มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



ต้นเหตุที่แท้จริงของแผลในกระเพาะอาหาร


เมื่อเร็วๆ นี้องค์การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกาได้ส่งบทความ ส่งเสริมให้แพทย์รักษาผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Gastric and Duodenal Ulcer) ด้วยยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งขึ้น ดังนั้นดิฉันขอเผยแพร่ต่อ เพื่อกระตุ้นความสนใจในวิธีรักษาโรคนี้

เมื่อปี ค.ศ. 1983 นายแพทย์สองคนแห่งออสเตรเลีย คือ Drs.Barry Marshall and J.Robib Warren ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกประจักษ์ถึงตัวเชื้อแบคทีเรียที่มีรูปร่างเหมือนเกลียวสว่านชื่อ H.pylori ซึ่งอาศัยอยู่ที่เยื่อบุกระเพาะอาหารนั้นเป็นต้นเหตุสำคัญในการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) และแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) และลำไส้เล็กส่วนบน นอกจากนี้ตัวเชื้อโรคดังกล่าว ยังอาจก่อให้เกิดมะเร็งของกระเพาะอาหารอีกด้วย

มะเร็งของกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นกับประชากรทั่วโลกมากเป็นอันดับที่สอง โรคนี้พบมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนและโคลัมเบีย ซึ่งจากผลสำรวจแสดงว่า พลเมืองของทั้งสองประเทศได้ติดเชื้อ H.pylori ตั้งแต่อายุยังเยาว์วัย และคาดว่าเชื้อแพร่กระจาย โดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่เปื้อนอุจจาระของคนที่มีเชื้อตัวนี้ หรือโดยผ่านจากปากคนหนึ่ง สู่ปากอีกคนหนึ่งโดยตรง และมนุษย์เท่านั้นที่เป็นต้นกำเนิดแพร่พันธุ์และแหล่งเพาะตัวเชื้อโรค (Primary reservoir)

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีทางการดำเนินโรคและระบาดวิทยาของเชื้อตัวนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก เพราะบุคคลบางคนได้รับเชื้อตัวนี้เข้าไปอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารแต่ไม่เกิดปัญหาเหมือนบางคน ที่นอกจากเป็นแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรังแล้วยังเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารขึ้นอีก อย่างไรก็ตามบุคคลที่อยู่ในฐานะความเป็นไปไม่ถูกสุขลักษณะมักพบการติดเชื้อโรคตัวนี้ได้มาก

แต่ก่อนนี้วงการแพทย์กล่าวโทษสาเหตุของแผลในระบบทางเดินอาหารดังกล่าวว่า เนื่องจากการเสพย์อาหารรสเผ็ดจัด ความเครียดหรือการตรากตรำทำงาน การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา

ดังนั้น การรักษาจึงมุ่งไปในการให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารหรือยาเคลือบกระเพาะอาหาร รวมทั้งการให้พักผ่อนลดความเครียด ตลอดจนการใช้ยากล่อมประสาท

แต่ปัจจุบันนี้ตัวผู้ร้ายที่แท้จริงคือ H.pylori ซึ่งต้องถูกกำจัดด้วยยาปฏิชีวนะก่อน มิฉะนั้นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นย่อมไม่หายเด็ดขาดและอาจเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

ประชากรสหรัฐอเมริกามีปัญหาเรื่องโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลและลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผล ถึง 25 ล้านคน โรคนี้พบได้ทุกวัยและทั้งสองเพศประสบปัญหานี้ในจำนวนใกล้เคียง โดยมีอาการจุกเสียด ปวดแสบในช่องท้องด้านซ้ายระหว่างใต้ชายโครงกับสะดือ อาการปวดมักเกิดขึ้นยามที่ท้องว่าง ระหว่างอาหารแต่ละมื้อหรือในยามเช้าตรู่ แต่อาจเกิดขึ้นยามใดเวลาไหนก็ได้ อาการอาจอยู่นานเป็นชั่วโมง หรือเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที อาการมักบรรเทาลงหลังจากบุคคลนั้นได้รับประทานอาหารหรือยาลดกรดเข้าไป นอกจากนี้อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย

ปัญหาใหญ่คือแผลในตำแหน่งดังกล่าวอาจทำให้เกิดเลือดออกจากแผล ซึ่งถ้าเลือดออกจำนวนมากย่อมปรากฏให้เห็นยามที่บุคคลนั้นอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำ หรือแดง จนทำให้บุคคลนั้นอ่อนเพลียลงเพราะโลหิตจางและเป็นลมได้ง่าย

เมื่อดิฉันมาฝึกงานที่สหรัฐอเมริกาในปีแรก ดิฉันเฝ้าดูแลคนไข้ชายกลางคนที่ถึงแก่กรรมในที่สุด เพราะเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหารมาก

ปัจจุบันวิธีการทดสอบว่า โรคกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากตัวเชื้อ H.pylori ทำได้โดยวิธีการตรวจเลือด โดยการทดสอบภูมิต้านทานเฉพาะซึ่งร่างกายสร้างขึ้น เมื่อเชื้อตัวนี้เข้าไปอาศัยอยู่ หรือการทดสอบลมหายใจ (Breath test) โดยการให้บุคคลนั้น ดื่มน้ำผสมสารยูเรียที่มีตัวคาร์บอนเป็น C13 หรือ C14 เชื้อ H.pylori ชอบสังเคราะห์สารยูเรีย

ดังนั้นตัวคาร์บอนกัมมันตรังสี ดังกล่าวจึงถูกร่างกายดูดซึมเข้าไปและขับถ่ายออกทางปอด ทางลมหายใจในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแพทย์สามารถวัดปริมาณตัวคาร์บอนดังกล่าว ได้ด้วยเครื่องมือ วิธีนี้มีความแน่นอนเชื่อถือได้ถึง 94-98% นอกจากนี้วิธีการสอดกล้องเข้าไปทางปาก ผ่านหลอดอาหารถึงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นแล้วตัดเอาเบื่อบุผนังกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กมาตรวจย้อมสีหาตัวเชื้อโดยตรง หรือนำมาเพาะเลี้ยงตัวเชื้อแล้วทดสอบว่า ยาปฏิชีวนะตัวใดสามารถทำลายตัวเชื้อนี้ได้

เนื่องจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า คนไข้ที่เป็นแผลในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ถ้าได้รับการเยียวยาแต่เพียงยาลดกรดในกระเพาะชนิดต่างๆ แต่ไม่ได้รับประทานยาปฏิชีวนะ ไปฆ่าเชื้อ H.pylori แล้ว ส่วนมากอาการทรมานย่อมไม่หายไป เพราะโอกาสที่แผลเกิดขึ้นมาอีกมีถึง 80%

แต่ในคนไข้กลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะร่วมไปพร้อมกับยาลดกรดนั้นโอกาสที่โรคนี้จะกลับคืนมา มีเพียง 6% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) ได้เสนอการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้น ให้รวมการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมบำบัดโรค พร้อมกับยาลดกรด ถ้าคนไข้นั้นได้รับการทดสอบยืนยันว่า มีการติดเชื้อ H.pylori

แต่จนถึงปีนี้ ผลการสำรวจขององค์กรป้องกันและควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา และควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าทั้งแพทย์ผู้ให้การรักษา และคนไข้ผู้ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคนี้ต่างมิได้ยึดถือการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมด้วยแต่อย่างใด (ประมาณ 50% ของแพทย์ทั่วไป และ 30% ของแพทย์ทางระบบทางเดินอาหาร ไม่สนใจการให้ยาปฏิชีวนะแก่คนไข้) ทั้งนี้ย่อมมีผลถึงประสิทธิภาพในการทำงานของประชากร และผลิตผลของประเทศชาติ ซึ่งกระทบถึงเงินตราที่สิ้นเปลืองไปมากกว่าค่ายาปฏิชีวนะ ทำลายเชื้อตัวนี้หลายเท่า และยังตัดต้นตอของการเกิดมะเร็งอีกด้วย

พญ.จันทรา เจณณวาสิน

(update 8 มีนาคม 2001)


[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 24 ฉบับที่ 9 กันยายน 2543]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600