มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 311 มกราคม 2541]

ช่วยเด็กไม่ปกติ ให้อยู่อย่างปกติสุข

สุพัตรา สุภาพ


เห็นเด็กพิการด้านต่างๆ ไม่ว่าตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ ขาแขนพิการ เป็นต้น ใครมีลูกแบบนี้น่าเห็นใจจริงๆ ที่พ่อแม่ต้องทนทุกข์ทรมานใจ เพราะไม่รู้ว่าลูกของตัวเองจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าพ่อแม่ตายไป

เรื่องนี้มีการพูดทางโทรทัศน์ในรายการดังเกี่ยวกับเด็ก โดยมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก และนักกายภาพบำบัด มาช่วยพ่อแม่ที่ลูกมีปัญหา และผู้เชี่ยวชาญด้านนี้คือ Jean Tsukonis ซึ่งเน้นว่า
"พ่อแม่ลูกต้องร่วงแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่ต้องยอมรับว่า ลูกของเราไม่เหมือนคนอื่น เราต้องให้เวลาลูก และให้เวลาตัวเองฟื้นฟูใจและกาย คงไม่มีหนทางใดนอกจากเราจะต้องเข้มแข็งเพื่อลูกรักจะได้ดีขึ้นได้"
ถ้าเราท้อ ลูกเราคงไม่มีทางที่จะไปถึงฝั่ง

ครอบครัวที่ 1

ครอบครัวนี้มีลูกชายวัย 1 ขวบครึ่ง มือซ้ายกับเท้าซ้ายใช้การไม่ได้ แถมไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยรับรู้ หนูน้อยจึงใช้แต่มือขวา แถมไม่ยอมเดิน เอาแต่ถัดไปเรื่อยๆ พ่อแม่พาไปหาหมอเด็ก ซึ่งแนะว่าพยายามให้กำลังใจลูก ให้ใช้มือซ้ายเท่าที่จะเป็นไปได้
โดยหมอจับเด็กนั่งบนตัก แกเลยเอามือขวาจับจมูกหมอ หมอถามว่า แล้วจมูกของเด็กอยู่ที่ไหน เด็กไม่ตอบ แล้วลงจากตักหมอไปหาพ่อ ซึ่งนั่งห่างไปประมาณ 4 ก้าว
เด็กเดินเตาะแตะ (ด้วยขาที่มีเครื่องช่วย) ไปหาพ่อ แบบเกือบจะล้มตลอดเวลา พอถึงตัวพ่อ เด็กยิ้ม พ่ออุ้มขึ้นมากอดจูบ แล้วชมเชยว่า
"เก่งลูก เก่งมาก" เด็กยิ้มนัยน์ตาหยี
"ลูกแม่เก่งจริง ๆ " แม่เสริม เด็กเลยยิ้มมากขึ้น
หมอบอกว่านี้คือ กำลังใจ พอพ่อให้ลูกเดินอีก แกไม่ยอม และจะนั่งบนตักพ่อ พอพ่อเอาตัวแกยืนบนพื้น แกจะนั่งทันที แล้วเอาก้นถัดไปแทนเดิน พ่อขอให้แกเดิน แกไม่ยอมอีก หมอเตือนว่าอย่าเร่งเด็ก ให้แกทำเท่าที่แกพอใจ

พ่อแม่อยู่กับลูกทุกวัน น่าจะรู้จักลูกมากว่าใคร อีกวัน แม่ก็พาหนูน้อยคนนี้ไปคลินิก เพื่อทำกายภาพบำบัด ช่วงแรก ให้เด็กจับราวเดิน แกเดินได้ 2 ก้าวก็ลงไปนั่งเอาก้นถัดเหมือนเดิม
นักกายภาพเข้าใจดี ไม่ว่าอะไรแต่ให้กำลังใจ แม้แกจะคลาน หรือเอาก้นถัด แต่พอแกอารมณ์ดีๆ ก็ให้แกจับราวเดิน ซึ่งแกจะยิ้มแย้มแจ่มใสเดิน โดยมีพ่อหรือแม่เป็นกองเชียร์อยู่ข้างๆ
พอเด็กเดินได้บ้างก็ตบมือชมเชยกันเป็นระยะๆ หมอบอกว่า ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กจะพัฒนาในทางที่ช่วยตัวเองได้มากขึ้น แม่กับพ่อเสริมว่าลูกของเขา ตอนคลอดทำอะไรไม่ได้ เท่านี้ไม่ว่าจะพูด จะรับรู้ จะหยิบจะจับอะไร ลักษณะอาการเหมือนคนปัญญาอ่อนจนทุกข์ใจ
ตอนหลังพาไปหาหมอและยอมรับลูกผิดปกติ ต้องช่วยกันทั้งครอบครัว ตามที่หมอแนะนำ ชีวิตตอนนี่จึงดูมีแสงสว่าง แม้ลูกจะยังใช้มือซ้ายไม่ได้ แต่แกยกได้ ส่วนขาพอเดินได้บ้าง แม้จะไม่กี่ก้าวก็พอใจ

ครอบครัวที่ 2

แม่พาลูกสาว "เอมี่" วัย 4 ขวบ มาทำกายภาพบำบัด เพราะแกมือเท้าไม่มีแรง พอเอมี่มาถึง จะโกรธไม่ยอมทำ แม่เตือนว่ามาแล้วต้องทำ เอมี่ยืนยันว่า
"ไม่ทำและแม่ควรให้หนูอยู่คนเดียว แม่ไปได้แล้ว"
แม่เลยโกรธที่ถูกไล่ออกจากห้อง นักกายภาพบำบัด จึงเอาเอมี่ออกไปนั่งคุยและเล่นกันสักพัก แล้วจึงชวนแก มาหัดยกแขนขึ้นยกแขนลง โดยบอกว่ามาเล่นออกกำลังกายกัน
เอมี่ยอมทำตาม ระหว่างทำ นักกายภาพบำบัดเล่านิทาน และคุยกับเอมี่ให้แกรู้สึกเพลิอดเพลิน จนเอมี่ไม่รู้ว่า แกกำลังทำกายภาพบำบัดอยู่
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า แม่อย่าคิดว่าพาลูกมาที่คลินิก หรือสถานกายภาพบำบัดแล้วลูกต้องทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เสียเวลาและเงินทอง แม่ต้องเข้าใจว่าเด็กเล็ก ๆ กลัวเครื่องมือ กลัวความพิการ หรือผิดปกติของตัวเอง จนต้านในใจ แม้ใจอยากหาย แต่หายช้าเท่าไรก็หมดกำลังใจมากขึ้นเท่านั้น
การประคองจิตใจและให้แกพร้อมที่จะทำได้จะช่วยมากกว่าบังคับแก ต้องสร้างบรรยากาศให้แกทำด้วยใจ

ครอบครัวที่ 3

แม่ของคาเร็นเข้าใจลูกวัย 4 ขวบได้ดี เพราะแม่รู้ว่า ลูกไม่อยากไปทำกายภาพบำบัด เหมือนผู้ใหญ่หลายคนที่เป็นแบบนี้เช่นกัน แม่จึงบอกลูกว่า "ไปเล่น"
ประกอบกับคาเร็นโชคดี ได้นักกายภาพบำบัดผู้หญิงที่เข้าใจเด็กเล็กๆ ว่าต้องการอะไร คาเร็นชอบนักกายภาพบำบัดคนนี้ เพราะเธอทำตัวเหมือน เพื่อนเล่นมากกว่า เธอจะเล่นกับคาเร็น และคุยด้วย
แล้ววิธีการบำบัดของเธอออกมาในรูปร้องเพลง เพื่อช่วยให้คาเร็นเปล่งเสียงได้ เวลาร้องเพลงมีการตบมือเป็นระยะ และคาเร็นเต้นตามจังหวะ สิ่งที่ได้คือ คาเร็นได้ออกกำลังกายทุกส่วน

หลังจากอุ่นเครื่องกันสักพัก จนเป็นที่พอใจของคาเร็น ก็มาต่อด้วยการเอาลูกโป่งให้คาเร็นตบออกไป โดยให้แกหงายหน้า ตีลูกโป่งขึ้นไปบนเพดาน และให้ตีกลับขึ้นไปทุกครั้งเมื่อลูกโป่งตกลงมา คาเร็นหัวเราะชอบใจทุกครั้งที่ตบได้
แล้วตามด้วยห่วงยางที่คาเร็นผลักไป ห่วงยางจะกระเด้งกลับมา เป็นการให้แกผลักห่วงยางไปมาซึ่งทำให้มือ 2 ข้างประสานกันได้ดี และยังทำให้แกรู้จักทรงตัวและหลบหลีก หากยางจะกระแทกตัวแกได้ด้วย คาเร็นจะสนุกกับเกมแบบนี้มาก นี่คือ กลยุทธ์ของการใช้เทคนิคทำกายภาพบำบัด พอรายการหมุนวงล้อ นักกายภาพบำบัดบอกว่าเป็นการเล่นขับเรือ คาเร็นจะสนุกที่ได้แล่นเรือ แกจะเต้นและใช้มือหมุนวงล้อไปเรื่อยๆ
ในบางครั้งหากต้องแกว่งขา นักกายภาพบำบัดบอกว่านั่นคือ การเล่นกายกรรมโดยให้คาเร็นเป็นนักกีฬา
เด็กเล็ก ๆ ชอบเล่นบทบาทสมมติถ้าบทบาทนั้น แกพอใจและฝันใฝ่ Jean Tsukonis ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กและการทำกายภาพบำบัดให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ทั้งพ่อแม่และนักกายภาพบำบัด ต้องเข้าใจว่าทำไมมีปัญหา และเข้าใจเด็กแต่ละคนซึ่งจะมีความแปลกแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือ

อย่าเร่งเด็ก
อย่าประนาม
อย่าย้ำปมด้อย
อย่าเปรียบกับเด็กอื่น
อย่าโกรธถ้าเด็กทำไม่ได้
อย่าท้อใจ ถ้าไม่ได้ดังใจ

ขอแค่มี "ใจ" กับเด็กที่พิการและคิดว่า เราจะช่วยให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยความรัก ความเข้าใจและการเอาใจใส่ อย่าลืมเด็กเหล่านี้แกมีปมด้อย ปมด่างในใจว่า แกไม่เหมือนใคร ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงต้องใช้พลังเป็น 2 เท่า ถ้าจะช่วยให้แกดีขึ้นได้ และช่วยแกให้แกเป็นตัวของแกเอง ไม่ปั้นแกเหมือนคนอื่น ไม่ว่าจะพูดจาเดินเหินหรือการแต่งกายให้แกทำในสิ่งที่แกชอบ โดยไม่คิดว่าแกจะต้องสมบูรณ์แบบเหมือนใคร
ขอแค่ทำให้แกสมบูรณ์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็น่าจะพอใจ แกจะได้มีชีวิตอยู่ด้วยดีอย่างปกติสุขได้

สุพัตรา สุภาพ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600