มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 311 มกราคม 2541]

สอนลูก

ให้สะอาดและมีมรรยาท

รศ.สุพัตรา สุภาพ


ลูกเล็ก ๆ โดยเฉพาะประมาณ 2 ขวบ จะทำอะไรไม่ค่อยถูกสุขอนามัย เลยป่วยไข้ได้ง่าย ที่เป็นแบบนั้น เพราะยังเล็กไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด

แปรงสีฟัน

ผู้ใหญ่ทำแบบไหน แกจะทำแบบนั้นโดยไม่รู้สึกผิด (แม้จะผิด) ผู้เขียนจำได้สมัยเด็ก ๆ เพื่อน ๆ ไม่มีใครแปรงฟันกันเท่าไร แม้แต่ผู้เขียน เพราะไม่มีผู้ใหญ่มาสอนว่า การไม่แปรงฟัน ฟันจะเสีย ฟันผุ เหงือกบวม ฟันโยก

บางคนสีฟันไปกินยาสีฟันไป เนื่องจากบ้วนไม่เป็น ซึ่งในยาสีฟันมีฟลูออไรด์ (Fluroide) อาจทำให้ฟันเป็นจุดหรือเป็นคราบ ถ้ายาสีฟันหลงเหลืออยู่ แถมยาสีฟันบางอย่างมีรสหวาน ๆ เด็กเลยกินกันเป็นของว่างโดยไม่รู้ว่าไม่ใช่ของกิน

"การบ้วน" จึงเป็นเรื่องต้องสอนกันแต่เด็ก เช่น บ้วนลงกระโถน อย่าให้บ้วนลงโถส้วม เพราะสูงและลึก เด็กอาจหัวทิ่มลงไปเอาง่าย ๆ โดยเฉพาะเด็ก 2 ขวบ ส่วนอ่างน้ำก็สูงเกินไป อ่างล้างหน้ายิ่งสูงมาก ถ้าเทียบกับตัวเด็ก จนเด็กบ้วนปากไม่ได้ ทางที่ดีจึงควรสอนเด็กให้บ้วนในที่ที่พอจะบ้วนได้ เช่น อาจจะให้นั่งบนเก้าอี้เล็ก ๆ ของแก แล้วบ้วนลงพื้นที่บ้วนได้ ถ้าเด็กรักษาฟันดี แกจะเจริญเติบโตขึ้นมีสุขภาพที่ดี

สั่งขี้มูก

เรื่องเด็กขี้มูกเกรอะกรัง เพราะสั่งไม่เป็น แถมบางคนสูดเข้าไปกินให้คนคลื่นไส้โดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องแบบนี้จึงต้องฝึกต้องสอนกัน

แพทย์หญิง Laura Nathanson ผู้แต่ง "Kid Shapes" กล่าวว่า เด็กจะทำได้ดีหรือไม่อยู่ที่ผู้ใหญ่ ยิ่งเด็ก 2 ขวบ อย่าไปหวังอะไรแกมากนัก นอกจากทำให้แกอยากทำ เพราะถ้าเราแก่วิชาการ และพยายามอธิบายแกเสียยืดยาว แกจะงงมากขึ้น ควรจะใช้ภาษาง่าย ๆ ให้แกเข้าใจ เช่น อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ, อย่าสั่งใส่หน้าใคร ,อย่าเอาขี้มูกไปป้ายใคร ฯลฯ

แล้วพยายามทำให้แกดูว่า การสั่งน้ำมูกที่ถูกต้องต้องเอาผ้าหรือกระดาษมารองรับ เราทำให้เด็กดู เด็กจะได้มีแบบพอทำตามได้

ผู้เขียนจำได้ สมัยเด็กๆ แถวบ้านผู้เขียนสั่งน้ำมูกสไตล์เดียวกัน…รวมทั้งผู้เขียน คือ เอามือบีบจมูกข้างหนึ่ง แล้วก็สั่งออกไปแรงๆ น้ำมูกไหลเป็นทางยาวจากจมูกสู่พื้น ไม่มีใครรู้สึกว่าเสียมรรยาทแต่ประการใด ก็คนจีนแถวนั้น อาม้า อาก๋ง สั่งน้ำมูกแบบนั้นกันทั้งนั้น แล้วพวกเด็ก ๆ มีการแข่งขันกันอีกว่า ใครสั่งน้ำมูกได้ไกลกว่ากันคนนั้นกำลังภายในสูง

ดีนะ ไม่มีใครตั้งตัวเป็นจอมยุทธน้ำมูกแห่งท่าน้ำ (เราอยู่ท่าน้ำราชวงศ์) พอมาอยู่กับน้าซึ่งเป็นคนไทย เธอรังเกียจมาก ถ้ามีการสั่งน้ำมูกแบบนั้น เธอจะสั่งสอนอบรมผู้เขียนว่า ผู้ดีต้องสั่งน้ำมูกไม่ให้ใครเห็น ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามมีน้ำมูกติดจมูก ห้ามให้ใครเห็นน้ำมูกด้วย ห้ามทิ้งน้ำมูกลงบนพื้น ต้องเอากระดาษซับน้ำมูกไปทิ้งลงถังขยะ ข้อห้ามของน้ามีมากมาย จนผู้เขียนเครียด กลัวทำตามไม่ได้ แล้วน้าจะตีเอาง่าย ๆ

ถ้าน้ำมูกโดนมือน้าจะบอกว่า ต้องล้างมือทุกครั้ง เชื้อโรคจะได้ไม่ติดมือ น้าเป็นคนสะอาดมาก สะอาดเกือบเอาน้ำแข็งราดด้วยน้ำร้อนแล้ว

จาม ไอ

เรื่องจาม หรือไอ เป็นกับทุกคนโดยเฉพาะเด็ก 2-3 ขวบ จะจามและไอไม่น้อยถ้าเป็นหวัด น้าสอนเสมอว่า จะต้องเอามือปิดปาก ไม่ให้สิ่งที่จามออกมาไปโดนใคร ไม่ว่าน้ำลายหรือลมหายใจเหม็น ๆ ของเรารวมทั้งห้ามไอโดยไม่ปิดปาก

ด้วยเหตุนี้ น้ากลัวหลานจะจามหรือไอเผื่อแผ่ชาวบ้าน น้าเลยให้ผ้าเช็ดหน้าติดตัวไว้ จะไอจามเมื่อไร ต้องเอาผ้าออกมาปิดปากทันที โดยให้ก้มหน้าหรือหันหน้าไปทางที่ไม่มีผู้คน สิ่งที่น้าสอนเป็นสิ่งที่ดี เพราะเด็กดูแล้วทำตาม

เด็กคือผ้าขาว อยู่ที่เราแต่งแต้มสี หรือเป็นดินที่เราปั้นแกให้ได้รูปร่างตามที่เราต้องการได้

แพทย์หญิง ลอรา นาธันสัน เน้นว่า การสอนเด็กไม่ว่าจะให้ทำอะไร ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวแน่นอน โดยเฉพาะเด็กทารกและเด็กวัยนี้ ถ้าขัดใจจะร้องไห้ร้องลั่น แต่ข้อดีของวัยทารก คือ เป็นนักเลียนแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าผู้ใหญ่ทำดี แกจะทำตาม ถ้าผู้ใหญ่ทำไม่ดี แกก็จะทำตามเช่นกัน หรือผู้ใหญ่สอนให้มีอารมณ์ขัน แกจะสนุกที่จะทำตาม

ถ่ายอุจจาระ

เรื่องการถ่ายอุจจาระสำหรับทารก เป็นเรื่องที่ต้องสอนว่า ควรถ่ายตรงไหน ถ่ายอย่างไร ถ่ายแล้วทำอย่างไร เป็นการสอนให้แกเข้าใจว่า การถ่ายอุจจาระเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้ถ่ายเป็นที่เป็นทาง เช่น เด็กเล็ก ๆ ถ่ายใส่กระโถน โตหน่อยเข้าห้องน้ำ

ยิ่งเด็กที่ชอบผายลมดัง ๆ ปู๊ด ๆ ต่อหน้าธารกำนัล ยิ่งต้องสอนว่า ทำแบบนั้นจะเป็นอย่างไร อย่าลืมผู้ใหญ่บางคนชอบผายลมดัง ๆ และยิ่งเหม็นเท่าไร ยิ่งชอบดม

มีพิธีกรคนหนึ่งออกโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เล่าว่า เธอชอบผายลมเก็บไว้ในผ้าห่ม…ก็ไว้ดมไงคะ สามีของเธอสยองทุกครั้งที่เธอผายลมแน่ เพราะจะต้องเจอกลิ่นไม่สุนทร เป็นของชำรวยหลังแต่งงาน คงจะเคยชินการทำแบบนี้แต่เด็ก

การล้างมือล้างเท้า

เรื่องมือเท้าสกปรกเป็นของธรรมดาสำหรับเด็กทารก เนื่องจากวัยแค่นี้มีแต่เรื่องซุกซนสนุกสนาน โอกาสมือเท้าหน้าตาจะสกปรกเลอะเทอะไปบ้าง ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองสอนเด็กแต่เล็กว่า ความสะอาดคืออะไร แกจะทำจนติดเป็นนิสัย วิธีง่ายคือ อาจจะร้องเพลงให้แกทำตาม เช่น
ล้างมือ ล้างเท้าแล้วจะสบาย ล้างมือ ล้างเท้า มีแต่คนรักอยู่เรื่อย ฯลฯ

หรือไม่ก็เล่านิทาน เรื่องอะไรก็ได้แล้วลงท้าย ล้างมือล้างเท้า ถ้าไม่ล้างมือล้างเท้าจะเป็นอย่างไร เช่น มือสกปรก จับของสกปรก ท้องจะเสีย, เท้าสกปรกจะเหม็นไม่น่ารัก

แพทย์หญิงลอรากล่าวว่า อาจจะใช้เทคนิคแบบนักกีฬาที่มีโค้ช และมีลูกทีม เช่น อาจจะเป่านกหวีด แล้วทำเหมือนกำลังเช็ดมือตรงไหน ผ้าผืนไหนใช้เช็ดมือ
ถ้าล้างเท้า จะต้องเช็ดด้วยผ้าที่วางไว้และบอกด้วยว่าเป็นผืนไหน เด็กรับง่าย ถ้าเห็นแบบของผู้ใหญ่ หรือใช้แล้ว ถ้าต้องซัก ควรเอาผ้าไปใส่ในตะกร้าหรือถังใบไหน ถ้าเด็กทำได้ ควรชมเชย
เพราะเด็กทุกคนชอบคำชมเชย ยิ่งชมเชยมาก แกจะยิ่งอยากทำดีมากขึ้น เผลอ ๆ อาจกลายเป็นหนูน้อยสะอาดแห่งปีก็ได้

รศ.สุพัตรา สุภาพ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600