มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 322 ธันวาคม 2541]

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ "ฉลาด"ตั้งแต่อยู่ในท้อง

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักจะลืมนึกไปว่า การดูแลด้านพัฒนาการลูกน้อย ต้องเริ่มตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ เพราะคาดไม่ถึงว่าพัฒนาการด้านสมอง และประสาทสัมผัสต่างๆ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะส่งผลต่อความเฉลียวฉลาดของลูกในอนาคตด้วย แต่ละช่วงของอายุครรภ์ และเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะส่งผลต่อความเฉลียวฉลาดขอลูกในอนาคตด้วย แต่ละช่วงของอายุครรภ์ ทารกจะเติบโตและมีพัฒนาการของอวัยวะต่างๆ ไม่เหมือนกันทุกเดือน สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบก็คือ พัฒนาตามอายุครรภ์ดังนี้

เดือนที่ 1

เริ่มนับตั้งแต่มีการปฏิสนธิ หรือเมื่อสเปิร์ม ของคุณพ่อพบกับไข่ของคุณแม่ ช่วงนี้ทารกจะเริ่มพัฒนาส่วนหลัง และไขสันหลัง หัวใจเริ่มต้น และเริ่มต้นสร้างอวัยวะสำคัญทั้งหมด เป็นช่วงที่คุณแม่ต้องดูแลรักษาตนเองอย่างดีที่สุด ทั้งเรื่องอาหารการกิน ยา และหลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ ด้วย

เดือนที่ 2

ท่านจะเริ่มเห็นอวัยวะสำคัญๆ ทั้งหมด หัวใจจะมีรูปร่างสมบูรณ์ขึ้น เริ่มพัฒนาการในการสร้างกล้ามเนื้อต่าง ๆ มีการสร้างเซลล์ประสาท ก่อตัวสานกันเหมือนระบบสายไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างสมองกับไขสันหลัง ซึ่งจะควบคุมระบบประสาทต่าง ๆ ทั่วร่างกายต่อไป ช่วงนี้คุณแม่จะต้องเริ่มบำรุงในด้านอาหาร เพื่อให้ลูก ได้รับสารอาหารที่เพียงพอด้วย

เดือนที่ 3

เดือนนี้อวัยวะสำคัญ ๆ ทั้งหมด เช่น หัวใจ, ตับ, ไต, กระเพาะ, สมอง, แขน, ขา ฯลฯ ของทารก จะถูกสร้างเรียบร้อยแล้ว เริ่มมีการสร้างซี่โครงและกระดูก มีการใช้แคลเซียมมาสะสม ตามกระดูกอ่อน เพื่อสร้างเป็นกระดูกแข็ง เริ่มสร้างอวัยวะเพศ และมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มากระทบได้แล้ว คือ ถ้ามีแรงกระแทกที่ท้องของแม่ ลูกจะกระเถิบตัวหนีอยู่ภายในถุงน้ำคร่ำ และบางรายก็เริ่มดิ้นไป-มาได้ แต่คุณแม่มักจะไม่ค่อยรู้สึกว่าลูกดิ้น เนื่องจากขนาดตัวเล็กมาก

เดือนที่ 4

มีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น จึงต้องใช้แคลเซียมมากขึ้น ประสาทสัมผัสทางการได้ยินเริ่มพัฒนาขึ้นคือ ทารกจะเริ่มได้ยินเสียงของแม่และเสียงหัวใจของแม่เต้น อวัยวะเพศภายนอกเริ่มเห็นและแยกเพศได้ชัดเจนขึ้น ในเดือนนี้จะมีการพัฒนาเพิ่ม "จำนวนเซลล์" ของระบบประสาท บางรายเพิ่มขึ้นจนเท่ากับจำนวนเซลล์ของผู้ใหญ่ แต่เป็นเซลล์อ่อน และยังเล็กอยู่ พร้อมกับมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานของทั้งสองระบบสัมพันธ์กัน ตามมาด้วยการเคลื่อนไหว ของแขนและขาตามจังหวะของข้อพับและทารกจะกำมือได้

เดือนที่ 5

เป็นช่วงที่ทารกจะพัฒนาความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ น้ำหนักตัวจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สามารถรับรู้แรงกระแทกที่หน้าท้องของแม่ได้ และกระเถิบหนีได้ไวขึ้น ระบบประสาทจะควบคุมการทำงาน ของกล้ามเนื้อต่างๆ ได้ดีขึ้น ทารกจึงเริ่มต้น ยืดตัว พลิกตัวได้ ประสาทการรับรู้เริ่มพัฒนารับรู้รสขมและรสหวานได้ นอกจากนี้ ยังเริ่มมีฟันน้ำนมเกิดขึ้นในเหงือก คุณแม่ต้องรับประทาน อาหารที่มีแคลเซียม เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย ฯลฯ ให้มากๆ เช่นเดิม

เดือนที่ 6

ทารกจะแข็งแรงขึ้นมาก ลำตัวยาวขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มสมบูรณ์และได้สัดส่วน เซลล์สมองในด้านที่ทำหน้าที่จดจำ ต่าง ๆ เริ่มทำงาน ทารกจะจดจำเสียงของแม่ได้ในช่วงนี้ แม่จึงควรพูด กับลูกบ่อยๆ โดยคลำหน้าท้องไปพร้อมๆ กับพูดกับลูกทุกๆ วัน คุณพ่อก็ทำเช่นเดียวกับคุณแม่ได้ เพราะลูกสามารถจดจำ ทั้งเสียงของพ่อและแม่ได้

เดือนที่ 7

เดือนนี้เป็นเดือนที่มีการพัฒนาระบบประสาทอย่างรวดเร็ว สมองทารกจะโตขึ้นจนเต็มระบบประสาทอย่างรวดเร็ว สมองของทารกจะโตขึ้นเต็มกระโหลกศีรษะ มีรอยหยักบนเนื้อสมองมากขึ้น ซึ่งหมายถึงพื้นที่ในความจำจะมากขึ้น ในช่วงนี้จะเป็นการโต ของเซลล์สมองมากกว่าการเพิ่มจำนวนเซลล์ และพร้อมๆ กันนี้ วงจรของระบบประสาทจะเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ช่วงนี้ลูกจึงสามารถ สื่อความต้องการและความรู้สึกตอบโต้กับแม่ได้ด้วยการดิ้น เตะถีบ เมื่อลูกรู้สึกว่าภายนอกมีเสียงดัง เมื่อได้ยินเสียงดนตรี หรือเมื่อรู้สึกหิว ตอนที่คุณแม่ทานอาหารผิดเวลา หรือแม้แต่ตอนที่คุณแม่ทานอาหารหวานไป หรือเปรี้ยวจัดเกินไป ลูกจะรับรู้รสชาติ และดิ้นได้เมื่อไม่ถูกใจ

เดือนที่ 8

อวัยวะทุกส่วนเติบโตเต็มที่ ยกเว้นปอดที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ระบบประสาทในการมองเห็นยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่ทารกจะเริ่มรับรู้ต่อแสง โดยรูม่านตาจะเริ่มขยายหรือหรี่ได้ ทารกจึงรับรู้ความมืด ความสว่างได้ แม้จะอยู่ในถุงน้ำคร่ำก็ตาม

เดือนที่ 9

ทารกจะยิ่งตัวโตขึ้น มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เริ่มกลับตัวและเอาศีรษะลง อยู่ในท่าเตรียมพร้อมคลอด ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ยามที่ทารกตื่น จะลืมตาขึ้นตลอด ประสาทตาสมบูรณ์มากขึ้น เตรียมพร้อมจะลืมตา ออกมาดูโลกภายนอก นอกจากนี้ช่วงนี้ปอดจะสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น เพราะต้องออกมาหายใจเองแล้ว แต่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่ทำงาน ลูกจะอาศัยภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางรก นั่นคือ ถ้ามีภูมิต้านทาน จากแม่ผ่านทางรก นั่นคือ มีภูมิต้านทานต่อโรคหัด หัดเยอรมัน หวัด ลูกก็ได้รับภูมิคุ้มกันตามแม่ไปด้วย และสมองของทารกช่วงนี้ เป็นระยะที่มีการขยายตัวของเซลล์มากขึ้น สมองมีรอยหยักเพิ่มขึ้น เด็กจะมีความจำมากขึ้น

ท่านจะสังเกตได้ว่า "สมอง" ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของคำสั่งการและการเก็บข้อมูล ตลอดจน การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ของร่างกาย และยังเป็นศูนย์รวมความทรงจำ การคำนวณ การเรียนรู้ และประสาทสัมผัสด้านกลิ่น รส การเห็น การได้ยิน และเป็นตัวป้อนข้อมูลสั่งการทำงานของอวัยวะต่างๆ ใครๆ จึงอยากให้ลูกหลาน เป็นคนสมองดี

ดังนั้นการจะเลี้ยงลูกให้สมองดีเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่ง ลูกอายุ 2 ขวบ ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะจากการศึกษา พัฒนาการเติบโตของสมอง พบว่า เมื่อแรกคลอดน้ำหนักของสมองเป็น 25% ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 6 เดือน เพิ่มเป็น 50% และอายุ 1 ขวบเพิ่มขึ้นอีกเป็น 70% จนอายุ 2 ขวบ สมองจะมีน้ำหนัก 90% ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่

ซึ่งถ้าเด็กมีเซลล์สมองขนาดใหญ่ มีเส้นใยประสาทมาก จะทำให้ทารกมีสติปัญญาดี เป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนต่อจะมาอยู่ที่ การฝึกฝนและระยะเวลาที่เจริญเติบโตขึ้นไป ท่านคงเห็นแล้วว่า ช่วงพื้นฐานนี้สำคัญมาก และท่านสามารถช่วยพัฒนาสมองของลูก ได้อย่างมากเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์เลยทีเดียว และเมื่อคลอดออกมาแล้ว ท่านก็ยังคงต้องช่วยดูแลให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองต่อไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ถ้าพ้นช่วงนี้ไปแล้ว โอกาสที่จะเสริมสร้างสมองให้มีขนาดใหญ่ มีใยประสาทมากๆ เป็นไปได้ยาก เพราะเซลล์สมอง หลังอายุ 2 ขวบ จะเจริญเติบโตได้เล็กน้อยเท่านั้น

แล้วท่านจะส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของลูกในครรภ์ ได้อย่างไร คำตอบง่าย ๆ ก็คือ

  1. สร้างอารมณ์ที่มีความสุขและแจ่มใสตลอดการตั้งครรภ์ โดยทำจิตใจให้สบาย ไม่วิตกกังวล ไม่ต้องกลัวการคลอด หมั่นไปพบแพทย์ตามนัด และหาความรู้เกี่ยวกับการคลอด และการเลี้ยงลูกจากหนังสือ หรือการเข้าร่วมอบรมจากแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญ หางานอดิเรกที่ชอบทำ เช่น ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ดูรูปเด็กเล็กๆ ไปเที่ยว เป็นต้น

  2. ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลิน ช่วยกระตุ้นให้ทารกตื่นตัว และสารเอ็นดอร์ฟีน ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ และทารกมีความสุข ในยามที่คุณแม่เคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ ทำให้ทารกรู้สึกเหมือนอยู่ในเปลที่ไกวไปมา พึงระลึกเสมอว่า ท่านต้องออกกกำลังกายครั้งละเล็กละน้อยแต่สม่ำเสมอทุกวัน เช่น กายบริหาร เดินเล่น แต่ห้ามออกกำลังกายในท่าทางที่เกร็งกล้ามเนื้อท้อง

  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะทำให้คุณแม่และทารกมีสุข ภาพแข็งแรง แต่ในช่วงใกล้คลอด คุณแม่จะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะลูกตัวโตขึ้นจนรู้สึกอึดอัด ให้คุณแม่นอนตะแคง งอขาข้างหนึ่งและเหยียดออกข้างหนึ่งจนหลับสบายขึ้น

  4. หมั่นลูบหน้าท้องและคุยกับลูก เชื่อกันว่า การลูบหน้าท้องเป็น การสัมผัสกับลูกในครรภ์ และช่วยกระตุ้นให้เซลล์สมองที่รับความรู้สึก มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเส้นใยประสาทเพิ่มมากขึ้น มีประสิทธิภาพ และไวต่อการรับรู้ วิธีการลูบก็คือ วนมือเป็นวงกลมรอบๆ สะดือและลูบไปตาม ส่วนต่างๆ ของลูกตัวเบาๆ ช้าๆ ทำทุกๆ วัน พร้อมกับคุยกับลูกด้วย เพราะการคุยจะช่วยให้ประสาทส่วนการได้ยินพัฒนาขึ้น พบว่า ทารกจะชอบฟังเสียงของแม่มากที่สุด แม่จึงควรใช้เสียงที่นุ่มนวล พูดซ้ำๆ ประโยคเดิม ลูกจะชิน หรือใช้เพลงกล่อมลูกก็ได้ เลือกคุย เมื่อลูกของท่านตื่น คือ มีการดิ้นอยู่ในท้องแสดงถึงการตื่นและรับรู้ เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ หลังอาหารเย็น วันละ 10-15 นาที

  5. รับประทาน "โปรตีน" ให้เพียงพอ เพราะสารอาหารโปรตีนมีความสำคัญในการเสริมสร้างเซลล์สมอง ทั้งด้านขนาดและคุณภาพของสมอง คุณแม่จึงควรดื่มนมทุกวันละ 1 ลิตร ไข่ไก่วันละ 1-2 ฟอง รับประทานปลาให้มากๆ และทานอาหาร ที่มีวิตามินเยอะ ๆ เพราะวิตามินช่วยเสริมสร้างระบบประสาท ทำให้การทำงานของเซลล์สมองมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย วิตามินที่ว่านี้คือ วิตามิน บี 1 บี 6 และ บี 12 ที่มีมากในผักและผลไม้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีก ที่มีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก เช่น กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน นั่นคือ ปัจจัยภายนอกมีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อได้รับการกระตุ้นจากภายใน แต่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ เริ่มเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะตอนอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600