มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 314 เมษายน 2541]

อย่าตกใจ!...

เมื่อลูกมีพัฒนาการช้ากว่าลูกคนอื่น

อารยา ทวิชศรี


"เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการด้านสติปัญญาและร่างกายแตกต่างกัน บางคนจะเรียนรู้ได้ช้าและเร็วในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความสนใจของเด็กแต่ละคน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่มีความสนใจที่จะฝึกฝนทักษะทางด้านสติปัญญา จะบ่งบอกว่า เป็นเด็กที่ไม่ฉลาดและเรียนไม่เก่ง แต่เด็กอาจมีความสนใจ ที่จะฝึกฝนทักษะด้านร่างกายมากกว่า"

น้องนุ่นวัย 2 ขวบ เป็นเด็กที่มีความสามารถท่องจำ ก-ฮ ได้แม่นยำ สะกดชื่อตนเองได้ นับเลข 1-39 ได้ และสามารถบอกชื่อสีได้ถูกต้อง ในขณะที่เพื่อนในวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่จะชอบวิ่งเล่นทั้งวัน ไม่สนใจที่จะเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คุณแม่น้องนุ่นสังเกตเห็นเด็กคนอื่นๆ วิ่งเล่นกระโดดและปีนป่ายตลอดเวลาไม่อยู่นิ่ง ในขณะเดียวกัน ที่น้องนุ่นยังเดินเตาะแตะล้าหลังเพื่อน คุณแม่น้องนุ่นบอกกับเพื่อนบ้าน ในวันหนึ่งว่า
"พี่กลุ้มใจจัง ทำไมน้องนุ่นถึงเดินได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ อายุก็ขวบครึ่งแล้ว แต่ยังเดินไม่คล่องแคล่วเลย ดูเด็กคนอื่นๆ อายุ 10 เดือนก็เริ่มเดินได้แล้ว"

คุณแม่น้องนุ่นรู้สึกกังวล จึงปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก เพื่อสอบถามถึงความบกพร่องของลูก แต่กลับได้รับคำตอบว่า
"น้องนุ่นมีพัฒนาการที่ปกติดีทุกอย่าง เหมือนเด็กทั่วไป เพียงแต่ว่าน้องนุ่นมีความสนใจในการจดจำและการเรียนรู้ ในเวลาที่เร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ จึงทำให้พัฒนาการด้านร่างกาย ในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ (แขน-ขา) และกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้วมือ) ยังไม่คล่องแคล่วเหมือนเด็กทั่วไป"

เด็กในช่วงวัย 2 ขวบ เริ่มจะมีทักษะทางด้านร่างกายเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าเด็กในวัยนี้ชอบวิ่ง กระโดด เดินขึ้นและเดินลงบันได ยืนด้วยขาข้างเดียว และถีบจักรยาน 3 ล้อได้ แต่เด็กในวัยเดียวกันอาจจะยังขาดทักษะความชำนาญดังกล่าว ในระยะเวลาที่ช้ากว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เด็กอายุ 3 ขวบ สามารถใส่เสื้อผ้า ได้ด้วยตนเอง เปรียบเทียบกับเด็กอีกคน สามารถใส่เสื้อผ้าได้เองเมื่ออายุ 2 ขวบ เด็กบางคนมีความสามารถขี่จักรยาน 3 ล้อ ได้เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง ตรงกันข้ามกับเด็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้เมื่ออายุครบ 3 ขวบ

ดังนั้นเด็กจะมีพัฒนาการด้านร่างกายในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ (แขน-ขา) และการใช้กล้ามเนื้อเล็ก (นิ้วมือ) ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันรวมถึง ความแตกต่างกันในด้านนิสัยใจคอ บุคลิกภาพและการเรียนรู้ ฯลฯ เด็กอายุ 2 ขวบอาจจะยังไม่ค่อยพูด แต่แสดงออกด้วยท่าทางการเล่นที่ซุกซน หรือไม่บางคนเรียนรู้การพูดได้เร็ว แต่การทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนต่างๆ ยังไม่คล่องแคล่วว่องไว อย่างไรก็ตาม คุณก็อย่านิ่งนอนใจ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กทันที ถ้าเห็นว่าลูก มีความผิดปกติกว่าเด็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะเด็กบางคน อาจมีปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบไปถึงพัฒนาการทางร่างกายของเด็ก ให้ช้าลงกว่าปกติ เช่น โรคต่อมไทรอยด์

เด็กส่วนใหญ่ จะเห็นความผิดปกติเกี่ยวกับพัฒนาการทางร่างกาย อย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับอายุของเด็กในช่วงวัยนั้น เช่น มักจะหกล้มบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ ช่วยเหลือตนเองในการขึ้น-ลงบันได ไม่ได้ หมุนลูกบิดประตูไม่เป็น ถอดรองเท้าเองไม่ได้ รูดซิปเองไม่ได้เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาในการช่วยเหลือตนเอง และจะต้องพึ่งพาให้ผู้ใหญ่ช่วยตลอดเวลาเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่จะสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติของลูก อย่างชัดเจน และปรึกษากับแพทย์ทันท่วงทีจะเป็นผลดีกับลูกแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณกังวลในเรื่องนี้มากเกินไปเนื่องจากผลที่แท้จริง ที่ซ่อนอยู่ในใจคุณเช่น คุณอาจจะเคยทานยาในช่วงตั้งครรภ์ หรือเคยดื่มเหล้าสูบบุหรี่มากในช่วงก่อนการตั้งครรภ์ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ ทำให้คุณมีความรู้สึกกลัวและเกรงว่าลูกจะผิดปกติ อย่างไรก็ตามที่คุณกังวล มากเกินไป จะทำให้ลูกมีผลกระทบทางด้านจิตใจและยิ่งทำให้คุณไม่มีความสุข

เด็กแต่ละคนมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันย่อมมีทักษะทางปัญญา และร่างกายไม่เหมือนกันดังนั้น คุณควรมุ่งสังเกตพัฒนาการที่ดีของลูก มากกว่าจะมุ่งสังเกต ถึงความถดถอยในพัฒนาการของลูกอย่างเดียว รู้ไหมว่าคุณมีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้ ด้วยการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่ดีรวมทั้งอุปกรณ์ของเล่น ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญาของลูก ให้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้น การให้โอกาสลูกได้ช่วยเหลือตนเอง ในวัยที่เด็ก ต้องการทำอะไรด้วยตนเอง จะทำให้ลูกเริ่มรู้จักทำอะไรเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาคุณพ่อคุณแม่ และเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจ ในตนเองด้วย การสอนลูกที่ถูกต้องไม่ควรบอกอย่างเดียว แต่ควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน และควรใช้คำพูดเชิญชวน ให้เกิดความสนใจที่จะลองทำ

ทักษะต่อไปนี้ คุณควรฝึกให้ลูกเรียนรู้ในวัยก่อนเข้าอนุบาล

ฝึกให้ใส่เสื้อผ้าเองได้เป็น

เริ่มจากการให้ใส่เสื้อยืดคอกลมและกางเกงยางยืด ที่เด็กสามารถถอดและใส่ได้ง่าย จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเสื้อที่มีซิปข้างหน้า หรือเสื้อที่ต้องติดกระดุม

ฝึกให้แปรงฟัน

แสดงวิธีการแปรงฟันให้ลูกดูก่อนเป็นตัวอย่างแล้วจึงให้ลูก แปรงฟันเอง โดยบีบยาสีฟันสำหรับเด็กให้แก สักเล็กน้อย โดยตลอดเวลาคุณควรอยู่ดูลูกจนกระทั่งแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย

ฝึกให้อาบน้ำ

ควรให้ลูกใช้ฟองน้ำฟอกกับสบู่ถูตัวไปทั่วๆ ยกเว้นบริเวณใบหน้า

ฝึกให้สระผม

ล้างผมลูกให้เปียกก่อนแล้วจึงเทแชมพูใส่บนฝ่ามือลูกทั้งสองข้าง แล้วจึงให้ลูกสระผมเอง ก่อนล้างออกให้ลูกใส่หมวกพลาสติกปีกกว้าง สำหรับกันไม่ให้น้ำแชมพูกระเด็นเข้าตา

การฝึกให้ล้างมือ

ถ้าอ่างล้างมือสูงเกินกว่าระดับความสูงของเด็กมาก ควรหาเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก สำหรับให้ยืน เพื่อจะได้เอื้อมมือไปยังก๊อกน้ำได้ถึง หรือไม่ก็กักน้ำในอ่างล้างมือ ไว้ระดับประมาณครึ่งอ่าง เพื่อจุ่มล้างมือในอ่างได้เลย เมื่อล้างเสร็จให้เช็ดมือกับผ้าที่สะอาดที่แขวนไว้ใกล้กับอ่างนั้น

การฝึกให้เทน้ำ

เลือกโถน้ำพลาสติกใส่น้ำลงไปประมาณครึ่งโถพอที่เด็กจะยกเทได้ไม่หก และเมื่อเห็นว่ามีความชำนาญมากขึ้นก็เปลี่ยนเป็นน้ำนมหรือน้ำผลไม้สลับไป

การฝึกให้จัดโต๊ะอาหารอย่างง่าย ๆ

เลือกภาชนะที่ไม่แตกเช่น อะลูมิเนียม หรือสแตนเลส จัดให้ดูเป็นตัวอย่างเพียง 1 ที่เท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว เด็กจะเกิดความสับสน หรือคุณอาจจะให้ลูกมีส่วนร่วม ในการช่วยจัดโต๊ะอาหารทุกครั้งก็ได้

อารยา ทวิชศรี


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600