มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสาร fitness ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 ]

การทดสอบภูมิแพ้และฉีดวัคซีนภูมิแพ้

นพ.วัชรพล ภูนวล


ปัจจุบันนี้มีโรคฮิตติดอันดับต้นๆ ของคนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ หลายเมือง ก็คือ โรคภูมิแพ้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง แพ้พิษเศรษฐกิจตกต่ำนะครับ เพราะรู้สึกจะเป็นกันโดยถ้วนหน้า แม้กระทั่งผมซึ่งไม่เคยคาดคิดว่า ได้รับผลกระทบแบบนี้มาก่อน โรคแพ้พิษเศรษฐกิจนี้รักษาโดยวิธี

หยุด ปลง ปรับ

หยุด = หยุดกับระบบฟุ้งที่เคยทำมาอย่างเคยชินในอดีต
ปลง = ปลงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสภาพผลกระทบที่จะได้รับ
ปรับ = ปรับตัวใหม่ ทำตัวเองใหม่ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และเหตุการณ์ใหม่

แต่โรคภูมิแพ้ที่เป็นประเด็นทำให้เกิดอาการทางร่างกายหลายอย่าง และสร้างความรำคาญ เสียบุคคลิกของเราไปคือ อาการคันจมูก คันตา คันผิวหนัง จามตลอดเวลา น้ำมูกใสๆ ไหลเป็นน้ำประปาจากรูจมูก ไอเป็นชุดทั้งแบบมีเหตุผลและไม่มีเหตุผล

คุณสมศรี ศิวะบุรานนท์ แห่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่ปิดตัวมีอาการภูมิแพ้ดังกล่าว ไปพบหมอที่โรงพยาบาลเอกชนดัง ของกรุงเทพ คุณหมอบอกว่าเป็นโรคภูมิแพ้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และให้ยามารับประทาน

คุณสมศรี ถามคุณหมอว่า ดิฉันแพ้อะไรไม่ทราบ เพราะจับตัวการที่ทำให้แพ้ไม่ได้ คุณหมอจึงแนะนำคุณสมศรีให้ ทำการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อจะได้รู้ว่าแพ้อะไร และจะได้มีหนทาง ในการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้เหล่านั้นได้ด้วยตนเอง คุณสมศรี มีความสงสัยมากว่าการทดสอบภูมิแพ้นั้นเป็นอย่างไร ประกอบกับเพื่อนที่ทำงานก็เป็นโรคภูมิแพ้กันหลายคน และอยากที่จะทำการทดสอบภูมิแพ้เช่นเดียวกัน บังเอิญคุณสมศรี อยู่ข้างบ้านของผม และถามเรื่องการทดสอบภูมิแพ้กับผม

ผมเห็นว่ามีคนสงสัยเรื่องการทดสอบภูมิแพ้มาก จึงขออธิบายให้เข้าใจโดยทั่วไปผ่านคอลัมน์นี้เลยครับ

การทดสอบภูมิแพ้

เป็นการทดสอบผิวหนัง เป็นวิธีที่นิยมใช้กัน ในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ วิธีการก็คือ เอาสารที่คิดว่า ผู้ป่วยแพ้ฉีดบนผิวหนังแล้วดูว่ามีตุ่มนูนแดงขึ้นมาภายใน 15-20 นาที หรือไม่ก็มีตุ่มนูนขึ้นก็แสดงว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดนั้น

การฉีดวัคซีนภูมิแพ้

วิธีการคือ การเอาน้ำยาที่สกัดจากสารที่ผู้ป่วยแพ้มา ค่อยๆ ฉีดให้ผู้ป่วย โดยฉีดจำนวนน้อยๆ ก่อนในตอนแรก เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการแพ้ขึ้น ช่วงแรกฉีดสีสัปดาห์ละครั้ง ต่อมา เมื่อผู้ป่วยเริ่มชินกับสารที่แพ้นั้น จึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณยา มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็อาจเว้นระยะเวลฉีดให้ห่างออกเป็น ทุกๆ 2,3 หรือ 4 สัปดาห์ และถ้าผลการรักษาดี ก็คือ อาการจะลดลง ใช้ยากินหรือยาทาลดลง จนอาจหยุดยาได้
การรักษาใช้วิธีนี้ให้ผลดีโดยเฉลี่ย 75-85% โดยเฉพาะ โรคหอบหืดจากภูมิแพ้ รองลงมาคือ เยื่อบุจมูกอักเสบ แต่จะได้ผลน้อยในคนไข้ที่แพ้อาหารและลมพิษเรื้อรัง

การรักษาโดยวิธีนี้จะได้ผลชัดเจนจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ ดังนั้นถ้าจะตัดสินใจรักษาวิธีนี้ต้องมีความสม่ำเสมอในการรักษา

นพ.วัชรพล ภูนวล


ขอบคุณนิตยสาร fitness ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600