มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือhey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 66 มกราคม 2542]

เตรียมลูกให้พร้อมก่อนไปโรงเรียน

เพ็ญประภา วัฒนรัตน์


เป็นครั้งแรกของน้องฟ้าที่ต้องไปโรงเรียนด้วยวัยเพียง 3 ขวบครึ่ง ของน้องฟ้า ทำให้หนูน้อยยืนร้องไห้คร่ำครวญกอดแม่ไว้แน่น ส่วนแม่ของน้องฟ้าเองรู้สึกกลัวที่จะต้องทิ้งลูกสาวไป แม่จึงหาทางปลอบลูกน้อยว่า
"แม่ไปซื้อขนมให้ลูกเดี๋ยวก็มาจ้ะ"
แต่น้องฟ้าก็ยังคงยืนน้ำตาคลอมองแม่ตาละห้อย จนผู้เป็นแม่ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน ถึงกับรำพึงกับตัวเองว่า
"เราควรจะรีบผละออกไปจากลูกตอนนี้เลย หรือว่าควรจะอยู่กับลูก ไปจนตลอดเช้านี้ดี แต่ตัวเราเองก็ต้องพลาดนัดสำคัญไป ?"

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะไม่สามารถเป็นไปได้ ถ้าคุณครูของน้องฟ้าไม่เกิดปิ๊งไอเดียดี ๆ ขึ้นมา
คุณครูได้ปลอบประโลมน้องฟ้าอย่างอ่อนโยน แล้วแนะนำให้น้องฟ้า ได้รู้กับเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ในไม่ช้าเด็กๆ ก็ได้ชวนกันเล่นและหัวเราะด้วยกันอย่างสนุกสนาน โดยมีแม่ของน้องฟ้านั่งดูลูกสาวตัวน้อยที่กำลังแบ่งขนมให้กับเพื่อนๆ อยู่อย่างเพลิดเพลิน และเมื่อแม่โบกมือลาที่ประตูในอีก 15 นาทีต่อมา น้องฟ้าก็ได้โบกมือตอบกลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นเด็กหญิงก็หันไป ทำการเล่นกับเพื่อนต่อทันที

โดยธรรมชาติแล้วเด็กเล็กจะรู้สึกว้าเหว่ เมื่อต้องพรากจากอกแม่ไปสู่อกคุณครู เพราะฉะนั้นการส่งลูกไปโรงเรียนนั้น เปรียบเหมือนกับส่งเข้าไปสู่สังคมแห่งใหม่ ไม่ใช่บ้านของตนเอง ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีความสุข การสนองตอบ ต่ออารมณ์เด็กของคุณครูน้องฟ้านี้ เป็นตัวอย่างที่ดีถึงแนวทางที่คุณพ่อ คุณแม่ ควรคำนึงถึงความรัก ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ ตลอดจน อาศัยวิธีการที่ยืดหยุ่น ก็จะสามารถช่วยให้เด็กน้อยปรับเปลี่ยนท่าทีได้ ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตเด็กในวัยนี้ จากนั้นจึงค่อยเริ่มให้ลูกเรียนรู้วิธีการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนจริง

เพราะที่นี้ไม่ใช่แค่โรงเรียน หากแต่มันเป็นโลกใบใหม่สำหรับเขา

เด็กเล็กหลายคนถูกคุณพ่อคุณแม่ ส่งเข้าโรงเรียนทันทีเมื่ออายุครบ 3 ขวบ เพื่อต้องการจะเร่งรัดให้ลูกได้เรียนรู้หนังสือตั้งแต่เล็ก ซึ่งถือว่า เป็นความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปเด็กเล็ก ยังไม่พร้อมที่จะมานั่งคร่ำเคร่งอ่าน เขียน เป็นหนอนหนังสือเท่าใดนัก หากแต่เขายังชอบที่จะวิ่งเล่น หรือซุกซนไปตามประสาเด็กทั่วไปมากกว่า

ดังนั้น เด็กบางคนจึงมีปฏิกิริยาต่อวิถีชีวิตของเขาที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางก้าวร้าว โกรธง่าย ฉุนเฉียว เมื่อเขาต้องการสิ่งใดก็ตาม ก็จะต้องเป็นเดี๋ยวนี้ นาทีนี้ ถ้าไม่ได้ตั้งใจก็ขว้างปาสิ่งของด้วยความเกรี้ยวกราด จนกลายมาเป็นอันธพาลประจำชั้นเรียนไป คุณพ่อ คุณแม่ควรหัดลูก ให้รู้จักการรอคอย โดยค่อยๆ แนะนำลูกทีละน้อยถึงกิจกรรมของลูกว่า มันจะค่อยๆ ท้าทายมากขึ้นตามลำดับ หรือลองเล่นเกมตัวต่อภาพจิ๊กซอว์กับลูก แบบง่ายๆ ดูซิว่าเมื่อต่อเสร็จแล้วจะเป็นภาพอะไร ซึ่งคุณกับลูก ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ

ด้วยเหตุที่สัญญาณของการตอบสนองของเด็ก มักจะแสดงออก ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครู จึงต้องมีความอดทนเป็นพิเศษกับเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเข้าเรียน ในโรงเรียนเป็นครั้งแรก ด้วยการสนใจต่อทุกอารมณ์ที่เด็กแสดงออกมา อย่างเข้าอกเข้าใจ กระบวนการปรับตัวที่เกิดขึ้น จะเป็นหนทางที่คุณและลูก จะต้องก้าวเดินไปด้วยกัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่ลูกต้องจากบ้านไปโรงเรียน เขาจะได้มีความรู้สึกยอมรับว่า โรงเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตน้อยๆ ของเขาเช่นกัน

สุขได้แม้ไม่ใช่บ้านเรา

เปิดโอกาสให้ลูกได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียน ด้วยการเล่าเรื่องที่ทำให้เขาคุ้นเคย หรืออ่านนิทานที่สมมติว่า ลูกเป็นตัวเอกที่ต้องเข้าไปผจยภัยในโรงเรียน แต่ในที่สุดลูกก็สามารถเอาชนะ ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้สำเร็จ นอกจากนี้ก็ควรจะฝึกลูกให้มีโอกาสได้ไปเล่น บ้านเพื่อนๆ บ้าง และไม่ลืมที่จะพาลูกไปดูโรงเรียนที่เขาต้องเรียนจริงๆว่า มันเป็นอย่างไร เหล่านี้จะทำให้ลูกเริ่มสนใจที่จะเรียนรู้โลกภายนอกมากขึ้น เขาจะได้ไม่รู้สึกแย่เกินไปกับวันแรกที่ต้องไปโรงเรียน

เด็กอายุ 3 ปีนั้น จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น เรื่องของทักษะการเคลื่อนไหว หรือความสามารถในการพูด ลูกของคุณอาจจะกำลังมีปัญหา ถ้าหากคุณเพิ่มทราบจากคุณครูของลูกว่า เขาไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่คุณครูสอนได้เหมือนอย่างเพื่อนๆ หรือลูกไม่พร้อมเอาเลยกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดให้เขาทำในชั่วโมงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการวาดเขียน การต่อรูปสี หรือการคำนวณเลขคณิต

ถ้าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกของคุณแล้วล่ะก็ คุณอาจจะต้องคุยกับคุณครูที่เกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัว เกี่ยวกับข้อมูลพิเศษบางอย่างของเด็กก เช่น เด็กบางคนนั้น จะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ และไม่ชอบเสียงที่ดังอึกทึก ไม่ชอบพบปะผู้คน หรือสิ่งแวดล้อมที่มีความชุลมุนวุ่นวายมากๆ ถามคุณครูถึงวิธีอื่นในการพัฒนาความสามารถเชิงคณิตศาสตร์ ที่ลูกของคุณสามารถสนุกกับกิจกรรมตรงนั้นได้

พูดคุยกับลูกถึงความรู้สึกของเขาเมื่ออยู่ที่โรงเรียน

เมื่อคุณอยู่ที่บ้านด้วยกันกับลูก ให้อิสระแก่เขาที่จะพูดคุยถึงเหตุการณ์ ประจำวันที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ เศร้าโศก หรือหวาดกลัว ซึ่งลูกของคุณจะแสดงความรู้สึกเหล่านี้ ออกมาอย่างตรงไปตรงมา คุณและลูกอาจจะช่วยกันคาดการณ์ล่วงหน้า เอาไว้ด้วยกันเลยก็ได้ว่า พรุ่งนี้ที่โรงเรียนจะเป็นอย่างไร ถามถึงความรู้สึกของเขาว่า จะทำอย่างไรถ้าเพื่อนในชั้นปฏิเสธที่จะคบเขา หรือถ้าเขาต้องทำอะไรก็ตามในสิ่งที่เขาไม่ต้องการจะทำ คุณควรให้ทางเลือกแก่เขา

เพราะเด็กในวัยก่อนเข้าเรียนนี้ชอบอิสระ ถ้าคุณสอนให้เขารู้จักเลือก และตัดสินใจในสิ่งที่คุณให้ทางเลือกแก่เขา จะทำให้เขาเป็นเด็ก ที่สามารถควบคุมตัวเองได้ เช่น เมื่อคุณไม่อาจจะพาลูกตัวน้อยของคุณ ไปงานเลี้ยงกับคุณได้ การให้ลูกได้มีโอกาสเลือกว่า เขาจะเอาของฝากตอนที่คุณกลับ หรือไว้พรุ่งนี้ค่อยพาเขาไปเที่ยวสวนสนุก แทนที่จะบังคับให้เขาเข้านอนเดี๋ยว

คุณสามารถที่จะใช้การเล่นเข้ามาเสริมความเพลิดเพลิน เมื่อเขาต้องการแสดงออกถึงความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับโรงเรียน เพราะเขาอาจจะมีความรู้สึกหวาดกลัว หรือสับสนกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่โรงเรียน ดังนั้นอาจจะใช้เกมที่สร้างจินตนาการในการเล่น เข้ามาช่วยให้เขาหยิบยกเรื่องราวขึ้นมาพูดได้ง่ายขึ้น ถ้าเขากำลังเล่นตุ๊กตา อยู่เพียงคนเดียว คุณก็อาจจะนำตุ๊กตาอีกตัวมาร่วมเล่นกับเขา ดูว่า เขาต้องการให้คุณเล่นบทไหน ถ้าเขาต้องการให้คุณเล่นด้วย คุณสามารถที่จะสวมบทบาทของเด็กขี้กลัว และปล่อยให้ลูกของคุณ ได้ลองเป็นคุณครู วิธีนี้จะทำให้ลูกเปิดเผยถึงอารมณ์ทั้งด้านบวก และด้านลบออกมา

พร้อมแล้วหรือยังที่จะให้ลูกเข้าโรงเรียน

การเริ่มต้นเข้าโรงเรียน ถือได้ว่าเป็นก้าวใหญ่ที่มีความสำคัญมากสำหรับลูกคุณ เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตน้อยๆ ของเขาที่จะต้องอยู่ตามลำพัง เขาจำเป็นต้องรู้จักกับผู้ใหญ่ที่เขาไม่รู้จักดี และเขาก็จะต้องมีส่วนร่วม ในกิจกรรมต่างๆ กับเด็กอื่นๆ ที่เขาไม่เคยพบมาก่อนด้วย คุณพ่อ คุณแม่ เองก็คงจะเกิดความสงสัยขึ้นเป็นแน่ว่า ลูกเราจะมีเพื่อนไหมหนอ หรือลูกจะทำอย่างไรในขณะที่ไม่มีแม่

คุณไม่ควรจะวิตกกังวลเกี่ยวกับลูกมานัก เพราะ ถ้าคุณปล่อยให้ลูกดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้มากเท่าใด ก็จะทำให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวของเขาเองมากขึ้นเท่านั้น แทนที่คุณจะคอยช่วยเหลือเขาอยู่ตลอดเวลา หัดช่วยเขาในสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ

หนทางที่ดีที่สุด จะช่วยให้ลูกเติบโตทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และปัญญา อย่างสมบูรณ์ นั้นก็คือ ในช่วงอาทิตย์แรกๆ ที่ลูกเข้าเรียน คุณอาจจะเข้าไปพูดคุยใกล้ชิดกับคุณครูเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน และกิจกรรมพิเศษที่ลูกจะต้องทำ ทั้งนี้ความเอาใจใส่ของคุณครู ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ลูกของคุณเกิดความมั่นใจ และรู้สึกปลอดภัยขึ้นได้ ในขณะที่เขาต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมใหม่ นอกเหนือจากพ่อแม่และบ้านของตัวเอง และเมื่อลูกของคุณมีความเชื่อมั่น ตลอดจนพร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งต่างๆ ที่เขาไม่คุ้นเคย ลูกของคุณก็จะมีความสุขได้ทุกครั้งเมื่อต้องไปโรงเรียน

เพ็ญประภา วัฒนรัตน์


ขอบคุณนิตยสารบันทึกคุณแม่ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600