มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[ ที่มา...หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ์ วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2543]


ตอบปัญหาโรคข้อเสื่อม


ปัจจุบันนี้ความรู้ทางด้านการแพทย์ให้มนุษย์มีอายุยืนยาวมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถจะหยุดยั้งความชราภาพหรือความเสื่อมของร่างกายได้ ความถดถอยในสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ เกิดขึ้นได้ทุกอวัยวะในร่างกาย บางอวัยวะเสื่อมช้า บางอวัยวะเสื่อมเร็ว แล้วแต่การใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล แล้วแต่โรคที่อาจสืบเนื่องมาทางพันธุกรรม หรือโรคที่เข้ามาเบียดเบียนร่างกายและอวัยวะหลังกำเนิด โรคข้อเสื่อมเป็นความเสื่อมอีกประการหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตถดถอยลงไปด้วย

สาเหตุของอาการเสื่อมสภาพของข้ออาจมีต้นกำเนิดได้หลายสาเหตุ เช่น ลักษณะถ่ายทอดกันมาทางพันธุกรรม เช่น บิดามารดาเป็นโรคข้อเสื่อม ลูกหลานก็มีโอกาสเป็นโรคข้อเสื่อมได้ มากกว่าคนอื่นๆ โรคข้อเสื่อมอาจมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระแทก การใช้งานของข้อนั้นๆ หนักเกินความสามารถของข้อจะทนได้ ผู้ป่วยบางรายน้ำหนักตัวมากเกินไป ข้อที่เกี่ยวข้องกับการรับน้ำหนักก็จะต้องทำงานหนักมาก ซึ่งถ้าดำเนินต่อเนื่องไปนานๆ จะทำให้การฉีกขาดของเนื้อเยื่อในข้อ เกิดมีการกระแทกกระทั้นของกระดูกอ่อนภายในข้อ อาจรุนแรงพอที่จะทำให้เกิดการแตกหักของผิวกระดูกอ่อน และผิวกระดูก จนไม่อาจซ่อมแซมตัวเองได้ จึงนำมาของการเสื่อมในข้อต่างๆ

ผู้ที่เริ่มมีอาการของโรคข้อเสื่อมมักจะมีปัญหา และมีคำถามมากมายสอบถามกันเอง หรือสอบถามแพทย์ผู้รักษาอยู่เสมอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยา และโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคข้อเสื่อมพบได้บ่อยแค่ไหน ?

โรคข้อเสื่อมเป็นโรคข้อที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคข้อทั้งหลาย พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ในคนแต่ละคนจะเริ่มมีอาการเมื่อใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะการใช้งานข้อ น้ำหนักตัว ฯลฯ พบว่าในคนที่มีอายุ มากกว่า 75 ปีขึ้นไป จะมีโรคข้อเสื่อมมากกว่าร้อยละ 80-90 แต่ไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน ก็ได้คือ มีข้อเสื่อมแต่ไม่มีอาการปวด ถ้าไม่ใช้งานข้อมาก เป็นต้น

ใครมีโอกาสเป็นโรคข้อเสื่อมบ้าง ?

ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคข้อเสื่อมคือผู้ชายและผู้หญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอ้วน หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ใช้งานข้อมาก หรือใช้ผิดลักษณะ เช่น นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งกับพื้น เดินขึ้นลงบันไดมากๆ จะทำให้ข้อเข่ามีโอกาสเสื่อมได้มากขึ้น บางครั้งอาจพบอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานหรือการกระทบกระเทือนข้อ เช่น ในผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุ บางรายมีกระดูกหัก ข้อเคลื่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อเสื่อมก่อนวัยได้ หรือในผู้ป่วยโรคข้อเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อที่มีการอักเสบมาก จะมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อทำให้เกิดข้อเสื่อมตามมา อย่างไรก็ตาม ส่วนมากแล้วเรามักจะพบโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้น ในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเสื่อมที่สำคัญมีอะไรบ้าง ?

ปัจจัยที่ทำให้ข้อเสื่อมีหลายประการ ที่สำคัญคือ

  • ความชรา โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ กระดูกอ่อนในผู้สูงอายุจะแตกต่างจากคนอายุน้อย ทำให้มีโอกาสเกิดโรคข้อเสื่อมได้ง่ายขึ้นถึงแม้จะไม่ใช่เป็นสาเหตุสำคัญ และโรคข้อเสื่อมก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

  • น้ำหนักตัว โรคนี้พบบ่อยในคนอ้วน ยิ่งน้ำหนักตัวมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นโรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อใหญ่ๆ ที่รับน้ำหนักตัว เช่น ข้อเข่า ข้อตะโพก ในการรักษาหรือป้องกันโรคข้อเสื่อม การลดน้ำหนักเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่ทำให้การรักษา หรือป้องกันกได้ผล

  • การใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง เวลาเราเดินขึ้นลงบันได น้ำหนักที่กดลงไปบนข้อเข่าในขณะก้าวขึ้นลงบันได จะประมาณเท่ากับ 3 เท่าของน้ำหนักตัว ดังนั้นยิ่งน้ำหนักตัวมากและต้องเดินขึ้นลงบันไดมากๆ ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากขึ้น นอกจากนั้นการนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ คุกเข่า เหล่านี้ก็ทำให้ข้อมีโอกาส เกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากขึ้น การใช้มือทำงานบ้านมาก ทำให้ข้อปลายนิ้วหรือข้ออื่นๆ ในมือมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมได้

  • การเปลี่ยนแปลงในกระดูกอ่อน ที่เกิดในโรคบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การติดเชื้อในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบในข้อ และทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อทำให้ข้อเสื่อมได้

ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมจะมีอาการอย่างไร ?

อาการของโรคข้อเสื่อม มักค่อยๆ เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มแรกมักจะมีอาการปวดเวลาเคลื่อนไหวข้อมากๆ เช่น เดินขึ้นลงบันไดมากๆ ต่อมาใช้งานข้อน้อยๆ ก็ปวด ต่อมาอาการอาจเป็นมากขึ้น จนเวลาพักข้อไม่ได้ทำงานอะไรก็ปวดได้ เป็นมากเข้าอาจมีอาการปวดมากขณะหลับด้วย จนบางรายต้องตื่นกลางดึกเพราะปวด บางครั้งการมีเสียงดังที่ข้อ กรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหวข้อ เช่น เวลาเดิน ก็เป็นอาการเริ่มแรกของข้อเสื่อม บางครั้งอาจมีอาการข้อขัดตึงหลังตื่นนอน หรือหลังจากพักอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ใช้ข้อนานๆ แต่จะเป็นอยู่ไม่กี่นาที

ข้อใดบ้างในร่างกายที่มีโอกาสเสื่อมได้ ?

ข้อที่มีโอกาสเกิดการเสื่อมได้บ่อย ได้แก่ ข้อที่รับน้ำหนักของร่างกายมากๆ เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อกระดูกสันหลัง จะมีโอกาสเกิดความเสื่อมได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ หรือต้องใช้งานข้อมากๆ แต่ข้ออื่นๆ เช่น ข้อบริเวณปลายนิ้วมือ ก็อาจจะเสื่อมได้ ซึ่งพบเป็นโรคทางกรรมพันธุ์อย่างหนึ่ง บริเวณข้อที่เป็นอาจพบก้อนนูนๆ ขึ้นมาเป็นตุ่มด้านหลังข้อทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของข้อเสื่อมที่ปลายนิ้วนี้ ข้อโคนนิ้วหัวแม่มือก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่พบความเสื่อมได้บ่อย

ทำไมข้อถึงเสื่อมได้ ?

ปกติในข้อต่อส่วนมากทั่วร่างกายจะมีส่วนที่เป็นกระดูกอ่อน คลุมผิวข้อไว้ กระดูกอ่อนนี้จะทำหน้าที่รองรับน้ำหนักที่กดลงมาที่ข้อ ทำหน้าที่คล้ายกันชนรถยนต์หรือยางรองขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวข้อมีความราบเรียบลื่นไหลได้เรียบ ในขณะที่มีการขยับใช้งานข้อ กระดูกอ่อนนี้ปกติจะมีสีขาวใส และเรียบ เมื่อเริ่มมีการเสื่อม กระดูกอ่อนนี้โดยเฉพาะ บริเวณที่เป็นจุดที่รับน้ำหนักมาก จะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง หรือสีน้ำตาลขุ่น ผิวจะเริ่มไม่เรียบและนิ่มขึ้น บางบริเวณจะแตกเป็นร่อง เป็นริ้ว หรือเป็นแผลขึ้น ถ้าเสื่อมมากขึ้นกระดูกอ่อนอาจหลุดล่อนออกมา จนเห็นตัวเนื้อกระดูกที่อยู่ใต้ลงไป ในขณะเดียวกันส่วนอื่นๆ ของข้อ เช่น กระดูกที่อยู่ใต้กระดูกอ่อนหรือเยื้อหุ้มข้อ อาจมีการเลี่ยนแปลงหนาตัวขึ้น อาจพบกระดูกงอกออกจากขอบของข้อได้

เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมแล้ว ควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ?

เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคข้อเสื่อม สิ่งที่ควรทำคือ

1. พักการใช้งานข้อ เช่น ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อม ก็ไม่ควรเดินมากหรือเดินขึ้นลงบันไดมาก เดินเท่าที่จำเป็น ไม่ควรนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งบนพื้น ควรนั่งบนเก้าอี้ ที่ข้อเข่าไม่พับงอเกิน 90 องศา
2. ลดน้ำหนักตัวและควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน ถ้าท่านมีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วนอยู่แล้ว ควรลดน้ำหนักอย่างยิ่ง ถ้าสามารถลดน้ำหนักได้สัก 1-2 กิโลกรัม ท่านจะรู้สึกว่า อาการปวดข้อลดน้อยลงมาก แต่ถ้าน้ำหนักตัวท่านไม่มาก หรือไม่อ้วนอยู่แล้ว ก็ต้องพยายามควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วนเช่นกัน
3. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงขึ้น เพื่อให้ช่วยรับน้ำหนักที่จะกระทำไปที่ข้อโดยตรงเช่น ที่บริเวณข้อเข่า การบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาเหนือเข่า ทำให้แข็งแรงขึ้นจะช่วยลดอาการปวดเวลาเดินลงได้ การบริหารไม่ควรออกแรงมาก และต้องไม่ทำให้รู้สึกปวด ควรเป็นการบริหารร่างกายชนิดเกร็งกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่ต้องเคลื่อนไหวข้อมากแต่จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
4. อย่าฝืนใช้ท่าทางหรือการบริหารออกกำลังกายที่อาจทำให้ปวด หรือข้อผิดรูปร่างไป
5. ไม่ควรยกของหนัก
6. ไม่ควรทำหรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ เช่น ยืนมาก เดินมาก จะทำให้ปวดข้อเพิ่มขึ้น
7. ถ้ามีอาการปวดเพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ควรจะรีบไปพบแพทย์

โรคข้อเสื่อมรักษาหายขาดได้หรือไม่ ?

ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเองให้หายขาดได้ เนื่องจากเมื่อเกิดความเสื่อมของข้อขึ้นแล้ว มีการสลายหรือเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นการยากที่จะทำให้กลับสู่สภาพเดิม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดมากจึงมาพบแพทย์ ความเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอ่อนผิวข้อมักจะเสื่อมไปมากแล้ว

การรักษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีจุดหมายคือ มุ่งลดอาการปวด หรือ อาการอักเสบถ้ามี ในขณะเดียวกันก็พยายามทำให้การเคลื่อนไหว ของข้อเป็นไปตามปกติ โดยป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปร่างของข้อ ทำให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันหรือทำการงานได้ตามปกติ

เนื่องจากผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมแต่ละรายมีอาการ และความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือก หรือปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายตามปัญหาที่ผู้ป่วยนั้นมี เช่น มีข้อขัดตึง มีข้อเคลื่อนไหวไม่ได้เต็มที่ หรือมีความพิการผิดรูปร่างของข้อเป็นต้น


ยารักษาโรคข้อเสื่อม

เนื่องจากมีความเข้าใจผิดอยู่เสมอจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า การมีข้ออักเสบในผู้สูงอายุ มักจะเกิดจากข้อเสื่อมตามวัย ทำให้บางโรคซึ่งต้องรับการรักษาด้วยยาบางชนิดให้ทันท่วงที ก่อนที่จะนำมาสู่ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังและรุนแรงได้แก่ โรคโพลีมัยอาลเจียรูมาติก้า โรคพาเจท โรคต่อมพาราไทรอยด์ ทำงานผิดปกติ โรคต่อมไทรอยด์ไม่ทำงาน โรคมะเร็งชนิดต่างๆ ของกระดูก โรคเกาต์เทียม โรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก โรคกระดูกตายจากการขาดเลือด โรคกระดูกนิ่ม ออสติโอมาลาเซีย โรคกระดูกงอกที่ร่วมกับโรคปอด โรคเครียดกังวล

ดังนั้นก่อนที่จะใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม จึงจำเป็นที่จะต้องแยกโรคให้ชัดเจนเสียก่อนว่า อาการปวดข้อเรื้อรังของท่านนั้นเป็นโรคข้อเสื่อมหรืออาจเป็นโรคอื่นๆ ดังกล่าวแล้วหรือไม่ เพราะการรักษาจะแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง

โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อม ของกระดูกอ่อนผิวข้อทำให้เกิดอาการปวด และบางครั้งเกิดการอักเสบร่วมด้วย ดังนั้นยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อมที่สำคัญคือ ยาแก้ปวด ซึ่งมีตั้งแต่ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ในรายที่ปวดน้อย จนถึงยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ในรายที่มีอาการปวดมากและอักเสบร่วมด้วย

แต่เนื่องจากอาการปวดเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ข้อ หรือมีการลงน้ำหนัก ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อ โดยเฉพาะการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เช่น การเดินขึ้น-ลงบันได การนั่งยองๆ จึงมีความสำคัญมากกว่ายาแก้ปวด ในผู้สูงอายุมีข้อเสื่อม การเดินช้าๆ ค่อยๆ ลุกจากที่นั่ง รู้จักขีดความสามารถของตัวเองว่าทำได้แค่ไหนให้เหมาะสม กับสภาพร่างกายที่เสื่อมลงจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยผู้ป่วยได้มาก ไม่ใช่ยังคงทำงานบ้าน ซักผ้า ถูกบ้าน แล้วเกิดอาการปวดข้อจากข้อเสื่อม เพราะใช้งานมากตามมา

การใช้ยาแก้ปวดมากเกินไปอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอลมากๆ อาจเกิดผลเสียต่อตับ การรับประทานยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีตกเลือด เลือดออกในกระเพาะอาหารจากแผลได้ หรือทำให้ไตเสื่อมได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุที่มีเยื่อบุกระเพาะอาหารบางและไตเสื่อมอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาได้โดยอาศัยการพักการใช้งานข้อ การประคบร้อน การหลีกเลี่ยงการใช้งานที่ไม่เหมาะสม การบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าปวดมาก ก็จำเป็นต้องใช้ยาแต่ควรใช้เมื่อปวดมากและใช้ในระยะเวลาอันสั้น พอหายปวดแก้หยุดยาแก้ปวด

การซื้อยารับประทานเองโดยเฉพาะยาหม้อ ยาไทย ยาลูกกลอน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะในยาเหล่านี้ มักมีการเจือปนด้วยยาสเตียรอยด์ ซึ่งพอผู้ป่วยได้รับเข้าไปแล้ว จะทำให้รู้สึกดี หายปวดในระยะเวลาอันสั้น แต่ผู้ป่วยมักจะติดยา และไม่สามารถเลิกได้ พอหยุดแล้วก็จะกลับมีอาการปวดอีก แต่หลังจากใช้ยาไปนานๆ ก็จะเกิดผลข้างเคียงมากมาย ตามมาจากยาสเตียรอยด์

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าเป็นการรักษา ที่แพทย์ให้ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการปวดหรืออักเสบมาก แต่ไม่ควรใช้บ่อยหรือใช้มากไปเพราะจะทำให้ข้อเสื่อมมากขึ้น นอกจากยาแก้ปวดแล้ว ยังมียาเสริมกระดูกอ่อนในข้อเข่า การฉีดสารวุ้นเข้าข้อเข่าเพื่อให้อาการปวดจากข้อเสื่อมลดลง ซึ่งยาเหล่านี้เป็นการรักษาเสริมที่อาจจะช่วยบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหรือความเสื่อมของข้อ ที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยแค่ไหนที่จะบอกว่ายาเหล่านี้จะช่วยได้เพียงใด

ดังนั้นยาจึงไม่ใช่ส่วนประกอบที่สำคัญของการรักษาโรคข้อเสื่อม แต่ส่วนที่สำคัญคือการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วย การรู้จักใช้งานข้อ การบริหารข้อ การลดน้ำหนัก

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600