มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 November 1999]

รู้จัก "โรคเอ๋อ" ดีพอหรือยัง
"มรดกกรรม" ที่หนูไม่ต้องการ

พงษ์พรรณ บุญเลิศ


เอ๋อ คือ โรคร้ายที่เด็กน้อยอนาคตของชาติกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน
สร้างความสูญเสียเศร้าโศกให้กับครอบครัวไปตลอดชีวิต...

ต้นเหตุแห่งโรคเอ๋อเกิดจากภาวะบก พร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันใครจะไปเชื่อว่า "เอ๋อ" กลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่ประเทศไทยกำลังประสบ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรภาคเหนือ ที่มีปัญหาสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากขาดสารไอโอดีนที่ป้องกันโรคเอ๋อ

จากสถิติพบว่าทารกคลอด 4,000 คน จะพบภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน 1 คนคาดว่าภายใน 1 ปี จะเกิดขึ้นประมาณ 250-400 คน หรือคิดง่ายๆ ถ้าเรามีเยาวชนรุ่นใหม่ 40 ล้านคน จะเป็นโรคเอ๋อไปแล้ว 4-6 แสนคน !!!

ที่สำคัญความผิดปกติเหล่านี้ไม่มีอาการแสดงให้เห็น จนกว่าเด็กทารกจะมีอายุ 1 เดือนขึ้นไป

การรักษาและการป้อง กันที่ดีที่สุดคือ "การเจาะเลือด" หรือ "คัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิด (Neonatal Screening)" โดยทันที ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีรักษาและป้องกันเบื้องต้น ทราบผลรวดเร็ว ราคาถูกและเป็นที่ยอมรับ

แพทย์หญิงวิไล ราตรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) กล่าวถึงว่า ขณะนี้มีความจำเป็นในการคัดกรองสุขภาพเด็กทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันการเกิดโรคเอ๋อ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ที่อยู่ภาคเหนือของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่ยังขาดสารไอโอดีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญช่วยทำให้ต่อมธัยรอยด์ในร่างกายทำงานปกติ

"ถ้าเมื่อไหร่ที่ร่างกายขาดสารไอโอดีน ซึ่งได้จากการรับประทานอาหารสดจากทะเลหรือเกลือไอโอดีน ที่กระทรวงสาธารณสุขผลิตขึ้นก็จะทำให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานผิดปกติ เกิดภาวะบกพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนหรือที่รู้จักดีในชื่อของโรคเอ๋อ ซึ่งจะมีอาการคล้ายกับปัญญาอ่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง โรคเอ๋อสามารถรักษาให้หายได้ หากผู้ป่วยได้รับการรักษา อย่างถูกวิธีและทันท่วงที"

สำหรับสาเหตุของการเป็นโรคเอ๋อที่เกิดกับเด็กทารกแรกเกิด มีความผิดปกติของต่อมฮอร์โมนและการขาดสารไอโอดีนของมารดา ในระยะตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะผิดปกตินี้เด็กทารกได้รับการรักษา ก่อนอายุ 3 เดือนเด็กจะมีสติปัญญาปกติ หากได้รับการรักษาช้ากว่านั้น ร้อยละ 80 ของเด็กจะปัญญาอ่อน มีความพิการทางระบบประสาท

วิธีการรักษาและป้องกันเบื้องต้นในขณะนี้คือ การเจาะเลือดเด็กแรกเกิดไปตรวจเพื่อหาความผิดปกติ ของต่อมธัยรอยด์ ซึ่งเรียกว่า "การคัดกรอง" โดยทำกันมาทั่วโลก มีระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี ส่วนประเทศทาง เอเชียเพิ่งเริ่มดำเนินการจัดทำเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ส่วนของประเทศไทยเริ่มทำการคัดกรอง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

การคัดกรองนี้เป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยเบื้องต้น เพราะสามารถทราบผลได้เร็วประหยัดค่าใช้จ่าย โดยในปีนี้ 4 กรมหลักกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ กรมการแพทย์ กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมสุขภาพจิต ได้ร่วมกัน จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติคัดกรองภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โม ในทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันปัญญาอ่อนขึ้น โดยมีเป้าหมายเร่งรณรงค์เชิญชวน ให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และสถานพยาบาลทั่วประเทศ ตื่นตัวในภาวะปัญหาดังกล่าว

โครงการนี้ตั้งเป้าลดจำนวนผู้ป่วยให้ได้ 50% เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และไม่ต้องการให้ลูกน้อย ต้องเสี่ยงกับภาวะบกพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน อันจะนำไปสู่การเป็นโรคเอ๋อ นั้น แพทย์หญิงวิไล แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์กับคุณหมอตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะแนะนำวิธีดูแลตัวเอง

"ที่สำคัญเมื่อคลอดแล้วคุณแม่ควรถามโรงพยาบาลที่คลอดว่า มีบริการการคัดกรองตรวจหาโรคเอ๋อหรือไม่ ถ้าไม่มี คุณแม่สามารถมาขอตรวจที่โรงพยาบาลเด็กได้ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากการเจาะเลือด ตรวจหาโรคนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจให้ฟรี ที่สำคัญทราบผลรวดเร็วและสามารถรักษาให้หายขาดได้ ในกรณีที่พบว่ามีภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนเกิดขึ้น แพทย์จะเริ่มรักษาด้วยยาแต่เนิ่นๆ เพื่อว่า เด็กจะได้มีระดับสติปัญญาปกติเหมือนเดิม"

สำหรับวิธีการรักษานั้น นายแพทย์สัญชัย เชื้อสีห์แก้ว รองผู้อำนวยการด้านบริการ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมธัยรอยด์ อธิบายถึงวิธีการรักษาโรคเอ๋อในระยะแรกว่า โรคเอ๋อเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีน หลังจากที่เด็กคลอดภายในระยะเวลา 2 อาทิตย์ ซึ่งป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการป้องกันภาวะปัญญาอ่อนในเด็กแรกเกิด สถานพยาบาลจะแนะนำให้ผู้ปกครองนำเด็กมาตรวจเจาะเลือด (คัดกรอง) ซึ่งจะเจาะเลือดที่ส้นเท้าเด็ก หยดลงในกระดาษซับ ทิ้งไว้ให้แห้งจากนั้นจะส่งผลเลือด ไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รอฟังผลประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะทราบผลการตรวจ

จากสถิติของโรงพยาบาลเด็กพบว่า ทารกที่ทำการรักษา ภาวะบกพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนก่อน 3 อาทิตย์หลังคลอด จะไม่พบอาการผิดปกติและเด็กจะมีพัฒนาการดี ส่วนทารกที่พบความผิดปกติหลังคลอด 3 อาทิตย์ จะเริ่มมีอาการให้เห็นโดยเฉพาะเวลาที่รักษาเด็ก อาจมีอาการชักเกร็งซึ่งแพทย์ พยาบาลจะควบคุมอาการชักเกร็ง ยากลำบากมาก เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ส่วนการติดตามอาการของทารกที่ป่วยนั้น แพทย์จะนัดมาตรวจเป็นระยะเพื่อปรับขนาดยา และติดตามอาการของโรค ทารกที่ได้รับการรักษา ภายในระยะเวลาที่กำหนด อาการที่เคยผิดปกติจะดีขึ้น และไม่ปรากฏให้เห็นอีก ซึ่งผู้ปกครองควรดูแลการเจริญเติบโต ของร่ายกายโดยเฉพาะน้ำหนัก ส่วนสูงและเส้นรอบศีรษะของเด็ก รวมไปถึงพัฒนาการของเด็กด้วย

นอกจากนี้ถ้าผู้ปกครองใช้สมุดคู่มือตรวจสุขภาพ เป็นคู่มือในการคัดกรองสุขภาพเด็กระยะหลังคลอดร่วมด้วย ก็จะช่วยให้แพทย์ทำงานได้สะดวกขึ้น

โรคเอ๋อถือเป็นบาปบริสุทธิ์ที่เด็กไม่สร้างขึ้นมา เป็นมรดกกรรมที่คนเป็นพ่อ คนเป็นแม่ทิ้งไว้ให้ และถ้าลูกพูดได้ตั้งแต่แรกเริ่มลืมตาดูโลก เราคงได้ยินเสียงว่า "พ่อจ๋า...แม่จ๋า...อย่าทำร้ายหนู".

อาการของ "เอ๋อ"

ธัยรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญต่อการทำงานของทุกระบบของร่างกาย ดังนั้นถ้าร่างกายขาดฮอร์โมนประเภทนี้จะมีความผิดปกติในส่วนต่างๆ ดังนี้
  • ทางด้านการเจริญเติบโต - เด็กจะเติบโตช้า ดั้งจมูกแบน ขาสั้นมากกว่าอายุจริง
  • ทางด้านระบบประสาท - เด็กจะมีอาการซึม เชื่องช้า
  • กล้ามเนื้อ - เด็กจะมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลิ้นโต ท้องผูก สะดือจุ่น
  • ระบบหายใจ - เด็กจะเสียงแหบเป็นหวัดบ่อยๆ
  • หัวใจและหลอดเลือด - เด็กจะตัวเย็นผิวเป็นวงลาย ตัวเขียว หัวใจอาจจะโต
  • ผิวหนัง - ผิวแห้ง ผมแห้งเปราะ ขนคิ้วบาง ฟันขึ้นช้า
  • ระบบเลือด - ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก, วิตามิน B12 ลดลง
  • ระบบต่อมไร้ท่อ - ในอนาคตส่งผลต่อความผิดปกติของประจำเดือน เช่น มีระดูมากกว่าปกติ

ส่วนอาการและการแสดงออกของโรคเอ๋อในช่วงอายุ 3 เดือน จะไม่ปรากฏอาการเด่นชัดจะมีอาการทั่วๆ ไปที่พอสังเกต อาการของโรคได้เบื้องต้นคือ ทารกจะท้องผูกบ่อย, ตัวเหลืองนาน, สะดือจุ่น, ผิวแห้ง, ร้องไห้งอแงและหลับบ่อยไม่สดใสร่าเริง ฯลฯ

ถ้ารักษาทันเด็กจะไม่มีอาการปัญญาอ่อนหรือประสาทสมองพิการ แต่ถ้า 3 เดือนผ่านไป เด็กยังไม่ได้รับการรักษาอาการของโรคเอ๋อ จะชัดเจนขึ้น คือ เด็กจะมีเสียงแหบ, ลิ้นโต, หน้าบวม, ผมและขนคิ้วบาง, สะดือจุ่น, ผิวเย็นแห้ง, ตัวสั้น มีพัฒนาการช้า วิธีการตรวจหาความผิดปกติได้ดีที่สุดคือการนำทารกไปตรวจเลือด "คัดกรอง" ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องรอผลนาน ที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

พิชิตโรคเอ๋อด้วยสารไอโอดีน

คนไทยเป็นโรคคอพอกเพราะขาดสารไอโอดีน ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ เพราะเหตุผลเดียว คือไม่ได้รับการบริโภคอาหารที่มีสารไอโอดีนที่ร่างกายต้องการ อย่างเพียงพอ โรคธัยรอยด์หรือคอ พอกจึงเกิดขึ้น

การที่ร่างกายขาดธัยรอยด์ฮอร์โมนทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่ายกายแปรปรวน เสื่อมถอย โดยเฉพาะในทารกที่ขาดสารไอโอดีน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรือในระยะแรก (หลังคลอด) จะทำให้ระบบประสาท สติปัญญาพัฒนาช้าถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เป็น "โรคเอ๋อ" หรือ "โรคครีติน" วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ และที่สำคัญควรรับประทานอาหารที่มีสารไอโอดีนอยู่มาก โดยเฉพาะอาหารทะเล หากไม่สามารถรับประทานอาหารทะเลได้บ่อยครั้ง ควรหาซื้อเกลือเสริมไอโอดีนมารับประทานบ้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และทดแทนสารอาหารที่มีประโยชน์จากอาหารทะเล.


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600