มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม 2543]


ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีย่อมเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ เรื่อยไปจนถึงการศึกษาของประชาชนในประเทศนั้นๆ ความเจริญก้าวหน้าเทคโนโลยีย่อมมีอยู่ในหลายๆ สาขาวิชา ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขนั้น
เราพูดกันว่าอยู่เสมอว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำ และประสบผลสำเร็จอย่างสูงประเทศหนึ่ง ในด้านของการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น
ปลูกถ่ายอวัยวะ
การพัฒนาในระดับกว้าง ในขณะเดียวกัน การพัฒนาในระดับสูงของการแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศก็มิได้หยุดนิ่ง ได้มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในด้านเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดทัดเทียมนานาประเทศ ทั้งในด้านความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ในทุกระดับ จนก่อให้เกิดการรักษาโรคยากๆ ได้อย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลเป็นที่น่าภาคภูมิใจและเป็นที่น่ามั่นใจว่า ประชาชนของประเทศที่เจ็บป่วยด้วยโรคยากๆ จะได้รับการดูแลรักษา ได้อย่างดีทัดเทียมกับประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าสูงสุดด้วย

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคภัยใหม่ของคนไทย ซึ่งก้าวออกมาเป็นแนวหน้าของสาเหตุการตายของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า คนไทยทั่วประเทศมีสถิติเสียชีวิต ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย เป็นอันดับหนึ่ง

ภาวะที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันทันทีมักจะเป็นในชาย อายุ 35 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่ มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นเบาหวานมีความเครียดเป็นประจำ หาเวลาสบายๆ ผ่อนคลายความเครียดไม่ได้ และขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สถาบันแรกที่นำกรรมวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ มาใช้รักษาผู้ป่วยเป็นผลสำเร็จเป็นแห่งแรก ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์หลังจากนั้นโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลราชวิถีก็ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันนี้การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ถูกนำกลับมาใช้ เป็นวิธีรักษาในระดับมาตราฐานแล้วทั่วโลก โดยยอมรับว่า การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจนี้ไม่ใช่การค้นคว้าและไม่เป็นการผ่าตัด เพื่อการทดสอบอีกต่อไป วิธีปฏิบัติในแง่ของการผ่าตัด การใช้ยาทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดก็จัดได้ว่ามีแนวปฏิบัติสายกลาง ขั้นมาตราฐานกำหนดได้อยู่แล้ว ขณะนี้ก็ยังมีผู้ป่วยโรคหัวใจเรื้อรัง รอรับการบริจาคหัวใจเพื่อนำมาปลูกถ่ายเปลี่ยนหัวใจอยู่เป็นจำนวนมาก

การผ่าตัดเปลี่ยนไต

เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยต่อชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังในระยะท้าย ให้ยืนยาวออกไปได้เป็นเวลาหลายปี ขณะนี้โรงพยาบาลใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทย์ใหญ่ๆ ในหลายจังหวัด สามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนไต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือขาดไตบริจาค

คุณสมบัติของผู้เหมาะสมที่รอรับการบริจาคไตอยู่คือ จะต้องเป็นผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังและไตทั้ง 2 ข้าง ไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว กำลังมีชีวิตอยู่ได้โดยการฟอกเลือด หรือการล้างไตอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1. อายุ ผู้ป่วยไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี เพราะผู้ที่อายุมาก หลอดเลือดมักจะแข็ง ทำให้การผ่าตัดไม่ได้ผลดี ฉะนั้นถ้าผู้สูงอายุต้องการรักษาด้วยวิธีนี้อาจต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

2. ไม่มีโรคของอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ, โรคปอด, โรคตับและโรคมะเร็ง เป็นต้น เพราะผู้ที่เป็นโรคอื่นร่วมด้วย จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และการใช้ยาสลบได้ นอกจากนั้นหลังการปลูกถ่ายไตสุขภาพอาจไม่ดีขึ้น เพราะมีโรคของอวัยวะอื่น ฉะนั้นผลการปลูกถ่ายไต ในผู้ที่เป็นโรคอื่นรวมทั้งโรคเบาหวาน จึงไม่ดีเหมือนผู้ที่เป็นแต่โรคไตเพียงอย่างเดียว

3. ไม่มีโรคติดเชื้อ เพราะหลังผ่าตักจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการต่อต้านเชื้อโรคของร่างกายลดลง

4. เป็นผู้มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง เพราะหลังผ่าตัด อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลายอย่าง จึงต้องมีจิตใจเข้มแข็ง สามารถต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ มีความสนใจ ที่จะรักษาสุขภาพให้ดี และสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะการรับประทานยาอย่างเคร่งครัด

การผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย ได้ก่อตั้งมาเป็นเวลานาน ขณะนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ ณ สำนักงานศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย ตึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระสังฆราชชั้น 7 กองบรรเทาทุกข์ สภากาชาดไทย โทร. 256-4039-40 นอกจากที่ศูนย์ดวงตาฯ ไปยังเหล่ากาชาดจังหวัด และได้จัดตั้งศูนย์ดวงตาภาคไปแล้ว 12 ภาคทั่วราชอาณาจักร

การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

จะได้ทำต่อเมื่อมีผู้บริจาคดวงตา และนำมาใช้เมื่อผู้บริจาคนั้น เสียชีวิตแล้ว ผู้รอรับบริจาคจะเป็นผู้ที่มีโรคของกระจกตาดำ เช่น กระจกตาขุ่น เป็นฝ้าขาว เป็นแผล หรือกระจกตาบวม เสียหายจากอุบัติเหตุ สารเคมี การติดเชื้อของกระจกตาดำ กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ ในรายอุบัติเหตุกระจกตา อาจมีแผลหรือทะลุ ซึ่งก็จะต้องได้กระจกตาบริจาค มาเปลี่ยนทดแทนโดยเร็วที่สุดเพื่อเก็บรักษาดวงตานั้น ไว้ใช้งานได้เป็นปกติต่อไป

การปลูกถ่ายตับ

เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยตับวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า หากให้การรักษาด้วยวิธีทั่วไป จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือมะเร็งตับ การปลูกถ่ายตับ จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีความพิการของตับมาแต่กำเนิด ตับใหม่ที่ได้รับการปลูกถ่ายสามารถทำหน้าที่ได้ดีในปีแรกของการผ่าตัด มีจำนวนถึงร้อยละ 75 และในเด็กจะมีจำนวนถึงร้อยละ 80

การปลูกถ่ายปอด

เป็นการเอาปอดใหม่ที่ดีกว่ามาใส่ให้กับผู้ป่วย ที่เป็นโรคปอดระยะสุดท้าย หรือโรคปอดระยะสุดท้าย ที่เกิดจากปัญหาหัวใจ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือมักมีชีวิตอยู่ ไม่เกิน 6-12 เดือน ผลของปอดที่นำมาเปลี่ยนภายใน 1 ปี จะทำงานได้ดีถึงร้อยละ 75

โดยสรุปการปลูกถ่ายอวัยวะคือ การผ่าตัดนำอวัยวะใหม่เปลี่ยนแทนอวัยวะเดิมที่เสื่อมสภาวะ จนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้และการผ่าตัดนั้น จะเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะสุดท้ายให้เขามีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวของเขาและสังคมอีกต่อไป การนำอวัยวะใหม่มาปลูกถ่ายนั้น เราจะได้จากผู้ที่มีเจตนารมณ์ ในการบริจาคอวัยวะ หรือได้จากญาติที่มีความประสงค์ จะบริจาคอวัยวะของบุคคลนั้น เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป อวัยวะใหม่นั้น ได้มาจากที่ไหน คำตอบก็คือ อวัยวะใหม่นั้น ได้มาจากผู้เสียชีวิต สมอง และได้อุทิศอวัยวะเป็นทาน ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางในการประสานงาน โดยการนำอวัยวะที่ได้รับบริจาคไปใช้ต่อชีวิตผู้ป่วยอย่างเป็นธรรม และเสมอภาคที่สุด อวัยวะที่สามารถนำไปปลูกถ่ายได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ ไต ตับอ่อน กระจก แก้วตา เส้นเลือด และไขกระดูก เป็นต้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่คือ ภาวะสมองตาย


------ สมองตาย ------

ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจว่าการเสียชีวิตคือ การที่หัวใจหยุดเต้นหรือการหยุดหายใจ โดยหลักเกณฑ์ทั้ง 2 นี้เป็นที่เข้าใจและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินการเสียชีวิตของบุคคลใด บุคคลหนึ่งมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น มีการประดิษฐ์เครื่องช่วยหายใจ, ยากระตุ้นเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ ฯลฯ จึงทำให้ผู้ป่วยกลับมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป

ในทางการแพทย์การเสียชีวิตต้องใช้การวินิจฉัย จากหลักเกณฑ์ 3 ประการ

  • ระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) ตาย
  • ระบบหายใจหยุดทำงาน
  • ระบบไหลเวียนโลหิต (หัวใจ) ล้มเหลว โดยทั้ง 3 ส่วนทำงานกันเป็นลูกโซ่ เมื่อสมองตายไม่สั่งงานระบบการหายใจจะยุดทำงาน ร่างกายขาดออกซิเจน การไหลเวียนโลหิตล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด

โดยสรุปสมองตายก็คือ ภาวะที่สมองถูกทำลาย จนสูญเสียการทำงานโดยสิ้นเชิง และถาวร ไม่มีหนทางที่จะเยียวยารักษาได้ โดยสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่

  • การบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง
  • เลือดออกในช่องสมอง
  • เส้นเลือดแตกในเนื้อสมอง
  • เนื้องอกของสมอง

ผู้ที่จะวินิจฉัยภาวะสมองตายก็คือ คณะแพทย์ผู้รักษา

บุคคลที่จะแสดงความจำนงในการบริจาค ต้องยินยอมขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือญาติจะเป็นผู้ยินยอม มอบอวัยวะให้เมื่อผู้บริจาคอยู่ในสภาพสมองตาย เพื่อบริจาคอวัยวะให้เป็นทานกับสภากาชาดไทย เพื่อนำไปดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะให้กับผู้รอคอยทั้งหลาย ทั่วราชอาณาจักร

บุคคลที่ต้องการบริจาคอวัยวะมีคุณสมบัติ ตามข้อกำหนดในการบริจาคกล่าวคือ

  • ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี
  • เสียชีวิตจากภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ
  • ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง
  • ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับและไม่ติดสุรา
  • อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี
  • ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเรื่องการบริจาคอวัยวะได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย โทร. 1666 หรือ 256-4045-6

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600