มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 20 ฉบับที่ 304 มิถุนายน 2540]

การพูดของเด็ก

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ทารกแรกเกิดมีความสามารถในการฟังและจำเสียงแม่ได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ชั่วโมงแรก การแยกความแตกต่างของเสียงได้ ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเสียงนั้น เช่น เสียงพูดของแม่ เด็กจะสนใจฟังมากกว่าเสียงอื่นๆ

เมื่ออายุ 4 เดือน เด็กจะแยกเสียงสูงต่ำได้
เมื่ออายุ 6 เดือน เด็กจะเริ่มฟังเสียงที่ตนพอใจ และตอบสนองต่อเสียงนั้นได้ เช่น หันไปมองตามทิศทางของเสียง
ในช่วง 7-12 เดือน เด็กจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำได้ โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นกับเสียงที่ได้ยิน เช่น ทุกครั้งที่เห็นแม่ จะได้ยินเสียงคำว่า แม่พร้อมกัน

ในช่วง 1-2 ปี เด็กจะเรียนรู้ศัพท์ต่างๆ ได้มากขึ้น
อายุ 18 เดือน เด็กจะรู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างน้อย 5 ส่วน ชี้รูปภาพได้ 2-3 รูป
อายุ 2.5 ปี เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น เอาบอลวางใต้โต๊ะ
อายุ 4 ขวบ สามารถเข้าใจคำถามง่ายๆ และตอบได้
ในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด แม่ที่ช่างสังเกต จะสามารถแยกเสียงร้องของลูกได้ว่า เป็นเสียงร้องที่สื่อความรู้สึกหิวหรือเจ็บปวด

เมื่อครบ 1 เดือน แม่จะรู้ว่าเสียงร้องอย่างนี้ แสดงถึงความพอใจหรือไม่พอใจ
เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 2 เด็กจะส่งเสียงอืออาหรือทำปากขมุบขมิบ เวลาแม่คุยเล่นด้วย ในขณะที่เด็กส่งเสียงอืออานั้น เด็กก็จะได้ยินเสียงตัวเอง ทำให้เกิดความพอใจที่จะเลียนเสียงตนเอง
เมื่ออายุ 3-6 เดือน เด็กก็จะเริ่มเปล่งเสียงที่มีสระ และพยัญชนะผสมกัน เช่น บา ตา พา

เมื่ออายุ 4-6 เดือน ในขณะที่เด็กเล่นกับเสียงตัวเองนั้น ถ้าผู้อื่นเข้ามาพูดด้วยเด็กจะโต้ตอบกับผู้นั้น
ในช่วง 6-9 เดือน เด็กจะเลียนเสียงพูดของผู้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะคำท้ายของประโยค จึงเป็นการฝึกออกเสียงตามแบบที่ได้ยินบ่อยๆ
ระหว่างอายุ 12-18 เดือน การที่แม่พูดกับลูก โดยแทนตัวเองว่าแม่ เด็กก็หัดพูดคำว่าแม่ ซึ่งอาจเป็นคำแรกที่เด็กพูดได้ ซึ่งบางคนอาจจะพูดเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่อย่างไรก็ไม่ควรเกิน 2 ขวบ

ในช่วงอายุ 18-24 เดือน เด็กจะพูดคำโดดๆ ได้มากขึ้น ต่อมาก็พูดคำที่ยาวขึ้น เป็น 2 คำ 3 คำ เป็นวลีหรือเป็นประโยค เด็กจะใช้คำๆ เดียวหรือสองคำแทนความหมายของหลายสิ่งได้ เช่น เด็กรู้จักคำว่าหมา เมื่อพบสัตว์ 4 เท้า ชนิดอื่นก็จะเรียกหมาด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเด็กยังไม่รู้จักศัพท์มากพอที่จะเรียกได้ถูกต้อง จึงใช้คำพูดที่เด็กสามารถพูดได้ แทนความหมายของสิ่งที่คล้ายกัน

เมื่อเด็กอายุ 2-2.5 ขวบ เด็กจะรู้คำศัพท์มากขึ้น และพูดได้ถูกต้องตรงความหมาย
ในเด็กปกติเมื่ออายุ 7-8 ปี จะพูดได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่

ระยะต่างๆ ของการพัฒนาการพูดนี้ไม่ได้แยกกันชัดเจน แต่จะคาบเกี่ยวกัน คือเมื่อพัฒนาเข้าสู่ระยะใหม่ของเก่าก็ยังคงอยู่แต่น้อยลงเท่านั้น

การพัฒนาการทางภาษาและการพูดจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ คือ
  • ต้องมีประสาทหูที่ดี
  • มีสติปัญญาดี
  • มีอวัยวะในการพูดปกติ
  • มีสุขภาพจิตดี
  • มีสุขภาพกายดี
  • มีสิ่งแวดล้อมในการกระตุ้นให้พูด
  • สมองส่วนกลางประสานงานดี

เด็กพูดไม่ชัดอาจเกิดจากโครงสร้างของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการ พูดหรือการฟังผิดปกติ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ เอ็นยึดใต้ลิ้นสั้นกว่าปกติ แลบลิ้น หรือเคลื่อนไหวลิ้นไม่ได้เต็มที่ หูตึงก่อนอายุ 2 ขวบ หรือเกิดจาการทำงานของอวัยวะที่ใช้พูดหรือฟังผิดปกติ เช่น ลิ้นหรือเพดานอ่อนเป็นอัมพาต พบได้บ่อยในเด็กที่สมองพิการ หรือเกิดจากการที่เด็กปกติอยู่กับคนเลี้ยงที่พูดไม่ชัด

เด็กบางคนพูดเสียงผิดปกติ เช่น ดังไป ค่อยไป ไม่มีเสียง เสียงขึ้นจมูก เสียงแหบ บางคนพูดเสียงสูงไป ต่ำไป หรือเลียนแบบเสียงขึ้นจมูก ซึ่งสาเหตุของเสียงผิดปกติมักเกิดจาก มีความผิดปกติในช่องปาก หรือช่องจมูก หรือมีโรคของสายเสียง กล่องเสียง เช่น เนื้องอกที่กล่องเสียง กล่องเสียงตีบ มีเนื้องอกที่ต่อม adenoid ปากแหว่ง เพดานโหว่ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศ เช่น เด็กผู้ชายเริ่มเข้าวัยรุ่นจะมีเสียงแตก

การได้ยินผิดปกติจะทำให้พูดเสียงดังไป เด็กที่ร้องไห้มาก เสียงดัง หรือเด็กที่พูดมาก พูดดังเกินไป ก็ทำให้เสียงแหบไม่มีเสียงได้

การที่เด็กปกติจะพูดช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของเด็กอย่างมีคุณภาพ เด็กที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงมีเวลาพูดคุยกับลูกน้อย จะพูดได้ช้ากว่าเด็กที่พ่อแม่พี่เลี้ยง ให้ความเอาใจใส่พูดคุยด้วยบ่อยๆ

เวลาพ่อแม่คุยกับเด็กต้องให้ความสนใจ สังเกตท่าทางและตั้งใจฟัง เวลาเด็กพยายามสื่อความหมาย พร้อมทั้งช่วยเหลือเด็ก ด้วยการใช้คำพูดเป็นประโยคสั้นๆ เพื่อสื่อให้เด็กเข้าใจความหมายของคำ และการกระทำต่างๆ ที่เด็กสนใจ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้เร็ว กว่าพ่อแม่ที่พยายามบังคับให้ลูกพูดตามที่ตนต้องการ

เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ใช้ 2 ภาษา พบว่าไม่มีผลต่อการพัฒนาการทางภาษา เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะพูดได้ทั้ง 2 ภาษา ยกเว้นในเด็กที่มีปัญหา พัฒนาการพูดช้าอยู่แล้ว จากสาเหตุอื่น การพูด 2 ภาษา จะมีผลให้เด็กเรียนรู้ได้ช้ากว่าเดิม

การที่จะบอกว่าเด็กพูดช้า หรือมีปัญหาทางด้านการพูดหรือไม่นั้น ไม่ควรเสียเวลารอจนเกินอายุ 2 ขวบ แล้วจึงนำไปตรวจ เพราะถ้าสังเกตให้ดีเด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่า อาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรกแล้ว

ข้อบ่งชี้ง่ายๆ ว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดคือ
  • อายุ 6 เดือน ไม่ส่งเสียงอืออา ไม่หันหาเสียง ไม่ตกใจเวลาได้ยินเสียงดังๆ
  • อายุ 10 เดือน เรียกชื่อไม่หันหา
  • อายุ 15 เดือน ไม่เข้าใจคำสั่งห้าม ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น บ๊ายบาย
  • อายุ 18 เดือน พูดคำเดียวได้น้อยกว่า 5-6 คำ
  • อายุ 2 ขวบ พูดคำเดียวที่มีความหมาย 2 คำต่อกันไม่ได้ เช่น ไม่เที่ยว ไม่เอา หรือชี้ส่วนของร่างกายง่ายๆ ไม่ได้
  • อายุ 3 ขวบ พูดเป็นประโยคง่ายๆ ไม่ได้ พูดแล้วคนไม่คุ้นเคยฟังไม่เข้าใจ
  • อายุ 4 ขวบ ยังพูดติดอ่าง
  • อายุ 7 ปี ยังพูดไม่ชัด หรือออกเสียงดังมากหรือเบาจนแทบไม่ได้ยิน หรือระดับเสียงไม่สมกับวัยและเพศ เช่น เด็กผู้หญิงเสียงแตก

ในเด็กทารกบางคนจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติของการได้ยิน ซึ่งควรพาเด็กเหล่านี้ไปตรวจการได้ยินทุกราย คือ
  1. มีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม
  2. มีการติดเชื้อแต่กำเนิด
  3. ตัวเหลืองมากจนต้องถ่ายเลือด
  4. มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  5. ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
  6. มีคนในครอบครัวหูหนวก หูตึง หรือเป็นใบ้
  7. มีความพิการแต่กำเนิดของช่องหู ใบหน้า และลำคอ

การดูแลรักษาเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดและการใช้ภาษาจำ เป็นที่จะต้องรีบกระทำ เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานๆ นอกจากจะแก้ไขได้ยากแล้ว เด็กมักจะมีปํญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจตามมา เนื่องจาก ไม่สามารถจะติดต่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ จึงมักจะหงุดหงิด ก้าวร้าว ฉุนเฉียว ไม่มีเพื่อน และมีปัญหาในการเข้าสังคม และการเรียนต่อไป

ฉะนั้นควรให้พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูให้ความสนใจเอาใจใส่ พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ ตั้งแต่เด็กยังเล็ก ให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก เมื่อเด็กเริ่มเปล่งเสียง เลียนเลียง ให้เปล่งเสียง เลียนเสียงโต้ตอบกับเด็ก เลือกใช้คำสั้นๆ ง่ายๆ พูดคุยกับเด็กบ่อยๆ หากสงสัยว่า เด็กอาจมีปัญหา เกี่ยวกับการพูดหรือการได้ยิน ให้รีบนำเด็กมาปรึกษาแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ

ถ้าหากตรวจร่างกายทุกอย่างพบว่าเด็กปกติดี แต่สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยส่งเสริมในการพูดของเด็ก เราควรทำดังนี้
  1. พยายามกระตุ้นและจูงใจให้เด็กพูด แต่อย่าเครียด หรือลงโทษเด็ก เพราะจะทำให้เด็กไม่พูดมากขึ้น
  2. ขณะที่พูดกับเด็กต้องหันหน้าเข้าหาเด็ก เพื่อเด็กจะได้มองปากและทำตาม
  3. เลือกคำสั้นๆ ง่ายๆ ก่อน พูดช้าๆ และชัดๆ บ่อยๆ อาจเริ่มจากสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ เช่นหนังสือภาพสวยๆ ในระยะให้แรกให้อ่านให้เด็กฟัง ให้เด็กชี้ภาพให้ตรงกับคำ เช่น แมลงอยู่ไหน แล้วให้เด็กชี้ตอบ ในระยะหลังให้พ่อแม่ชี้ภาพ แล้วถามเด็กว่าตัวนี้อะไร ร้องอย่างไร และพยายามกระตุ้นให้เด็กตอบ
  4. ถ้าเด็กพยายามพูด แม้ในระยะแรกจะไม่ชัด ควรให้คำชมเชย และพูดคำที่ถูกต้องให้เด็กฟัง
  5. เมื่อเด็กเริ่มพูดคำสั้นๆ ให้เสริมให้คำยาวขึ้น เช่น เมื่อเด็กพูดว่านกให้พ่อแม่เสริมว่านกบิน นกร้อง ฯลฯ

หากพยายามอยู่ 2-3 เดือน แล้วไม่ดีขึ้นก็ควรส่งเด็ก กลับไปพบแพทย์ใหม่เพื่อตรวจซ้ำและวางแผนการรักษาต่อไป

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600