มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
http://www.geocities.com/Tokyo/Harbor/2093/
จำสั้นๆ i.am/thaidoc



 ตรวจสุขภาพ ถึงเวลาต้องคิดกันใหม่


เมื่อพูดถึงการตรวจสุขภาพ เราๆ ท่านๆ มักคิดว่าไปเพื่อตรวจดูว่าเราเป็นโรคอะไรหรือเปล่า หรือไม่ก็ดูตามโฆษณาที่เขาแนะให้ตรวจสุขภาพตามรายการว่า หาโรคอะไรได้บ้าง พอตรวจไปตรวจมาจากที่เคยมีสุขภาพจิตดี ก็เลยกลายเป็นสุขภาพจิตเสีย เพราะพบว่า เป็นโรคนั้นโรคนี้ไม่เป็นอันกินอันนอน

จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2542 มีนักศึกษาสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย คณะพยาบาลศาสตร์ได้ ซึ่งทางทบวงมหาวิทยาลัย ได้กำหนดให้มีการตรวจเอกซเรย์ทรวงอกในการตรวจสุขภาพก่อน จึงจะเข้าศึกษาได้ แต่ผลการตรวจเอกซเรย์ร่างกายพบว่า มีจุดในปอด ต้องได้รับใบรับรองแพทย์มายืนยัน กับทบวงมหาวิทยาลัยว่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคจึงจะสามารถเข้าศึกษาได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ที่จะได้รับการส่องกล้องเข้าไปในหลอดลม เพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจยืนยันว่าไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่ผลการส่องกล้องก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่ใช่โรคมะเร็ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัด เพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจวินิจฉัยพยาธิวิทยา ซึ่งผลการตรวจวินิจฉัยครั้งสุดท้ายพบว่า เป็นก้อนเนื้อหลอดเลือด ซึ่งไม่ใช่เนื้อร้าย แสดงให้เห็นว่าผลการตรวจวินิจฉัยดังกล่าวได้ ผลซึ่งเป็น "ผลบวกลวง" (ไม่เป็น แต่เครื่องมือตรวจพบว่าเป็น) เสียคุณภาพชีวิต และที่สำคัญเสียโอกาสทางการศึกษา

ปัจจุบันมีการกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการตรวจสุขภาพก่อนเข้าปฏิบัติงาน แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องตรวจอะไรบ้าง แต่จะเลือกมาตรการอะไรในการตรวจสุขภาพ จะต้องพิจารณาถึงประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องของความแม่นยำ การทำให้เกิดการลดการเจ็บป่วย การทำให้มีชีวิตยืนยาว และการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต

ดังนั้นการเลือกมาตรการในการตรวจสุขภาพจึงต้องคำนึกถึงประสิทธิผลตามที่กำหนดไว้ มาตรการใดที่ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่า ทำให้เกิดประสิทธิผลดังกล่าว จึงไม่แนะนำให้ทำ

"การตรวจสุขภาพ" มาจากพื้นฐานอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตรวจ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือแพทย์หรือเจาะเลือดส่งห้องปฏิบัติการ รวมถึงการเอกซเรย์ปอด หัวใจ ซึ่งมีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายกันโดยทั่วไปๆ หรือไม่

"หมอชาวบ้าน" ฉบับนี้จึงขอพาท่านมาพูดคุยกับ พ.ท.นพ.สุรจิต สุนทรธรรม จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในการทำวิจัยเพื่อเสนอแนวทางในการตรวจสุขภาพ

  • คุณไปตรวจสุขภาพหรือตรวจโรค

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ ประชาชนขาดความเข้าใจระหว่างการตรวจสุขภาพกับการตรวจโรค เพราะที่เป็นอยู่ เรามักตรวจหาโรค (disease) ไม่ใช่การตรวจสุขภาพ (health)

แม้แต่หมอเองก็ขาดข้อมูลเนื่องจากยังไม่มีผู้ใดทำการศึกษาไว้ในประเทศไทย ดังนั้นมาตรการที่กำหนดก็จะกำหนดมาจากการปฏิบัติที่ทำสืบๆ ต่อกันมา และมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก และแพทย์ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน การกำหนดมาตรการตรวจสุขภาพที่ผ่านๆ มา มักอาศัยความรู้ในการวินิจฉัยโรคในสาขาที่แพทย์แต่ละคนถนัดเป็นพื้นฐาน โดยขาดการศึกษาทบทวน ถึงคุณค่าและประสิทธิผลอย่างเป็นระบบ เป็นผลให้บางโปรแกรมที่จัดทำขึ้นขาดการตรวจที่มีคุณค่า และในบางโปรแกรมเป็นการตรวจที่มีคุณค่าน้อยหรือมีผลเสียรวมอยู่ด้วย ดังนั้นในการตรวจสุขภาพ จึงมักเป็นการตรวจหาโรค ซึ่งมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การตรวจหาโรคคือ การตรวจสุขภาพ

เพราะฉะนั้น จึงต้องเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนทั่วไปและหมอ ให้เข้าใจว่า การตรวจสุขภาพไม่ใช่การตรวจหาโรค ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

"สุขภาพ" คือ ภาวะอันเป็นสุข ดังนั้น การตรวจสุขภาพจึงเป็นการตรวจหาภาวะอันเป็นสุข และตรวจหาอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีผลทำให้ภาวะอันเป็นสุขนั้นเสียไป ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการตรวจสุขภาพ คือ การตรวจพฤติกรรม เพราะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความเสี่ยง ลดความเจ็บป่วย และเพิ่มคุณภาพชีวิต ป้องกันไม่ให้เป็นโรค หรือถ้าเป็นแล้วยังไม่มีอาการ ก็ต้องอย่าปล่อยให้มีอาการ หรือถ้ามีอาการแล้วพยายามหาให้เจอโดยเร็วที่สุด การตรวจหาความเจ็บป่วยหรือโรคจึงเป็นเรื่องสุดท้ายในการตรวจสุขภาพ

  • หัวใจหลักของการตรวจสุขภาพ
เมื่อพูดถึงการตรวจสุขภาพประชาชนมักนึกถึง การเจาะเลือดตรวจไขมัน ตรวจน้ำตาลในเลือด เอกซเรย์ ตรวจอัลตราซาวนด์ ตรวจคลื่นหัวใจ และอื่นๆ อันที่จริง หัวใจหลักของการตรวจสุขภาพคือ การตรวจปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค เพื่อจะได้ป้องกันก่อนการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงอาจเป็นพฤติกรรม ซึ่งส่วนใหญ่สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงได้ โดยการพูดคุยระหว่างผู้มารับบริการกับแพทย์ผู้ให้บริการ เพื่อจะได้ทราบถึงประวัติและพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อหาความผิดปกติหรือความเสี่ยง

การพูดคุยทำให้ทราบประวัติของผู้มารับการตรวจ เพื่อหามาตรการในการปรับปัจจัยเสี่ยง เช่น มีญาติสายตรงที่เป็นโรคทางกรรมพันธุ์เป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด แพทย์ก็สามารถ ให้คำแนะนำในการประพฤติตัวตั้งแต่ยังไม่เป็นโรค หรือหากผู้มารับบริการมีพฤติกรรมไม่ถูกต้อง กินของสุกๆ ดิบๆ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย แพทย์ก็มีวิธีการให้คำแนะนำปรึกษา ให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคต่างๆ เพื่อให้มีสุขภาพดี มีชีวิตยืนยาว ลดการเป็นโรค และสร้างเสริมคุณภาพชีวิต

นี่คือหัวใจหลักของการตรวจสุขภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่การตรวจหาโรค

  • การตรวจหาโรคโดยไม่จำเป็นมีผลเสียมากกว่าผลดี
การตรวจหาโรคมีผลเสียเพราะถ้าการตรวจไม่พบโรคจะส่งผลให้พฤติกรรมประจำวัน ของผู้ถูกตรวจเหมือนเดิม เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค แทนที่จะลดความเสี่ยง

อย่างเช่น คนสูบบุหรี่ ถ้าไปตรวจปอดและพบว่า ไม่เป็นอะไรก็สูบบุหรี่ต่อไป ทำให้เกิดความประมาท แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ การหยุดสูบบุหรี่ ถ้าจะตรวจหาโรคก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าควรตรวจหรือไม่

ต้องเข้าใจด้วยว่า เครื่องมือการตรวจโรคไม่ใช่เครื่องมือที่มี ความแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นอาจได้ผลการตรวจลวง ผลตรวจที่ไม่ตรงความเป็นจริง ทำให้เจ็บตัว เสียคุณภาพชีวิต อย่างที่เกิดขึ้นกับผู้รับการตรวจบางกรณี

อย่างการเอกซเรย์ทรวงอกเป็นการตรวจที่ไม่มีความไวและความจำเพาะเพียงพอ ในการตรวจหาโรค ทั้งโรคมะเร็งปอดและวัณโรค ทำให้มีผลบวกลวงได้มาก จำเป็นต้องมีการทดสอบตามหลักการแพทย์ต่อไป ดังเช่นกรณีที่เป็นข่าว

ในปัจจุบันทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ จึงไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรอง โรคมะเร็งปอดด้วยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็นประจำ

ยังมีปัญหาอื่นตามมาอีก การตรวจยืนยันบางอย่างต้องสอดเครื่องมือเข้าไปในร่างกายหรือมีการผ่าตัด เช่น การตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ตับอ่อน ซึ่งก่อให้เกิดผลบวกลวงกว่าร้อยละ 90 แต่ต้องมีการตรวจยืนยันว่า ไม่ได้เป็นโรค ด้วยการผ่าตัดเข้าไปดู เพราะการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ก้อนมะเร็งต้องมีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร จึงจะมองเห็น มิฉะนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่า ไม่เป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ดังนั้นการลงทุนอะไรต้องให้คุ้มค่าและคุ้มกับคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการด้วย

  • ตรวจสุขภาพ ต้องก่อให้เกิดอรรถประโยชน์
การตรวจสุขภาพ ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตตนเองเป็นสำคัญ เช่น ผลการตรวจสุขภาพแล้วพบว่า เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากที่รักษาไม่ได้ หรือรักษาได้แต่สมรรถภาพทางเพศเสื่อม คุณภาพชีวิตหลังการตรวจย่อมแย่ลง และไม่มีหลักฐานใดที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น เพราะฉะนั้นต้องมีการศึกษามายืนยันว่า การตรวจสุขภาพแล้วพบโรคร้ายตั้งแต่ต้น ทำให้ชีวิตยืนยาวได้จริงอย่างที่คุณภาพตามที่ต้องการ เพราะบางครั้งผลการตรวจสุขภาพ อาจประสบปัญหาตัวเลขหลอก เช่น ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้อีก 5 ปี มีเพียงร้อยละ 10 แต่ต้องพิจารณาว่าจากระยะที่ 1 ไปสู่ระยะที่ 4 ใช้เวลานานเท่าใด ซึ่งอาจจะใช้เวลานานถึง 20 ปี แต่เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งอาจจะเสียชีวิตเร็วขึ้น เนื่องจากสุขภาพจิตเสีย

การตรวจสุขภาพต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่จะตามมาภายหลังการตรวจ เพราะชีวิตและสุขภาพไม่สามารถประเมินค่าเป็นเงินได้ แต่ก่อนการเสียเงิน เพื่อการตรวจสุขภาพ ต้องพิจารณาถึงอรรถประโยชน์ (Utility) โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตหลังการตรวจ

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณกำลังหิวข้าวมาก แล้วมีคนเอาอาหารมาให้คุณกิน คุณคงไม่สนใจว่า อาหารที่ได้มาราคาเท่าใด สมมติว่า ราคาจารละ 25 บาท คุณได้กินอาหารบรรเทาอาการหิวได้ เกิดความพึงพอใจ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สมมติว่าคิดคุณภาพชีวิตเป็น 100 หน่วย

ถ้าให้คุณกินอาหารจานที่ 2 ราคาก็เท่าเดิม แต่ความพึงพอใจและคุณภาพชีวิต ถ้าคิดเป็นหน่วยคงไม่เท่าเดิม ไม่เป็น 100 หน่วย เหมือนครั้งแรกใช่ไหม
ถ้าให้คุณกินจานที่ 3 จานที่ 4 จานที่ 5 ถึงแม้อาหารราคาเท่าเดิม คุณอาจรู้สึกโดนบังคับให้กินแล้วก็ได้ คุณภาพชีวิตอาจติดลบก็ได้ หรือสุขภาพอาจจะแย่ลงจากเดิมเกินไปแล้ว ถึงแม้ราคาอาหารเท่าจานแรก

ที่ยกตัวอย่างนี้ต้องการให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ตีค่าเพียงแค่เงิน คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่างหากที่สำคัญ

แนวทางการตรวจสุขภาพจึงไม่ได้ผูกกับเรื่องเสียเงินมาก เสียเงินน้อย นั่นไม่ใช่เป้าหมาย ต้องคำนึงถึงว่าบรรลุวัตถุประสงค์อย่างน้อย 3 อย่าง หรือไม่
1. ชีวิตยืนยาวขึ้น
2. ลดความเจ็บป่วย
3. คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ถ้าเราตรวจสุขภาพแล้วต้องนั่งทุกข์ทรมาน ไม่มีจิตใจประกอบอาชีพ ไม่เจอจะดีกว่าไหม ถ้าโรคที่เจอแล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ลดความเจ็บป่วยได้ หรือคุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น

  • จุดประสงค์ของการทำแนวทาง (Guide line) การตรวจสุขภาพ
จุดประสงค์ของการทำแนวทางการตรวจสุขภาพนั้น เป็นแนวทางหรือคล้ายแผนที่นำร่อง ของคนไทยเอง ไม่ได้ตามแบบต่างประเทศ และไม่ใช่กฎระเบียบข้อบังคับ เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือก ให้คนไทยทุกคนที่ไม่เคยตรวจสุขภาพ และที่ตรวจแล้วจะได้นำข้อมูลแนวทางเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ ไปใช้ให้เหมาะสมในแต่ละคน

ทำไมแนวทางการตรวจสุขภาพที่เสนอ จึงมีความแตกต่างกับความเชื่อหรือถือปฏิบัติอยู่

คณะทำงานพบว่า การตรวจบางอย่างไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นผลดีต่อผู้รับบริการ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งคุณภาพชีวิต เพราะตามปกติ โรคมีอยู่ 3 ประเภท
1. โรคที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย
2. โรคที่รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย
3. โรคที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็ตาย
โรคประเภทที่ 1 และ 2 นั้นมีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ สำหรับโรคประเภทที่ 3 มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น การตัดสินใจรักษาโรคด้วยวิธีการต่างๆ ผู้ใช้บริการต้องหาข้อมูล และเข้าใจในเรื่องโรค ไม่ใช่คิดเพียงแต่ค่าบริการ แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของตนเองเป็นสำคัญ

อย่างเช่น ผลการตรวจสุขภาพแล้วพบว่า เป็นมะเร็งบางชนิดที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ใด ที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกแล้ว จะทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ลดการเจ็บป่วยแทรกซ้อนหรือทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และอีกหลายมะเร็ง มีงานศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ตรวจสุขภาพแล้วเจอมะเร็ง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้รับบริการเลวลง เพราะเป็นโรคร้ายแรงที่ยังไม่มีวิธีรักษาที่ดีขึ้น การรักษาไม่ทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น

การให้คำแนะนำบริการของแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้ายเหล่านี้ เช่น งดสูบบุหรี่ เพื่อเลี่ยงมะเร็งปอด, มะเร็งปัสสาวะ งดดื่มสุราเพื่อเลี่ยงมะเร็งตับ, ไม่กินปลาหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก ก็เลี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีตับ ซึ่งคำแนะนำปรึกษาที่ได้รับจากแพทย์มีความสำคัญมาก ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม มากกว่าการคอยตรวจว่า เป็นโรคร้ายแรงที่แก้ไขไม่ได้

โรคมะเร็งบางอย่าง เมื่อตรวจพบในระยะแรกสามารถรักษาได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก เป็นมาตรการที่ "ควรทำ" กับหญิงทุกวัยที่เคยมีเพศสัมพันธ์ จะเห็นว่าคำแนะนำ จะเน้นความแม่นยำและคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ตรวจเพื่อเพียงหาโรคอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันจะพบว่า ประชาชนทั่วไปตรวจน้ำตาลในเลือดโดยไม่มีข้อบ่งชี้อะไรเลย ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อย่างใด นอกจากนั้นเมื่อตรวจไม่พบว่าน้ำตาลในเลือดสูง เป็นผลให้ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม หรืออาจส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้น อันที่จริงการซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน เช่น อ้วน ประวัติครอบครัวสายตรงเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง เมื่อมีปัจจัยเสี่ยง ก็ให้คำแนะนำปรึกษาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีความสำคัญมากกว่า และให้กินอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และออกกำลังกาย ถ้ามีหลักฐานเชื่อถือได้ โดยเฉพาะอายุเกิน 45 ปี จึงตรวจระดับน้ำตาลในเลือด แต่ก็ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ทุก 3 ปีหรือ 3 ปีครั้ง

ในการตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โรคนี้สามารถตรวจคัดกรองได้โดยซักประวัติ การเคยได้รับวัคซีน การเคยเป็นโรค และหากมีประวัติ ควรตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อ หากไม่พบก็ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

ข้างต้นเป็นการให้คำอธิบายย่อ เพื่อให้เข้าใจในเรื่องการตรวจสุขภาพ

การที่เราคิดจะทำอะไรสักอย่างเพื่อชีวิตและสุขภาพของเรา เราก็ต้องคำนึงถึงเป้าหมายหลักว่า เราต้องการอะไร พยายามศึกษาค้นคว้าให้ทราบโดยถ่องแท้ว่า การกระทำดังกล่าว จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการหรือไม่ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องนำมาพิจารณาโดยแยบคาย อย่าเพิ่งด่วนปลงใจเชื่อหรือไม่เชื่อทันที ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้วางไว้ในกาลามสูตร คือ อย่าปลงใจเชื่อโดยการฟัง (เรียน) ตามกันมา, โดยการถือสืบๆ กันมา, โดยการเล่าลือ, โดยการอ้างตำรา, โดยตรรก, โดยการอนุมาน, โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล, โดยเพราะเข้าได้กับทฤษฎีของตน, โดยเพราะมองเห็นรูปลักษณ์น่าเชื่อหรือโดยเพราะนับถือ ว่าท่านนี้เป็นครูของเรา แต่ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ โดยมีแพทย์ชี้แนะแนวทาง คือเป็นกัลยาณมิตร เมื่อเห็นว่าสิ่งที่จะกระทำลงไปจะมีประโยชน์จริง ก็นำไปปฏิบัติด้วยความวิริยะอุตสาหะ มีจิตใจจดจ่อกระทำอย่างต่อเนื่อง ละสิ่งที่เป็นความสนุกชั่วครู่ชั่วยามในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในระยะยาวสืบไป

กองบรรณาธิการ

(update 17 กุมภาพันธ์ 2001)


[ ที่มา...นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 21 ฉบับที่ 249 มกราคม 2543]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600