มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 313 มีนาคม 2541]

เพื่อให้ลูกน้อย... ตื่นนอนขึ้นอย่างสดชื่น

อรทิพย์ เงารังษี


จะมีคำเตือนจากผู้เกี่ยวข้องของโรงพยาบาลเด็ก หรือโรงพยาบาลทำคลอดกับคุณแม่ที่เพิ่งจะคลอดใหม่ ๆ ว่า…
"อย่าปล่อยให้ลูกน้อยนอนหลับด้วยท่านอนคว่ำหน้า"

อาจจะมีคุณแม่หรือญาติพี่น้องหลายคนเกิดความสงสัยว่าทำไม และในขณะเดียวกันก็คงจะมีคุณแม่หลายๆ คนที่ยังไม่เคยได้ยิน เรื่องราวของเด็กอ่อนแรกเกิด ที่เกิดอาการลมหายใจหยุดนิ่งสนิท ในขณะที่นอนหลับ โดยไม่มีสาเหตุใดๆ ในการเสียชีวิตอย่างกะทันหันเช่นนี้ โดยทั้งที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทั้งสิ้น… อันตรายถึงชีวิตในลักษณะภัยมืด ที่ไม่สามารถมีคำอธิบายได้นี้ นอกจากมีข้อสังเกตที่เด่นชัดอย่างเดียวว่า
…เด็กอ่อนที่เสียชีวิตส่วนมากมักจะอยู่ในลักษณะสภาพ นอนคว่ำหน้าอยู่

สภาพการณ์อันตรายนี้มีชื่อเรียกขานกันว่า Sudden Infant Death Syndrome หรือที่มีชื่อเรียกย่อ ๆ ว่า "SIDS"

จะเป็นอาการหมดลมหายใจอย่างเฉียบพลัน โดยปราศจากสาเหตุของเด็กอ่อนในวัยระหว่าง 0-1 ขวบ และเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ มักจะเกิดขึ้นกับเด็ก ในประเทศมีความเจริญในขั้นพื้นฐานสูงๆ มากกว่า ประเทศที่มีการพัฒนาและเจริญปานกลาง คือ ประเทศต่างๆ ในเอเชีย หรือตามประเทศที่ใช้วิธีผูกหิ้วลูกอ่อนไว้กับตัวเอง มากกว่าที่จะปล่อยให้ลูกน้อยนอนคว่ำอยู่บนที่นอนเพียงคนเดียว

อันที่จริงแล้ว ท่านอนคว่ำหน้าของเด็กทารกระหว่างแรกเกิด จนกระทั่งถึงอายุ 1 ขวบปีแล้วนั้น เป็นท่านอนที่ได้รับความนิยมเป็นสากล มานานหลายสิบปีมาแล้ว ซึ่งแต่ก่อนนั้น เราก็ได้รับรู้แต่ในส่วนทางด้านดี ของการจับเด็กอ่อน (ทารกแรกเกิด) ให้นมในท่านี้ตั้งแต่แรก เนื่องจากท่านอนในสภาพนี้ จะทำให้เด็กอ่อนมีโอกาสใช้ความพยายาม ในการที่จะยกชันคอศีรษะให้สูงขึ้น และทำให้เกิดการพัฒนา เมื่อถึงขั้นตอนของการคืบหรือคลานได้อย่างง่ายดายและเร็วขึ้นกว่าธรรมดาอีกด้วย รวมทั้งทำให้มีรูปทรงของศีรษะทุยสวยอีกต่างหาก

ศาสตราจารย์ แกรฮาร์ด จอร์ค (Prof. Gerhard Jorch) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกุมารเวชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเมืองมึนสเตอร์ (Munster) รวมทั้งเป็นหัวหน้าทีมงานค้นคว้าหาสาเหตุการเสียชีวิต อย่างเฉียบพลันของเด็กทารก ในประเทศเยอรมันนี หลังจากที่สถิติ การเสียชีวิตของเด็กทารกในลักษณะนี้ของประเทศ ได้เพิ่มสูงขึ้น จนถึงนับพันกว่าคนต่อปี ทางรัฐบาลจึงได้จัดงบประมาณขึ้นจำนวนหนึ่ง ให้เป็นทุนในการศึกษาหาสาเหตุที่มา รวมทั้งวิธีการป้องกันเหตุร้ายเหล่านี้ด้วย

ศาสตร์จารย์จอร์คและทีมงาน ได้เริ่มลงมือศึกษาและค้นคว้า จดบันทึกประวัติของเด็กทารกที่เสียชีวิตลง ด้วยอาการเช่นนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ การใช้ชีวิตในระหว่างการตั้งครรภ์ และสภาพการเลี้ยงดูเด็กของแต่ละครอบครัว

สิ่งแรกที่ได้จากการสังเกตการณ์ก็คือ คุณแม่ของทุกครอบครัว มักจะนิยมจับลูกน้อยให้นอนคว่ำ เพราะท่านอนท่านี้เป็นท่าที่เด็ก จะรู้สึกสบายและผ่อนคลายสงบ และทำให้นอนหลับได้นานกว่าท่านอนอื่นๆ

ซึ่งข้อสังเกตการณ์อันนี้ก็มาตรงกันกับทีมงาน (ซึ่งวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับสาเหตุของโรคเดียวกัน) ของประเทศออสเตรเลีย (Australia) และประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) ว่า เด็กอ่อนที่มีอาการหยุดหายใจอย่างเฉียบพลันนี้ จะอยู่ในระหว่างการนอนหลับ ลักษณะคว่ำหน้าแทบทั้งสิ้น

ดร.ก๊อดฮาร์ด ฟอน เซ็ททริท (Dr.Gotthard von Czettritz) ผู้เชี่ยวชาญทางโรคเด็กอีกผู้หนึ่งซึ่งทำงานร่วมอยู่ในทีมงานนี้ด้วย กล่าวว่า

"จริงอยู่ การนอนคว่ำของเด็กทารก มิได้เป็นสาเหตุสำคัญอันเดียว ที่ทำให้เด็กทารกเสียชีวิต แต่มันเป็นส่วนที่นำมาซึ่งเหตุของการเสียชีวิต เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่า ในขณะที่เด็กทารกหลับสนิทนี้ จะมีสภาวะ ของการหยุดพักหายใจ หรือที่เรียกว่า การหายใจขาดช่วงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้นเมื่อใดที่ใบหน้าของทารกน้อย เกิดอยู่ในสภาพคว่ำติดอยู่กับที่นอนละก็ ย่อมจะทำให้มีโอกาสที่จะไดรับอากาศหายใจได้น้อยกว่าปกติ นั่นย่อมหมายถึง ระดับออกซิเจนในเม็ดเลือดก็จะลดน้อยลงด้วย และถ้าโดยบังเอิญว่าขณะนั้น เกิดมีอาการของโรคหวัดเข้ามาแทรกพอดีอีกด้วยแล้ว ก็ย่อมจะนำมาซึ่ง จุดอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ ทารกน้อยก็จะหายใจแผ่วลงๆ จนกระทั่งหยุดหายใจ ทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพของการหลับสนิทนั้นเอง"

ตามที่กล่าวมาดังตอนต้นแล้วนั้น มิได้หมายความว่า จะต้องจับลูกน้อยให้นอนหงายบนแต่เพียงอย่างเดียว

ศาสตราจารย์จอร์ค ได้แนะนำว่า ท่านอนที่ดีและถูกต้อง ของเด็กทารกไว้ว่า
"เพื่อให้กล้ามเนื้อและโครงสร้าง (กระดูก) ของร่างกาย ได้รับการพัฒนาอย่างดีและถูกต้อง เราควรจะจับเด็กทารก ให้ได้นอนทุกๆ ท่า ไม่ว่าจะเป็นการนอนหงาย ตะแคงซ้ายตะแคงขวา รวมทั้งแม้กระทั่งท่านอนคว่ำ (ยกเว้นตอนนอนหลับยาวเท่านั้นเช่น การนอนหลับตอนกลางคืน) นอกจากนั้น เรายังจะต้องคอยสังเกตการจับนอนตะแคงซ้ายหรือขวา ให้เปลี่ยนไปมาบอ่ยๆ และเท่าๆ กัน ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณแม่อุ้มลูกน้อยขึ้นมาเปลี่ยนผ่าอ้อม หรือป้อนนมก็ตาม ก็จะต้องคอยสังเกตดูว่าลูกนอนตะแคงอยู่ซีกด้านไหน เมื่อหลังป้อนนมเสร็จแล้วก็ควรจะจับตัวลูกให้นอนตะแคง ในด้านตรงข้ามต่อไป"

นอกจากนั้น ก็ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับเตียงนอน หรือที่นอนของลูกอีกด้วยว่า
ควรจะเป็นที่นอนที่ไม่อ่อนนุ่มจนเกินไป และไม่ควรจะมีหมอน หรือผ้าห่มให้เกะกะรุงรังจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกร้อนแล้ว ยังอาจจะเป็นเหตุกีดขวางทางหายใจของลูกอีกด้วย รวมทั้งต้องไม่มีการสูบบุหรี่ในห้องที่มีเด็กทารกนอนอย่างเด็ดขาด เพราะนิโคตินที่เขาได้รับจากอากาศหายใจ อาจจะทำให้เพิ่มโอกาส ที่ลูกจะเจอสภาพของโรค SIDS ได้ง่ายอีกเช่นกัน

อรทิพย์ เงารังษี


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600