มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 323 มกราคม 2542]

โรคติดเชื้อ HIV ของเด็ก

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


" การติดเชื้อ HIV
จากมารดาสู่ทารกนั้น
พบว่าการติดเชื้อ
สามารถเกิดขึ้นได้
ตั้งแต่ระยะที่ทารก
อยู่ในครรภ์
ในระหว่างคลอด
และหลังคลอด
จากการกินนมมารดา
ในปัจจุบันเชื่อว่า
ช่วงเวลาใกล้คลอด
และในขณะคลอด
น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการติดเชื้อ
ของทารกจาก
มารดามากที่สุด "

สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อ HIV (เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์) ได้แพร่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและสาธารณสุขที่สำคัญยิ่ง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ในประเทศไทยพบการระบาดของโรคติดเชื้อ HIV ในกลุ่มผู้ติดยาเสพย์ติดตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 และ ในกลุ่มชายหญิงบริการทางเพศตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 ต่อมาการติดเชื้อได้แพร่กระจายไปในทุกอาชีพ พบการติดเชื้อในผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และกลุ่มประชากรทั่วไป รวมทั้งทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV

การศึกษาทางหมวดวิทยาของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดว่ามีผู้ติดเชื้อ HIV ในประเทศไทยมากกว่า 1 ล้านคน

โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเอดส์ที่มีอาการมากขึ้น เพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคและผู้ป่วยส่วนใหญ่มารับบริการที่สถานพยาบาลของรัฐ เนื่องจากการรักษาโรคเอดส์ต้องใช้เงินมาก และส่วนใหญ่ของผู้ป่วย เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน ทำงานรับจ้างทั่วไป เป็นผู้ใช้แรงงานในภาคเกษตร ปัญหาเอดส์จึงเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขและทางเศรษฐกิจของประเทศไท ที่ทุกคนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในการแก้ปัญหา

สำหรับในประเทศไทยภาวะและโรคติดเชื้อแทรกซ้อน ที่พบบ่อยในผู้ป่วยเอดส์ ได้แก่

1. เป็นเชื้อราในปาก ลักษณะที่พบบ่อยคือ เป็นฝ้าขาวคล้ายครีม อาการกลืนเจ็บ กลืนติด อาจเป็นการลุกลามของเชื้อรา ลงไปในหลอดอาหาร
2. เริ่มที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ
3. งูสวัด
4. เป็นตุ่มตามผิวหนังจากการติดเชื้อ หรือมักเป็นผื่นคันเป็นๆ หายๆ ขึ้นตามแขนขามากกว่าลำตัว
5. เป็นวัณโรค ผู้ป่วยเอดส์เป็นตัวทำให้วัณโรคที่ดื้อต่อการรักษา แพร่ระบาดได้มากขึ้น
6. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดหัวมาก คอแข็ง ชัก ฯลฯ
7. สมองอักเสบ
8. โรคติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อไทฟอยด์ ฯลฯ
9. โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ลักษณะทางคลินิก คือ อุจจาระร่วงเฉียบพลันหรือเรื้อรังจากการติดเชื้อ
10. ปอดอักเสบจากการติดเชื้อหรือเป็นฝีในปอด
11. ติดเชื้อที่ตาทำให้ตามัว ตาบอด

เนื่องจากเชื้อ HIV ทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อบกพร่อง จึงทำให้ผู้ป่วยมักจะพบแพทย์ด้วยอาการของโรคติดเชื้อต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น หรืออาจทำให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น Kaposi sarcoma หรือทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ น้ำหนักลดเบื้องต้น แนวทางในการรักษาจึงได้แก่การให้ยาต้านเชื้อ HIV การรักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อน การให้ยาป้องกันโรคติดเชื้อแทรกซ้อน และการรักษาแบบประคับประคอง

การให้ยาฆ่าเชื้อ HIV มีราคาแพงมาก แต่ถ้าไม่คำนึงถึงเศรษฐฐานะ การศึกษาปัจจุบันพบว่า ควรให้ยาต้าน HIV ในการกระตุ้นของโรค ผู้ติดเชื้อต้องมารับยาอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามคำแนะนำของการบริหารยา แม้ค่าใช้จ่ายในการใช้ยาจะสูงมาก แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ถ้ามีโรคติดเชื้ออื่นๆ ก็ต้องรักษาโรคติดเชื้อนั้นร่วมด้วย

นอกจากนั้นยังต้องให้ผู้ป่วยได้อาหารที่เพียงพอที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งในการที่ต้องได้รับยาหลายตัว ในแต่ละวัน ครอบครัวจะช่วยกันประคับประคองด้านจิตใจ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบสนองต่อการรักษา นั่นคือ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืดขยายเวลาการมีชีวิตให้นานที่สุด ระยะเวลาเฉลี่ย (Median survival time) นับจากการวินิจฉัย ว่าเป็นเอดส์เป็น 17.5 เดือน

สำหรับโรคเอดส์ในเด็ก ในปี พ.ศ.2531 มีการพบเอดส์ในเด็ก เป็นรายแรกจากการติดเชื้อจากมารดาที่มีเชื้อ HIV ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผู้ป่วยเอดส์ในเด็กมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด เป็นการติดเชื้อ HIV จากมารดาสู่ทารกเกือบทั้งสิ้น ส่วนการติดเชื้อ โดยการให้เลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดพบได้น้อยมาก เนื่องจากในปัจจุบัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและสภากาชาดไทยหรือสถานบริการสาธารณสุข ที่มีการรับบริจาคเลือดจะมีการตรวจกรองผู้บริจาคโลหิต โดยแบบสอบถาม และตรวจกรองโลหิตที่บริจาคโดยการตรวจหาเชื้อ ทำให้มีความปลอดภัยสูงมาก ในการถ่ายเลือด

ส่วนเด็กโตที่อาจได้รับเชื้อ HIV จากการล่วงเกินทางเพศนั้น ปัจจุบันอาจพบได้บ้าง และมีแนวโน้มมากขึ้นในเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้คงเป็นปัญหาสำคัญต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้
อัตราการติดเชื้อ HIV ของทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV จากทั่วโลกแตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ 13-52

สำหรับในประเทศไทย มีรายงานจากจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ที่มีการศึกษาติดตามทารกที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2532-2535 พบอัตราการติดเชื้อ HIV ในทารกตั้งแต่ร้อยละ 37-45 ทารกเหล่านี้ ส่วนใหญ่กินนมมารดา การศึกษาติดตามทารกที่เกิดจากมาราดาติดเชื้อ HIV ของ Bangkok Collaborative Perinatal HIV Transmission Study Group ในปี พ.ศ.2535-2537 พบอัตราการติดเชื้อ HIV ในทารกร้อยละ 24.2 โดยทารกเหล่านี้ไม่มีผู้ใดที่กินนมมารดาเลย จึงอาจกล่าวได้ว่า ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV และกินน้ำนมมารดาจะเพิ่มอัตรา การติดเชื้อ HIV ในทารกอีกประมาณร้อยละ 10-20

ช่วงเวลาของการติดเชื้อ HIV จากมารดาสู่ทารกนั้นพบว่า การติดเชื้อ HIV สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะที่ทารกอยู่ในครรภ์ ในระหว่างคลอดและหลังคลอดจากการกินนมมารดา ในปัจจุบันเชื่อว่า ช่วงเวลาใกล้คลอดและในขณะคลอดน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HIV ของทารกจากมารดามากที่สุด

สำหรับปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่มีผลต่อการติดเชื้อ HIV พบว่า ถ้ามารดามีเชื้อมากขณะตั้งครรภ์ จะมีอัตราการติดเชื้อสูงกว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม จะมีอัตราการติดเชื้อ HIV สูงกว่าทารกที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 2,500 กรัม

การใช้ยาเพื่อลดอัตราการติดเชื้อ HIV ในทารก จากการศึกษา ในต่างประเทศพบว่า การใช้ยา Zidovudine ในมารดาขณะตั้งครรภ์ จนถึงขณะคลอดและให้ยาดังกล่าวในทารกหลังคลอดนาน 6 สัปดาห์ (ACTG 076) จะสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 67 นั้น ในภาคปฏิบัติสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยยังทำได้ยาก และสิ้นเปลืองมาก ดังนั้นในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย เพื่อลดระยะเวลาในการให้ยา Zidovudine ให้สั้นลงเพื่อความเหมาะสม กับสภาพของประเทศไทย

ทารกแรกเกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่มักแข็งแรง เป็นปกติดี พบความพิการแต่กำเนิดน้อยมาก ลักษณะทางคลินิกของทารก ที่ติดเชื้อ HIV มักไม่แน่นอนและไม่จำเพาะ มักมีอาการแทรกซ้อน ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายระบบ อาการเหล่านี้อาจเป็นผลมาจาก การติดเชื้อ HIV เองหรือเป็นผลจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมีการติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ ได้

ปัจจุบันเชื่อว่าลักษณะทางคลินิกของเด็กติดเชื้อ HIV จากมารดาน่าจะมี 2 แบบคือ

1. แบบ Rapid Progressive กลุ่มนี้ มีอาการรวดเร็ว และรุนแรงบางราย อายุเพียง 2-3 เดือน ก็ปรากฏอาการเจ็บป่วย เช่น น้ำหนักตัวไม่ขึ้น มีเชื้อราในช่องปาก อุจจาระร่วงเรื้อรัง เป็นต้น เด็กมักเสียชีวิตภายใน 1-2 ปีแรกจากโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะปอดอักเสบ

2. แบบ Slow Progressive กลุ่มนี้มีการดำเนินโรค ค่อนข้างช้ามาก มีอาการค่อยเป็นค่อยไป มักตรวจพบเมื่ออายุหลายปี ทารกที่เจ็บป่วยมักมาด้วยเรื่องน้ำหนักตัวน้อย ตับม้ามโต ปอดอักเสบ เป็นต้น

สำหรับวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง ระยะเวลาหลังจากที่ติดเชื้อเอดส์ จนถึงเป็นโรคเอดส์จะแตกต่างกัน แล้วแต่ภูมิคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อ และตัวเชื้อ HIV เอง

สำหรับในประเทศไทยเชื้อค่อนข้างร้ายแรง ผู้ติดเชื้ออาจเป็นโรคเอดส์ได้ หลังติดเชื้อประมาณ 3-5 ปี ผู้หญิงที่ติดเชื้อจะมีอายุสั้นกว่าผู้ชาย หลังจากที่ติดเชื้ออาจตรวจเลือดพบว่า มีการติดเชื้อ (ตรวจหา Anti HIV) เมื่อ 1 เดือนหรืออาจช้ากว่านั้นคือ อาจตรวจพบเมื่อติดเชื้อแล้ว 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็ได้ ดังนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นไปเที่ยวหญิงบริการ ใช้เข็มฉีดยาเสพย์ติดร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ ควรได้รับการตรวจเลือดเป็นระยะๆ อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าติดเชื้อ HIV หรือไม่ ในระหว่างที่รอดูผลนี้ ก็ควรหาทางป้องกันไม่ให้ภรรยาหรือผู้อื่นติดเชื้อจากตน

ผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นแพทย์จะได้พบผู้ติดเชื้อเอดส์มากขึ้นทุกที ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ หรือเพื่อนไม่ใช่ภรรยาของตน บางรายเมื่อทราบว่าติดเชื้อเอดส์ จะไม่เชื่อ เช่นบอกว่า
"เป็นไปไม่ได้ ผมใช้ถุงยางทุกครั้ง"

แสดงว่าการใช้ถุงยางไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางที่ดีคือ ต้องรักเดียวใจเดียว อย่าสำส่อนทางเพศและตรวจเลือด ก่อนแต่งงานทุกครั้ง ถ้าจะให้ดีควรตรวจเลือด 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนนี้ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น

หมอได้พบหญิงที่ติดเชื้อเอดส์จากสามีหลายราย บางครั้ง ตรวจเลือดพบเมื่อกำลังตั้งครรภ์อยู่ บางรายกว่าจะรู้ว่าตนติดเชื้อเอดส์ ก็ต่อเมื่อคู่สมรสเสียชีวิต มีลุงคนหนึ่งภรรยาของตนเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ หมอจึงขอตรวจเลือดลุง ก็พบว่า ตนเองก็ติดเชื้อเหมือนกัน เขาเล่าให้หมอฟังว่า เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เจ้านายของเขาได้กำไร ค่ารับเหมาะงานประมาณ 4 หมื่นบาทจึงพาลูกน้องไปเลี้ยง เขาได้ดื่มเหล้าจนเมาแล้วไปเที่ยวโสเภณีต่อ สาเหตุที่ภรรยาเขาต้องเสียชีวิต เกิดจากความผิดพลาดครั้งนั้นเพราะปกติเขาไม่เที่ยว ขณะนี้ลุงคนเดียว รอวันตาย ลูกๆ ก็แยกย้ายไปหมด

โรคเอดส์เมื่อเข้าสู่ครอบครัวใด ครอบครัวนั้นจะได้รับความทุกข์ ทรมานอย่างแสนสาหัส จึงอยากเตือนทุกคนโดยเฉพาะพ่อบ้านทั้งหลาย อย่าเห็นแก่ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวโดยเอาชีวิตของตนและบุตรภรรยา มาแลก และอย่าคิดว่าตนเองได้ป้องกันตัวอย่างดีแล้ว คือ การใช้ถุงยางอนามัย เพราะจริงๆ แล้วถุงยางไม่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600