนแบบ คุณพ่อคุณแม่ จะต้องแสดงบทบาทเป็นตัวอย่างที่ดี เช่น ในการใช้เหล้าและยา แม้แต่วิธีที่คุณให้ยาก็สามารถมีผล ต่อทัศนคติและพฤติกรรมของลูก มากาเร็ตวัยสามขวบ ตื่นเต้นประทับใจกับการรักษาความดันเลือดของคุณพ่อมากเธอพูดว่า

"พ่อคะ หากหนูโตขึ้น หนูก็กินยาได้ใช่ไหมคะ"
คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบายให้ลูกทราบว่า ยาทุกชนิดแม้แต่ไวตามิน ไซรับแก้ไอ และยาทุกชนิดที่อยู่ในตู้ยา ทำให้เราไม่สบายได้ หากเรารับประทานไม่ถูกต้อง หากอธิบายแล้ว ลูกก็ยังสนใจอยากจะเล่นอีก จงเอายาไว้ห่าง ๆ ไม่ให้หยิบได้

วัย 10-13 ขวบ

วัยนี้เป็นวัยเปราะบาง เป็นวัยที่เขาได้ฟังเกี่ยวกับยาเสพย์ติดมากขึ้น และอาจจะมีเพื่อนนำมาให้ลองที่โรงเรียนแล้ว จากการสำรวจ ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่า 70% วัยรุ่นพบว่า การติดกัญชา ไม่เป็นการเสี่ยง คุณจะต้องสั่งห้าม "ไม่ให้ใช้" กัญชาอย่างเด็ดขาด แต่แสดงให้เขารู้ว่าคุณแคร์เขา รักเขามากเพียงใด เช่น
"พ่อ (แม่) รักลูก พ่อ (แม่) กลัวว่าเมื่อลูกโตกว่านี้ ลูกจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด พ่อ (แม่) อยากจะให้ลูกรู้ว่า พ่อ (แม่) จะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ลูกใช้ยาเสพย์ติด"

รศ.ดร.อางค์ มะลิกุล


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600